หลังจากที่ฉันเป่ายิ้งฉุบตัดตัวเลือกให้พี่พายุไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงตาของ ‘พี่ทรงโจร’ บ้าง เขาเดินนำฉันเลี่ยงออกมาอีกทางห่างจากสายตาพยาบาทของพี่พายุพอสมควร บรรยากาศรอบตัวเขาดูนิ่งสงบผิดกับพี่พายุลิบลับ แต่มันกลับเป็นความสงบที่ทำเอาใจฉันหวิวแปลกๆ
เขายืนนิ่ง จ้องหน้าฉันด้วยสายตาคมกริบก่อนจะขยับปากพูด "คือ..."
"เดี๋ยวค่ะ!!" ฉันรีบยกมือเบรกทันควัน
"ไม่ไปหาแม่ของใครทั้งนั้นนะคะ แล้วขมิ้นก็ยังไม่พร้อมจะมีลูกให้ใครด้วย แล้วก็... แล้วก็... ห้ามรุกแรงแบบพี่คนนั้นด้วย!"
ฉันพ่นประโยคที่เตรียมไว้ออกไปรวดเดียวจนหน้าดำหน้าแดง เพราะกลัวว่าเขาจะมาไม้เดียวกับพี่พายุที่เอะอะก็จะพาไปหาแม่ลูกเดียว เขาชะงักไปนิด ก่อนที่มุมปากหยักสวยนั่นจะยกยิ้มขึ้นบางๆ เป็นรอยยิ้มที่ดูอันตรายแต่ก็น่ามองชะมัด!
"เปล่า" เขาพูดสั้นๆ แค่นั้น ทำเอาฉันหน้าแตกละเอียดจนอยากจะกวาดเก็บใส่ถุง "พี่ไม่ได้จะชวนไปหาแม่ตอนนี้"
"อะ...อ้าวเหรอคะ" ฉันพึมพำเบาๆ รู้สึกอายจนอยากมุดแผ่นดินหนี
"พี่ชื่อ ‘สิงห์’" เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังแล้วจั๊กจี้หูอย่างบอกไม่ถูก "น้องมีแฟนยัง?"
คำถามตรงประเด็นทำเอาฉันใบ้กิน พี่สิงห์ดูเป็นคนประเภทพูดน้อยแต่ต่อยหนัก ท่าทางสบายๆ ของเขาดูขัดกับหัวใจของฉันที่ตอนนี้เต้นรัวเป็นจังหวะสามช่า
"ยะ...ยังค่ะ อะเอ่อ คือขมิ้น..."
(กริ๊งงงงงงงง!!)
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าสั่นประท้วงขึ้นมาได้จังหวะพอดี ฉันรีบคว้ามันขึ้นมารับสายราวกับเป็นเชือกวิเศษที่หย่อนลงมาช่วยชีวิต "อื้อ ว่าไงแนน? ...ห๊ะ! ที่ร้านเหรอ? โอเคๆ เดี๋ยวขมิ้นรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ!"
ฉันรีบเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า หันไปหาพี่สิงห์ที่ยังยืนนิ่งเป็นรูปปั้น แต่แล้วพี่พายุก็เดินดุ่มๆ เข้ามาตีคู่ยืนข้างเขาอย่างกับนัดกันมา
"ฉะ...ฉันไปก่อนนะคะ พอดีที่ร้านมีปัญหาด่วนมากกกก!" ฉันรีบโกยเถอะโยมทันที ไม่รอให้ใครได้อ้าปากค้าน
"เห๊ยเดี๋ยวน้องขมิ้น! / น้อง..."
เสียงตะโกนไล่หลังมาติดๆ ตามด้วยเสียงทะเลาะกันที่คุ้นเคย
"มึงพูดตามทำไมวะไอ้โจร!" "ใครพูดตามมึง ไอ้หน้าละอ่อน!"
ฉันวิ่งหนีออกมาอย่างสุดชีวิต โบกแท็กซี่หน้าคอนโดด้วยความเร็วแสง ในหัวคิดแค่ว่าต้องหนีจากรัศมีพลังงานทำลายล้างของสองคนนั้นให้ไวที่สุด วันนี้มันวันอะไรของขมิ้นเนี่ย เปลืองตัวสุดๆ ทั้งโดนเบียด โดนจับแขน แถมยังต้องมาวิ่งหนีผู้ชายหล่ออีก!
ณ ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ ‘Khamin Design’
ฉันหอบแฮกๆ เดินเข้ามาในร้านเสื้อผ้าสาขาหลักในห้างดัง เหงื่อซึมตามไรผมจนต้องใช้หลังมือปาดออก พนักงานในร้านต่างมองฉันด้วยความสงสัย
"พี่ขมิ้นสวัสดีค่ะ" "จ๊ะๆ..." ฉันรับไหว้เด็กในร้านก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวทันที
"ไงลิ้นห้อยมาเลยนะขมิ้น อะน้ำ"
คนที่ยื่นแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบมาให้คือ ‘ยัยแนน’ เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนคนเดียวของฉัน เราโตมาด้วยกันจนหลายคนทักว่าหน้าตาเราเหมือนกันอย่างกับฝาแฝด แนนเป็นคนคล่องแคล่วและรู้ใจฉันที่สุด
ฉันกระดกน้ำรวดเดียวหมดแก้ว "ไหนงานล่ะแนน? ปัญหาส่วนไหน ที่ร้านเป็นอะไร?"
ยัยแนนยืนกอดอกมองฉันก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา "ฮ่าๆๆ ฉันแก้ไปเสร็จตั้งนานแล้วขมิ้น แต่อยากให้แกรีบมาเฉยๆ เห็นแกบอกจะเข้าสาย ฉันเลยแกล้งเรียกมาช่วยกันแพ็คของเนี่ย"
"โหยยย! ยัยแนน! รู้มั้ยว่าฉันวิ่งหางจุกตูดมาขนาดไหนเนี่ย" ฉันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางบ่นอุบ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องประหลาดที่เจอใต้คอนโดให้เพื่อนฟัง
"หู้ยยยย! แกรรร! มันคือดีมากกก!" แนนทำตาโต หน้าตาฟินเวอร์ยิ่งกว่าถูกหวย "คนหนึ่งสายเปย์รุกหนัก อีกคนสายดุขรึมๆ โอ๊ยยย ขมิ้น แต้มนบุญแกมันสูงเกินไปแล้ว!"
"ดีอะไรล่ะ แข็งทื่อกันทั้งคู่เลย เหมือนจะต่อยกันกลางร้านข้าวป้าแจ๋วด้วยซ้ำ ขมิ้นว่าพวกเขาน่ากลัวมากกว่านะ"
"แล้วแกชอบคนไหนล่ะ? ถ้าเลือกไม่ได้ ฉันขอคนหนึ่งนะ กรี๊ดดด!" แนนเขย่าแขนฉันอย่างตื่นเต้น
"บ้าหน่า! เพิ่งเจอหน้ากันไม่ถึงชั่วโมง ใครจะไปชอบได้ล่ะ ทำงานดีกว่า งานกองท่วมหัวขนาดนี้จะแพ็คทันมั้ยเนี่ย" ฉันรีบตัดบทพยายามสลัดภาพใบหน้ากวนๆ ของพายุและสายตาเย็นชาของสิงห์ออกไปจากหัว
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงเย็น หลังจากวุ่นวายกับการเช็กสต็อกและส่งของให้ลูกค้าจนร้านเกือบปิด ฉันกับแนนก็แยกย้ายกันกลับ ฉันเดินออกมาหน้าห้างเพื่อรอแท็กซี่เหมือนทุกวัน เพราะกำลังเก็บเงินซื้อรถเป็นของตัวเองอยู่
เมื่อแท็กซี่มาส่งที่หน้าคอนโด ฉันจ่ายเงินเสร็จก็ก้าวเท้าลงจากรถด้วยความเพลียกะว่าจะขึ้นไปนอนให้เข็ด แต่ทว่า... จังหวะที่กำลังจะเดินเข้าประตูคอนโด มือหนาของใครบางคนก็คว้าเข้าที่ต้นแขนฉันอย่างแรงจนตัวปลิว!
"ว๊ายยย!!" ฉันร้องลั่นด้วยความตกใจ หัวใจแทบหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
"พี่เอง..."