ตอนที่ 5 แสงสว่างเดียวในความมืด

1481 คำ
ครืดดด ครืดดด ตัวเลขเรืองแสงบนนาฬิกาหัวเตียงบอกเวลาเที่ยงคืนตรง ความเงียบสงัดภายในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงสั่นครืดคราดของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง อลิซขยับตัวอย่างงัวเงีย มือเล็กคลำสะเปะสะปะไปคว้ามันขึ้นมา หน้าจอที่สว่างวาบในความมืดปรากฏชื่อที่ทำให้ความง่วงงุนมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง... คุณอาเธอร์ 'อาเธอร์' คือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงภรรยาแต่งของนักการเมืองใหญ่ผู้เป็นพ่อ ส่วนเธอ... เป็นเพียงลูกเมียน้อยที่พ่วงตำแหน่งเด็กรับใช้ในบ้าน หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะกดรับสาย "ค่ะ... คุณอาเธอร์" (ขับรถออกมารับฉันกลับบ้านเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวส่งพิกัดไปให้) น้ำเสียงห้วนจัดและเจือแววเมามายสั่งการเฉียบขาด ก่อนที่สายจะถูกตัดทิ้งไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธหรือถามไถ่อะไรแม้แต่คำเดียว อลิซถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยล้า เธอปัดป่ายผ้าห่มออกจากตัว ลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้าเก่าๆ คว้าเสื้อคลุมเนื้อหนาตัวยาวมาสวมทับชุดนอนเพื่อพรางตัวให้มิดชิดที่สุด ก่อนจะหยิบกุญแจรถยนต์คันประจำที่มักใช้ขับรับส่งคนในบ้าน แล้วเดินฝ่าความมืดออกไปยังโรงจอดรถ ถนนยามค่ำคืนค่อนข้างโล่ง แต่สำหรับอลิซ... มันกลับเต็มไปด้วยอันตราย มือบางกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ดวงตากลมโตหรี่ลงพยายามเพ่งมองถนนเบื้องหน้าผ่านกระจกรถ แสงจากไฟถนนและไฟหน้ารถคันอื่นที่สวนมา แตกพร่าและเบลอจัดจนมองแทบไม่ออกว่าเส้นแบ่งช่องจราจรอยู่ตรงไหน ‘โรคตาบอดกลางคืน’ มันคือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่แม่เคยบอกว่าเธอสืบทอดมาจากคุณยาย อาการนี้ติดตัวเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนเธอยังพอมองเห็นบ้างในที่แสงน้อย ทว่ายิ่งอายุมากขึ้น เซลล์จอประสาทตาก็ยิ่งเสื่อมถอยลง นับวันโลกในยามค่ำคืนของเธอก็ยิ่งมืดมิดลงเรื่อยๆ อลิซกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ทำได้เพียงขับรถประคองไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังที่สุด อาศัยความคุ้นชินของเส้นทางจนกระทั่งรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าสถานบันเทิงระดับหรูใจกลางเมืองตามพิกัดที่ได้รับ หญิงสาวกดโทรศัพท์ออกหาปลายสายเพื่อแจ้งว่ามาถึงแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงคำสั่งสั้นๆ (ขึ้นมาข้างบน) เสียงเพลงจังหวะหนักหน่วงที่ดังกระหึ่มจนพื้นสะเทือน และแสงไฟหลากสีที่สาดกะพริบวูบวาบไปมา ยิ่งทำให้อลิซปวดศีรษะและตาพร่าหนักกว่าเดิม เธอพยายามเดินก้มหน้า เลี่ยงสายตาโลมเลียจากนักท่องราตรี จนกระทั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยพาเธอมาหยุดอยู่หน้าห้องรับรองพิเศษด้านในสุด ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นสุราราคาแพงก็ตีเข้าจมูก ภายในห้องสลัวมีกลุ่มผู้ชายราวห้าหกคนกำลังนั่งดื่มด่ำกับงานสังสรรค์ หนึ่งในนั้นคืออาเธอร์ที่นั่งอยู่ตรงกลางเบาะกำมะหยี่ตัวกว้าง พี่ชายต่างมารดากระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์สุราปรายตามองมาที่เธอ ก่อนจะยกมือขึ้นกวักเรียกช้าๆ ราวกับเรียกสัตว์เลี้ยง อลิซเดินเข้าไปหยุดยืนห่างๆ สองมือประสานกันแน่นด้วยความประหม่า "คุณอาเธอร์ จะกลับเลยไหมคะ" เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขาไล่สายตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ "เป็นน้องสาวของฉันแท้ๆ ... ทำไมถึงเรียกพี่ซะห่างเหินขนาดนั้นล่ะ อลิซ" คำพูดนั้นทำให้อลิซต้องลอบกำหมัดแน่น... เขาต่างหาก... เขาไม่ใช่หรือไงที่สั่งให้เธอเรียกเขาว่า 'คุณชาย' หรือ 'คุณอาเธอร์' มาตั้งแต่ยังจำความได้ เพื่อตอกย้ำสถานะลูกเมียน้อยของเธอ "นี่น้องสาวฉันเอง ชื่ออลิซ" อาเธอร์หันไปแนะนำเธอกับกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่กำลังมองมาด้วยสายตาแทะโลมอย่างไม่ปิดบัง "ไหว้เพื่อนพี่สิอลิซ... แล้วก็มานั่งนี่มา" มือหนาตบลงบนพื้นที่ว่างข้างตัว สัญชาตญาณเอาตัวรอดของอลิซร้องเตือนภัยขั้นสุด สายตาหิวกระหายของผู้ชายในห้องนี้ทำให้เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนและหวาดกลัวจนตัวสั่น หญิงสาวขืนตัวไว้ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว "อลิซว่า... พี่อาเธอร์ควรกลับได้แล้วนะคะ ดึกมากแล้ว" "บอกให้มานั่งก็มานั่งสิวะ!" ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดลุกพรวดขึ้นมาคว้าข้อมือเธออย่างแรง แล้วกระชากร่างบอบบางให้ล้มลงไปบนเก้าอี้นวม ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของอาเธอร์และคนอื่นๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย "ปล่อยนะ! จะทำอะไร!" อลิซดิ้นรนสุดแรง แต่แรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่อาจสู้แรงผู้ชายตัวโตได้ ร่างของเธอถูกกดทับด้วยน้ำหนักตัวของใครบางคนที่โถมทับลงมา แก้วเครื่องดื่มสีเข้มถูกยัดเยียดจ่อกระแทกเข้าที่ริมฝีปาก จังหวะที่เธอเผยอปากเพื่อกอบโกยอากาศ ของเหลวขมปร่าก็ถูกกรอกล่วงล้ำเข้ามา หญิงสาวสำลักกลืนมันลงคอไปอึกใหญ่ ขณะที่ของเหลวอีกครึ่งแก้วหกอาบลำคอและเสื้อคลุมจนเปรอะเปื้อน "กินเข้าไปซะคนสวย อย่าดื้อกับพี่นะ!" ความหวาดกลัวทะลุขีดจำกัด เมื่อมือสากเริ่มลูบคลำไปตามต้นขา ความขยะแขยงตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก... วินาทีนั้นความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความบ้าบิ่น เธอจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของใครหน้าไหนทั้งนั้น ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย มือเล็กที่ปัดป่ายไปมาสะเปะสะปะ คว้าเข้ากับถังน้ำแข็งโลหะและขวดแก้วทรงหนาบนโต๊ะ เพล้ง!! อลิซใช้แรงทั้งหมดที่มี ฟาดขวดแก้วเข้าที่ศีรษะของผู้ชายที่คร่อมร่างเธออยู่อย่างจัง "โอ๊ย! อีบ้าเอ๊ย!" ร่างหนาผงะหงายหลัง เอามือกุมศีรษะที่เริ่มมีเลือดสีสดไหลซึม จังหวะชุลมุนนั้น อลิซผลักร่างของเขาออกสุดแรง แล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งพุ่งพรวดออกจากห้องรับรองไปทันทีโดยไม่หันกลับไปมอง "จับตัวมันไว้!!" เสียงตะโกนของอาเธอร์ดังไล่หลังมา อลิซวิ่งหนีตายออกมาตามโถงทางเดิน แต่โลกภายนอกห้องกลับกลายเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวยิ่งกว่า แสงไฟตามทางเดินที่ถูกหรี่สลัวเพื่อสร้างบรรยากาศของสถานที่ สำหรับคนที่มีภาวะตาบอดกลางคืนอย่างเธอ... มันคือความมืดมิดสนิท โลกทั้งใบเป็นสีดำ... ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือผนัง สิ่งไหนคือทางเดิน "ฮึก..." น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลัก อลิซสะดุดล้มจนหัวเข่ากระแทกพื้น แต่เธอก็รีบยันตัวลุกขึ้น สองมือคลำสะเปะสะปะลากไปตามผนังเย็นเฉียบ ขาเล็กๆ ก้าวหนีอย่างทุลักทุเลพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งตามมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ในจังหวะที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง... หมับ! มือแกร่งของใครบางคนพุ่งเข้ามากระชากท่อนแขนของเธออย่างแรง รั้งร่างบอบบางให้ปลิวเข้าไปหลบในมุมมืดของซอกทางเดิน "กรี๊ด! ปล่อยนะ!!" อลิซดิ้นรนสุดชีวิต สองมือทุบตีคนตรงหน้าอย่างคนเสียสติ "ฉันเอง... อลิซ" น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่กระซิบอยู่ข้างหู พร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดเย็นสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้สติที่กำลังเตลิดเปิดเปิงของอลิซหยุดชะงัก ดวงตากลมโตที่มองไม่เห็นสิ่งใดในความมืด เบิกกว้างขึ้น หัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดกลัวพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง แม้ตาจะมองไม่เห็น... แต่สัมผัสและกลิ่นอายนี้ เธอจำมันได้ดีกว่าใคร "อะ... อเดล..." ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดพังทลายลงในวินาทีนั้น อลิซโผเข้ากอดร่างหนาของชายหนุ่มตรงหน้าแน่นราวกับเขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต สองมือขยุ้มสาบเสื้อของเขาจนยับยู่ยี่ ใบหน้าหวานซุกหลบลงกับอกกว้าง ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ "อเดล... ช่วยเราด้วย..." หญิงสาวสะอื้นไห้เสียงสั่นพร่า อเดลชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่วงแขนแกร่งจะตวัดโอบกอดร่างบางที่กำลังสั่นเทาไว้แน่นจนจมอก ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงของเธออย่างปลอบประโลม นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองเธอด้วยความอ่อนโยน บัดนี้ตวัดมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของห้องรับรองพิเศษ... ด้วยแววตาเย็นเยียบและวาวโรจน์ไปด้วยโทสะ "ไม่ต้องกลัวอลิซ..." อเดลกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น กดจูบซับลงบนกระหม่อมบางเพื่อถ่ายทอดความอุ่นใจ "ฉันอยู่นี่แล้ว... " แงงง เราน้ำตาไหลอ่ะ รักกันไว้นะเด็กๆ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม