2 วันต่อมา
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านยอดไม้ บรรยากาศที่บ้านแม่ยังคงเงียบสงบและอบอุ่นเหมือนเดิม แต่หน้าที่การงานมันค้ำคอ ฉันจำเป็นต้องเตรียมตัวกลับสู่โลกความเป็นจริงที่วุ่นวายในกรุงเทพฯ
"แม่คะ ขมิ้นไปแล้วนะ ข้าวของเตรียมครบหมดแล้วค่ะ" ฉันตะโกนบอกแม่พลางเช็กความเรียบร้อยของกระเป๋าเดินทางใบเล็ก วันนี้ฉันต้องกลับคอนโดเพื่อเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ นั่นคือการย้ายร้านเสื้อผ้าของฉันไปเปิดที่ตึกเช่าแห่งใหม่ ซึ่งทำเลดีมากและอยู่ใกล้คอนโดนิดเดียวเอง
"ทำไมไม่มาอยู่กับแม่สักทีล่ะหือ? งานที่นั่นมันสำคัญกว่าแม่หรือไง" แม่เดินออกมาจากครัวด้วยใบหน้าที่เริ่มจะบึ้งตึง โหมดคุณแม่ขี้น้อยใจเริ่มทำงานทันทีที่เห็นฉันลากกระเป๋า
"โถถถถ... แม่ขา เราคุยกันเข้าใจแล้วนะก๊ะ" ฉันรีบเข้าไปกอดประจบแม่ ยกมือขึ้นนวดไหล่เบาๆ "ขมิ้นขอไปลุยงานเปิดร้านใหม่ให้เข้าที่ก่อนนะคะ ถ้าว่างเมื่อไหร่ขมิ้นจะซิ่งรถกลับมานอนหนุนตักแม่ทันทีเลยสัญญาค่ะ!"
"เออๆ ให้มันจริงเถอะ กลับดีๆ ล่ะ มีอะไรก็โทรมาหาแม่บ่อยๆ นะ" แม่ถอนหายใจอย่างยอมจำนนก่อนจะลูบหัวฉันด้วยความเอ็นดู
"ค่ะ... ฟ่อดดดด!" ฉันหอมแก้มแม่ฟอดใหญ่ก่อนจะลากกระเป๋าเดินทางออกมาที่หน้าบ้าน เพื่อยืนรอรถแท็กซี่ที่กดเรียกผ่านแอปฯ ไว้
"ปริ๊นๆ!"
เสียงแตรหน้าบ้านดังขึ้นพร้อมกับรถ SUV คันคุ้นตาที่เลี้ยวเข้ามาเทียบท่า พี่แทนลดกระจกลงเผยให้เห็นใบหน้าขาวใสและรอยยิ้มแสนอบอุ่นตามสไตล์หนุ่มไมโครเวฟ
"ป่ะ... พี่ไปส่งเองขมิ้น ไม่ต้องรอแท็กซี่หรอก แดดมันเริ่มร้อนแล้ว"
พอฉันก้าวขึ้นรถไปนั่งเบาะข้างคนขับ ก็อดไม่ได้ที่จะหันไปหรี่ตามองเขาอย่างจับผิด "ถามจริงค่ะพี่แทน... แม่ขมิ้นไม่ได้โทรไปตามพี่มาใช่ไหมคะ? ทำไมมันจะเหมาะเจาะอะไรขนาดนี้"
"หึๆ รู้ทันตลอดเลยนะเราเนี่ย" พี่แทนหัวเราะเบาๆ ในลำคอขณะบังคับพวงมาลัย "แม่เราโทรไปบอกพี่เมื่อเช้านี้เองว่าขมิ้นจะกลับวันนี้ แต่ถึงแม่ไม่บอก พี่ก็เต็มใจมารับเราอยู่ดีนะ"
"ขอบคุณนะคะพี่แทน พี่เนี่ยแสนดีที่หนึ่งเลย" ฉันยิ้มตอบ พลางเอนหลังพิงเบาะคุยเรื่องสัพเพเหระไปตลอดทางจนถึงคอนโด
เมื่อรถมาจอดส่งที่หน้าคอนโด ฉันบอกลาพี่แทนและลากกระเป๋าเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตึก ในจังหวะที่เดินผ่านทางเข้าลานจอดรถ จู่ๆ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น ฉันหยุดกะทันหันเพื่อจะควานหาโทรศัพท์ออกมาดูสายเรียกเข้า... โดยไม่ได้สังเกตเลยว่ามีรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่กำลังพุ่งออกมาจากมุมตึกด้วยความเร็ว!
"ขมิ้น!!! ระวัง!"
เสียงทุ้มเข้มตวาดลั่นพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่พุ่งเข้ามาคว้าร่างฉันไว้อย่างรวดเร็ว แรงเหวี่ยงทำให้เราทั้งคู่เสียหลักจนฉัน...
"ตุ๊บ!"
"โอ๊ยยย!" ฉันร่วงลงไปนั่งจ้ำเบ้ากับพื้นปูน เจ็บก้นจนน้ำตาแทบเล็ด
"ขับรถระวังหน่อยสิวะ!! ตาไม่มีหรือไง!" ไอ้คนขับมอเตอร์ไซค์คนนั้นตะโกนด่ากลับมาอย่างไม่มีมารยาท ก่อนจะรีบเบิ้ลเครื่องหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
เกือบไปแล้วมั้ยล่ะยัยขมิ้นเอ๊ย ถ้าไม่มีคนช่วยไว้ ป่านนี้คงได้ไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลแน่ ฉันพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นพลางหันไปมองคนที่เข้ามาช่วยชีวิตไว้... และใจก็เต้นระรัวยิ่งกว่าตอนโดนรถชนเสียอีก
"พี่สิงห์..."
คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าฉันตอนนี้คือพี่สิงห์ ช่างซ่อมรถจอมขรึมคนเดิม เขายืนหอบหายใจนิดๆ ใบหน้าคมเข้มนั้นยังคงดูนิ่งสนิทแต่แววตาที่จ้องมองมากลับฉายแววความห่วงใยออกมาอย่างปิดไม่มิด
"เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เขาถามสั้นๆ พลางเดินเข้ามาใกล้เพื่อสำรวจร่างกายฉัน
"ขมิ้นไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่สิงห์ล่ะคะ?" ฉันรีบตอบพลางเอื้อมมือไปปัดเศษฝุ่นเศษดินออกจากเสื้อผ้าของเขา แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับรอยแผลสดที่ข้อศอกหนา "เลือดนี่คะ! พี่สิงห์ แขนพี่ถลอกหมดเลย จะบอกว่าไม่เป็นไรไม่ได้นะ ตามขมิ้นมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
ฉันตัดสินใจลากแขนพี่สิงห์ข้างที่ไม่เจ็บให้เดินตามเข้าคอนโดไป พี่เขามีท่าทีจะขัดขืนนิดๆ "ไม่... ไม่เป็นไรขมิ้น แค่นี้เอง ล้างน้ำเปล่าก็ออกแล้ว พี่ทนได้"
"ไม่ได้ค่ะ! พี่ช่วยขมิ้นไว้ พี่ต้องไปทำแผลเดี๋ยวนี้" ฉันทำเสียงดุใส่จนคนตัวโตต้องยอมเงียบและเดินตามมาแต่โดยดี มือหนึ่งฉันลากแขนพี่สิงห์ อีกมือก็ลากกระเป๋าเดินทางพะรุงพะรังจนถึงห้องพัก
พอถึงห้อง ฉันรีบให้เขานั่งรอที่โซฟา ส่วนฉันก็วุ่นอยู่กับการหาชุดปฐมพยาบาลออกมา "เพราะขมิ้นแท้ๆ เลย พี่สิงห์ต้องมาเจ็บตัวแบบนี้" ฉันบ่นพึมพำขณะค่อยๆ ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดรอบๆ แผลให้เขาอย่างเบามือ
พี่สิงห์ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ฉันจัดการแผลให้ สายตาเขามองจ้องมาที่ฉันตลอดจนฉันเริ่มทำตัวไม่ถูก
"ขอโทษนะคะที่ทำให้พี่ต้องเดือดร้อน... ขมิ้นนี่มันบื้อจริงๆ เลย พี่ว่าไหมคะ?" ฉันเงยหน้าขึ้นหวังจะเห็นรอยยิ้มล้อเลียนหรือคำตอบกวนๆ จากเขา
ทว่า... สิ่งที่เจอคือใบหน้าของพี่สิงห์ที่ขยับเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ระยะห่างระหว่างเราตอนนี้มันเหลือเพียงแค่คืบเดียวเท่านั้น!
ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาเป่ารดหน้าผากฉัน เสียงในห้องที่เคยดังกลับเงียบกริบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม เราต่างจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของกันและกัน ลมหายใจของพี่สิงห์เริ่มหนักและแรงขึ้นตามจังหวะหัวใจที่สั่นไหว หน้าของเราขยับเข้าหากันเรื่อยๆ เหมือนมีแรงดึงดูดที่มองไม่เห็น ปลายจมูกสัมผัสกันเบาๆ ริมฝีปากของเขากำลังจะทาบทับลงมา...
"กริ๊งงงงงงงงงงงงง!"
เสียงโทรศัพท์แผดร้องลั่นห้องเหมือนเสียงสวรรค์ (หรือเสียงนรกก็ไม่รู้!) ทำให้เราทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวและรีบผละออกจากกันทันที! ฉันหน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู ส่วนพี่สิงห์ก็รีบเสมองไปทางอื่นพลางกระแอมแก้เก้อ
เกือบไปแล้ว... เกือบไปแล้วมั้ยล่ะยัยขมิ้น! ถ้าโทรศัพท์ไม่ดัง ป่านนี้แกคงโดนพี่สิงห์งาบไปแล้ว!
"อะ... เอ่อออ... รับสายสิขมิ้น พี่... พี่ไปก่อนนะ เดี๋ยวมีงานค้างที่อู่" พี่สิงห์พูดเสียงกุกกักก่อนจะรีบลุกเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิม
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกดรับสายที่โทรเข้ามาขัดจังหวะทอง... "พี่พายุ 🌪️"
"ค่ะพี่พายุ..." เสียงฉันสั่นจนต้องพยายามคุมโทนให้ปกติที่สุด
"คนสวย! กลับมาคอนโดหรือยังคะ? พี่คิดถึงจะแย่แล้วเนี่ย อยากเจอหน้า อยากกอด อยากหอมให้หายคิดถึงจังเลย กลับมาเมื่อไหร่บอกพี่นะ พี่จะไปรับถึงที่เลย!" น้ำเสียงของพายุยังคงเต็มไปด้วยพลังงานและความรุ่มร้อน
"เอ่อ... คือ... พรุ่งนี้ค่ะขมิ้นถึงจะกลับ วันนี้ยังอยู่บ้านแม่ค่ะ"
ฉันจำเป็นต้องโกหกออกไปคำโต เพราะสภาพจิตใจในตอนนี้มันพังยับเยินเกินกว่าจะรับมือกับพายุอีกลูกได้ เหตุการณ์เมื่อครู่กับพี่สิงห์มันทำให้ฉันสับสนจนใจสั่นไม่หยุด
"อ้าว... พรุ่งนี้เหรอคะ? โถ่ พี่ก็นึกว่าวันนี้... งั้นพรุ่งนี้พี่จะ... เห๊ย! ไอ้โจร! มึงมาทำอะไรตรงนี้วะ!"
จู่ๆ เสียงพี่พายุก็ตะโกนลั่นผ่านโทรศัพท์เหมือนเจอศัตรูคู่แค้น คำว่า "ไอ้โจร" นั่นฉันเดาได้ทันทีว่าเขาคงไปเจอพี่สิงห์ที่เพิ่งเดินออกจากห้องฉันไปแน่ๆ!
"แค่นี้ก่อนนะขมิ้น เดี๋ยวพี่โทรหาใหม่!"
"ตื๊ด... ตื๊ด... ตื๊ด..."
เขากดวางสายไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งให้ฉันยืนลุ้นระทึกอยู่กลางห้องคนเดียว ตายแน่ๆ... พวกเขาจะต่อยกันหน้าคอนโดไหมเนี่ย?! หัวใจฉันมันเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกมานอกอก ความสับสน ความตื่นเต้น และความกลัวมันตีรวนกันไปหมด
นี่มันวันอะไรของฉันเนี่ยขมิ้นเอ๊ย! กลับมาจากบ้านแม่วันแรกก็เจอศึกใหญ่ระดับจักรวาลซะแล้ว!