อาทิตย์ต่อมา
ฌานินออกจากห้องไปหาซื้อของใช้จำเป็น ซึ่งไม่ได้ไป
ไหนไกล เพราะร้านขายของชำอยู่แถวห้องพัก ชีวิตของเธอคงจะวนเวียนอยู่แบบนี้กระทั่งเปิดเทอม
ระหว่างทางเดินอยู่เธอรู้สึกแปลกตลอดเวลา เหมือนมีใครบางคนคอยจับจ้องข้างหลัง เมื่อตัดสินใจหันไปมองก็เห็น
ชายร่างท้วมเดินตามมาไม่ห่าง ขาเรียวเร่งก้าวเร็วขึ้น แต่ไม่ว่าจะหันกลับไปกี่ครั้ง เธอก็ยังเห็นเขาอยู่ตรงนั้น ราวกับกำลังถูก
สะกดรอยจากพวกโรคจิต
ว่ากันว่าหากรู้สึกเหมือนมีใครตาม ห้ามเสี่ยงเข้าห้องพักเด็ดขาด เพราะเท่ากับเปิดเผยที่อยู่ให้ฝ่ายนั้นรู้ ฌานินเดินเลี้ยวไปอีกทาง ยกโทรศัพท์ขึ้นมารีบโทรหาเพื่อน ระหว่างนั้นเธอก็
เร่งฝีเท้าเดินจ้ำไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดอยู่กับที่พยายามเดินไปยัง
จุดผู้คนพลุกพล่านมากที่สุด
(ว่าไงคนสวย)
(ฮัลโหลยัยฌา)
เนื่องจากกดโทรแชตกลุ่ม ทำให้เพื่อนทั้งสองรับสายพร้อมกัน เมื่อได้ยินเสียงทำให้เธอโล่งใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ยังหวาดหวั่น เพราะเห็นชายคนนั้นยืนอยู่ตรงมุมเสาต้นใหญ่
“ฌา ระ รู้สึกเหมือนมีคนตาม”
(ยังไง ใคร ตอนนี้อยู่ไหน) ปอร์เช่ที่ทำเสียงติดเล่นก่อนหน้า พอได้ยินเพื่อนบอกอย่างนั้นเขารีบถามด้วยความเป็นห่วงทันที
“ไม่รู้ว่าใคร ฌาออกมาซื้อของแต่ไม่กล้ากลับห้อง
กลัวถูกตาม” เสียงหวานสั่นเทา กำถุงข้าวของในมือเอาไว้แน่น ยังคงเดินไปข้างหน้าไม่หยุด
(ตอนนี้ฉันออกมาข้างนอกกับแม่ อยู่ไกลจากแกมากเลย
ทำไงดีตรงนั้นมีคนอื่นอยู่ไหม)
ขวัญใจเองก็พูดอย่างกระวนกระวายเช่นเดียวกัน จบคำถามปอร์เช่ก็รีบแทรกขึ้น
(ตอนนี้เช่จะไปสนาม อยู่ในรถกับไอ้เปอร์ กำลังผ่านหอพักฌาพอดีเดี๋ยวไปรับ)
(เอาแบบนั้นก็ได้เช่ นายอยู่ใกล้ งั้นไปรับฌาตอนนี้เลย
ฉันเป็นห่วง)
(แต่ฌาต้องไปสนามพร้อมเช่ก่อนนะ กลับห้องตอนนี้
ไม่ปลอดภัยจริง ๆ)
“อื้อ เอาแบบนั้นก็ได้” ความกลัวทำให้ฌานินรีบตอบตกลง เพียงเพราะไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้วตกเป็นเป้าสายตาของใครก็ไม่รู้ “เช่ถึงไหนแล้ว เขามองฌาตลอดเลย”
(ใกล้ถึงแล้ว ฌาเดินมารอตรงใต้สะพาน)
“อื้อ ฌากำลังไป ห้ามวางสายนะ”
ร่างเล็กรีบเดินตามที่เพื่อนบอก ระหว่างนั้นเธอไม่หันกลับไปมองทางด้านหลังของตัวเองอีกเลย รีบก้าวเท้าไปให้ถึง
ใต้สะพานลอยให้เร็วที่สุด ก่อนจะเห็นเพื่อนตัวสูงยืนรอที่รถ
จึงละโทรศัพท์ออกจากหูแล้วกดวางสาย
เมื่อเข้ามานั่งในรถ คูเปอร์ที่นั่งหลังพวงมาลัยก็รีบขับออกไปทันที ก่อนจะถามอย่างอดแปลกใจไม่ได้ที่รู้ว่าผู้หญิงตัวเล็ก
อยู่ในเขตแถวนี้ตามลำพัง โซนที่ค่อนข้างอันตราย
“เป็นผู้หญิง ทำไมมาอยู่แถวนี้คนเดียว อันตรายมากเลยนะ ให้พี่หาห้องเช่าใหม่ให้ดีไหม”
“คือฌา… ไม่ค่อยมีเงิน” เธอยอมรับออกไปตามตรง แม้จะมีสมบัติของแม่ทิ้งไว้ให้ แต่ไม่อยากใช้เงินก้อนสุดท้ายฟุ่มเฟือยจนเกินไป
“กลับค่ำ ๆ เลยนะฌา เดี๋ยวตอนกลับเช่ไปส่งที่ห้อง”
“อื้อ ขอบคุณนะ”
ฌานินเอ่ยเสียงเบา พลางก้มหน้าลงถอนหายใจอย่าง
เหนื่อยหน่ายกับชีวิต กลางอกยังสั่นไหวด้วยความกลัว ตั้งแต่
อยู่หอพักนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เคยถูกผู้ชายแปลกหน้าตาม ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน หากอยู่ในละแวกเดียวกับเธอจะทำยังไง หรือจะต้องหาที่อยู่ใหม่จริง ๆ
#สนามแข่ง
ครั้งแรกที่ฌานินได้มาสนามแข่งด้วยความจำเป็น
เพียงเพราะอยากหนีให้ไกลจากโรคจิตคนนั้น จนลืมคิดว่า
สนามแห่งนี้เป็นของใคร เมื่อนึกขึ้นมาได้กลางใจก็พลันสั่นไหว ราวกับทุกอย่างเป็นใจให้เธอหวนกลับมาเจอเขาอีกครั้ง
“เช่ สนามนี้ เป็นของใครเหรอ” แม้พอคาดเดาได้ เนื่องจากเพื่อนเคยเล่าว่าเขาเป็นเจ้าของสนามแข่ง แต่ฌานินอยากลองถามให้แน่ใจ เผื่อไม่ใช่เธอไม่อยากพะวงไปเอง
“ของพี่คลื่น”
“…”
“ไม่ต้องห่วง เช่ฝากไอ้เปอร์บอกแล้ว ว่าอย่าทำตัวเจ้าชู้ใส่ฌา”
ใบหน้าหวานพยักขึ้นลงช้า ๆ ก่อนจะเดินตามหลังเพื่อนไปเรื่อย ๆ กระทั่งผ่านอัฒจันทร์ขนาดใหญ่ ตรงนั้นมีร่างสูงของคน
ที่เธอบล็อกแชตเขาไปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน กำลังยืนพ่นควันบุหรี่คลุ้ง
ขาเรียวหยุดชะงัก เหมือนร่างกายถูกสั่งให้หยุดนิ่ง ดวงตา
คู่กลมเงยขึ้นสบเข้ากับแววตาคมกริบที่กำลังหลุบต่ำลงมามอง แค่นั้นหัวใจดวงน้อยก็สั่นไหวระรัว
ตอนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเธอหนีเสือมาปะจระเข้ คล้ายกับว่ายิ่งอยากหนีห่างก็ยิ่งถูกผลักให้เจอ สมองพลันย้อนห้วนกลับไปถึงข้อความภาษาอังกฤษหยาบโลนที่เขาเคยส่งมาก่อน
จะถูกบล็อก ประโยคนั้นชวนให้ใบหน้าหวานร้อนวาบ
ปอร์เช่ที่เดินนำหน้าไปเพียงไม่กี่ก้าว พอรู้สึกว่าเพื่อนหยุดนิ่งก็รีบหันกลับมา ก่อนจะมองคนที่กำลังจ้องเธออยู่ ความเงียบรอบตัวทำให้ทั้งคู่นิ่งงัน และเขาเป็นคนทำลายความเงียบนั้น
“อ้าวพี่ ไม่ไปคุมเด็กซ้อมเหรอครับ”
“คนยังมาไม่ครบ” คนบนอัฒจันทร์เอ่ยตอบเสียงเรียบ
แต่สายตากลับไม่ยอมละไปจากคนตัวเล็ก
“อ๋อ งั้นขอตัวก่อนนะครับ” เขารีบคว้าจับมือเพื่อนตัวเล็ก แล้วพาเดินไปยังเต็นท์ทันที เพราะเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของเธอ
“วันนี้แค่ซ้อมคนไม่เยอะ ฌานั่งตรงนี้ห้ามไปไหนนะ เดี๋ยวเช่ไปสูบบุหรี่ก่อน จะรีบมา” ปอร์เช่กำชับเสียงจริงจังด้วยความ
เป็นห่วง เขาไม่ได้ไปไกลจากเต็นท์มากนัก
เมื่อเพื่อนแยกตัวออกไปแล้ว ฌานินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
พิมพ์บอกในแชตให้ขวัญใจรู้ว่าตอนนี้เธออยู่สนามแข่ง เธอเอาแต่ก้มหน้าพิมพ์คุยกับเพื่อนถึงเรื่องราวที่เพิ่งเจอมาหมาด ๆ ไม่ได้
เงยขึ้นสนใจสิ่งรอบข้าง กระทั่งได้ยินเสียงคนเอ่ยเรียกชื่อหนึ่ง
“พี่คลื่น วันนี้พี่ล่ามาไหมวะ”
“ไม่มา ช่วงนี้มันหลงลูกคงไม่มาสนามพักใหญ่”
เฮือก!! นิ้วเรียวค้างเติ่งบนจอมือถือ ชะงักกับชื่อและเสียงนั้น เพราะเหมือนอยู่ไม่ไกลจากตรงที่นั่ง ใบหน้าหวานค่อย ๆ เงยขึ้นเชื่องช้า ก่อนจะเห็นร่างสูงของคนที่ไม่อยากเจอหน้ายืนอยู่
ในระยะสายตา
“พี่เอาบ้างดิ จะว่าไปตั้งแต่เข้ามาอยู่ในทีม ไม่เคยเห็นพี่
มีเมียเลยแฮะ”
“อยู่คนเดียวสนุกกว่า มึงไม่คิดเหมือนกันหรือไง”
“ฮ่า ๆ ก็จริง คำตอบสมกับเป็นพี่ดี”
เขี้ยวเล็กงับบนริมฝีปากอิ่มของตัวเองเบา ๆ ขณะมองอีกฝ่ายกำลังคุยกับชายอีกคนซึ่งเธอไม่รู้จักว่าเป็นใคร ทั้งที่ไม่อยากมอง ทว่าฌานินกลับดึงสายตาออกจากร่างสูงของเขาไม่ได้เลย
ราวกับถูกดึงดูดให้จับจ้องและเหมือนเขาจะรู้ตัว
หัวใจดวงน้อยสั่นหวิวรีบเบนสายตาโฟกัสไปทางอื่นทันที ก่อนร่างสูงของอีกคนจะเดินหายไป ต่างจากรอบก่อนที่เขา
โผล่มาทักทายแบบไม่ให้ตั้งตัว แถมยังรุ่มร่ามใส่และพยายาม
ชวนคุย แต่ครั้งนี้แตกต่าง
ฌานินถอนหายใจโล่งอก คงเพราะเขารู้แล้วว่าเธอไม่อยากยุ่งเกี่ยวถึงไม่พยายามเข้าหา จุดประสงค์นั้นเธอเข้าใจดีว่าผู้ชายท่าทางเจ้าชู้ต้องการอะไร แต่เขาได้มันไปจากเธอแล้ว ครั้งแรก
ที่หวงแหน
“ฌาหิวไหม”
เสียงของปอร์เช่เรียกให้ร่างเล็กมีสติ ความคิดมากมาย
ถูกขับไล่ออกจากหัวทั้งหมดก่อนจะส่ายหน้าไปมา เพราะก่อนออกไปซื้อของเธอกินข้าวแล้ว
“ถ้าหิวบอกนะ เดี๋ยวเช่สั่งให้”
“อื้อ”
ระหว่างที่สองคนคุยกันได้พักหนึ่ง ร่างสูงของคูเปอร์และคลื่นก็เดินมาหยุดในเต็นท์ สายตาคมตวัดมองคนตัวเล็กอีกครั้ง
เท่านั้นก็ทำให้ฌานินตัวแข็งราวกับหิน
“น้องมึงพาเพื่อนมาทำไม ไม่บอกมันหรือไงว่าวันนี้พวก
ไอ้นิคซ์มาซ้อม” คลื่นถาม ก่อนจะละสายตามองเพื่อน นิคซ์ คือคนที่เคยเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเขาและอยู่คณะเดียวกัน
เป็นเพื่อนที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไร
“มีพวกโรคจิตตามน้องก็เลยต้องพามา” คูเปอร์อธิบาย เขารู้ว่าไม่ควรพาผู้หญิงมาหากกลุ่มของนิคซ์ลงซ้อมที่สนาม แต่ครั้งนี้มันคือความจำเป็น
“ดูไว้ให้ดีแล้วกันหน้าตาแบบนี้ไอ้นิคซ์คงอยากได้”
บทสนทนาที่ทั้งคู่พูดคุยกันอยู่นั้นฌานินได้ยินทุกประโยค
พอจับใจความได้ถึงความอันตรายจากชายชื่อนิคซ์ เธอได้แต่
ถอนหายใจ เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัวก็พบว่ามีแต่ผู้ชาย ในสนาม
แห่งนี้เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียว
ผ่านไปกว่าสองชั่วโมง ฌานินนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้ลุกขึ้น
ไปไหน สีหน้าบ่งบอกว่าไม่ชอบเสียงดังของรถเอาซะเลย
มันก้องสนั่นไปทั่วสนามจนหูอื้อ
“เช่ ฌาไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ”
“เดี๋ยวพาไป”
“ไม่เป็นไร เห็นป้ายอยู่แค่ตรงนั้นเอง”
ปอร์เช่พยักหน้าและทิ้งท้ายด้วยคำว่ารีบไปรีบมา ก่อนเขา
จะถูกพี่ชายใช้ให้ไปหยิบของ ส่วนคนตัวเล็กก็เดินไปทางห้องน้ำซึ่งไม่ไกลจากตรงที่นั่งอยู่ แค่เลี้ยวตามซอกตึกเพียงเล็กน้อย
ก็เจอห้องน้ำหญิงอยู่ตรงนั้น
เสียงรถที่เคยดังก้องอยู่ในหูค่อย ๆ เบาลง ทำให้หายใจ
ได้สะดวกขึ้น เธอไม่ค่อยชอบเสียงดังเท่าไรจึงใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำค่อนข้างนาน ก่อนจะได้ยินเสียง เมี๊ยว~ แว่วออกมาจากด้านนอก ใบหน้าหวานหันขวับมอง แล้วก้าวเดินตามเสียง และสายตา
ก็สะดุดเข้ากับลูกแมวน้อยขนสีขาวกำลังเดินไปข้างหน้า
อย่างน่าเอ็นดู
ขาเรียวค่อย ๆ ย่องตามเจ้าแมวน้อย หวังจะจับมาฟัดพุงเล่นให้หายคิดมาก เธอเป็นคนรักสัตว์โดยเฉพาะแมวและหมา
แต่ไม่เคยคิดจะเลี้ยงไว้สักตัว เพราะไม่อยากให้พวกมันต้องมาลำบากด้วยกัน เพียงชีวิตของเธอก็ไม่รู้เลยว่าจะเรียนจบหรือเปล่า แถมจบแล้วก็ยังต้องไปแย่งชิงงานกับใครต่อใครอีกมากมาย
“ตัวเล็กอย่าวิ่งสิ พี่ฌาขอจับหน่อยเร็ว”
คนตัวเล็กเอ่ยออกมาอย่างเอ็นดู เมื่อเห็นเจ้าแมวน้อยวิ่งหนี เธอเดินตามเรื่อย ๆ โดยลืมคิดไปสนิทว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน และในจังหวะที่ขาเรียวก้าวไปข้างหน้า จู่ ๆ แขนก็ถูกดึงรั้งเอาไว้กะทันหัน เพราะความตกใจบวกกับเสียหลักทำให้เซ
เอนไปทางด้านหลัง ชนเข้ากับแผงอกแกร่งของใครคนบางคน
ที่ดูจะตัวสูงกว่ามาก
“อะ”
“ไม่มีใครบอกหรือไง ว่าสนามแข่งมันอันตราย”
ร่างเล็กรีบผละตัวออกจากเจ้าของเสียงทุ้มเย็นที่กระซิบพูดใกล้หูอย่างฉวยโอกาส และเมื่อหันมาประจันหน้าก็เป็นคนที่
เธอคิดเอาไว้จริง ๆ ในตอนนี้แววตาคู่เย็นชาของเขาเปลี่ยน
เป็นแพรวพราว ชวนให้เธอรู้สึกเหมือนถูกลวนลาม
“เห็นว่ามีโรคจิตตาม ต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า”
“…”
“ฌานิน… ถ้าอยากให้ช่วย” ไม่ทันได้พูดจบประโยค
เสียงหวานก็แทรกขึ้นมาอย่างไม่แยแสต่อความหวังดีของเขา
ทำเอาคนถูกปฏิเสธถึงกับหน้าชาไปวูบหนึ่ง
“ไม่เป็นไรค่ะ” ณานินเบี่ยงตัวหนีและพยายามดึงแขนกลับ แต่ฝ่ามือหนายังจับเอาไว้แน่น สุดท้ายเธอต้องเอ่ยคำขอเดิม
อีกครั้ง “บะ บอกว่าอย่าทำแบบนี้ไงคะ”
“หืม?” คนตัวสูงเลิกคิ้วขึ้น โน้มตัวลงมาใกล้ มุมปากหยักเหยียดยิ้มร้าย “พี่ทำอะไรเหรอคะ”
ฌานินขบฟันแน่น คล้ายว่าเขากำลังทำให้เธอคิดถึงเรื่อง
เมื่อห้าเดือนก่อนอีกครั้งด้วยการใช้สายตา คำพูดและน้ำเสียง เหมือนกับตอนนั้นไม่มีผิด
“ปกติความสัมพันธ์แบบนั้น มันควรจบแค่ครั้งเดียว
ไม่ใช่เหรอคะ” ความอับอายถูกข่มเอาไว้ พร้อมเปล่งถ้อยคำนั้นออกมาใส่หน้าคนตัวสูงที่ดูเหมือนจะไม่ยอมเลิกลาจากเธอง่าย ๆ
“ครั้งเดียว?” ฝ่ามือหนาดึงรั้งร่างเล็กมาแนบชิดตัวเองอีกครั้ง แล้วโน้มลง จนลมหายใจเป่ารดใบหน้าหวาน
“สิ่งที่ฉันไม่ชอบ คือการถูกมองเป็นเหยื่อ” ยิ่งเธอพยายามหนี เขายิ่งอยากไล่ต้อน อยากเห็นเวลาแมวตัวน้อยจนมุมหมดหนทาง มันจะน่าเอ็นดูขนาดไหน “เพราะมันทำให้อยากเอาชนะ”
ตึกตัก ตึกตัก ประโยคที่ฟังแล้วคล้ายการข่มขู่เขย่าให้หัวใจของคนตัวเล็กเต้นถี่รัว แต่อีกเหตุผลคือสายตาของเขา มันทำให้เธอเอาแต่ร้อนผ่าวไปทั้งร่าง ขณะใบหน้าหล่อค่อย ๆ ลดระยะห่างใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แทนที่จะดิ้นหนี แต่เธอกลับนิ่งเฉย เปลือกตา
สีอ่อนปิดพริ้ม
“เสียงหัวใจของเธอ มันเต้นแรงมากเลยนะ”
แขนแกร่งค่อย ๆ คลายออก คืนอิสระให้คนตัวเล็ก ก่อนเสียงทุ้มเย็นจะแค่นหัวเราะ ราวกับเย้ยท่าทางของเธอเมื่อครู่ ทำให้
ฌานินรู้สึกอับอายจนต้องก้มหน้าลงแล้วรีบเดินหนี แต่กลับ
ถูกเสียงของอีกคนรั้งเอาไว้
“ปลดบล็อกสิ ถ้ายอมอ้อนวอน พี่ยินดีช่วยหนูทุกอย่าง”
มุมปากหยักยังคงยกยิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจ ที่เห็นอาการเหมือนหายใจไม่ทั่วท้องของเธอ ยิ่งคอยเอาแต่หลบสายตา พยายามเลี่ยง เขากลับตื่นเต้นกับความไม่เหมือนใคร และการที่เธอไม่ยอมสยบง่าย ๆ มันทำให้รู้สึกท้าทาย