ครืดดด ครืดดด
ตัวเลขเรืองแสงบนนาฬิกาหัวเตียงบอกเวลาเที่ยงคืนตรง ความเงียบสงัดภายในห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ถูกทำลายลงด้วยเสียงสั่นครืดคราดของโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
อลิซขยับตัวอย่างงัวเงีย มือเล็กคลำสะเปะสะปะไปคว้ามันขึ้นมา หน้าจอที่สว่างวาบในความมืดปรากฏชื่อที่ทำให้ความง่วงงุนมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง... คุณอาเธอร์
'อาเธอร์' คือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณหญิงภรรยาแต่งของนักการเมืองใหญ่ผู้เป็นพ่อ ส่วนเธอ... เป็นเพียงลูกเมียน้อยที่พ่วงตำแหน่งเด็กรับใช้ในบ้าน
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดก่อนจะกดรับสาย
"ค่ะ... คุณอาเธอร์"
(ขับรถออกมารับฉันกลับบ้านเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวส่งพิกัดไปให้)
น้ำเสียงห้วนจัดและเจือแววเมามายสั่งการเฉียบขาด ก่อนที่สายจะถูกตัดทิ้งไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปฏิเสธหรือถามไถ่อะไรแม้แต่คำเดียว
อลิซถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยล้า เธอปัดป่ายผ้าห่มออกจากตัว ลุกขึ้นเปิดตู้เสื้อผ้าเก่าๆ คว้าเสื้อคลุมเนื้อหนาตัวยาวมาสวมทับชุดนอนเพื่อพรางตัวให้มิดชิดที่สุด ก่อนจะหยิบกุญแจรถยนต์คันประจำที่มักใช้ขับรับส่งคนในบ้าน แล้วเดินฝ่าความมืดออกไปยังโรงจอดรถ
ถนนยามค่ำคืนค่อนข้างโล่ง แต่สำหรับอลิซ... มันกลับเต็มไปด้วยอันตราย
มือบางกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว ดวงตากลมโตหรี่ลงพยายามเพ่งมองถนนเบื้องหน้าผ่านกระจกรถ แสงจากไฟถนนและไฟหน้ารถคันอื่นที่สวนมา แตกพร่าและเบลอจัดจนมองแทบไม่ออกว่าเส้นแบ่งช่องจราจรอยู่ตรงไหน
‘โรคตาบอดกลางคืน’
มันคือความผิดปกติทางพันธุกรรมที่แม่เคยบอกว่าเธอสืบทอดมาจากคุณยาย อาการนี้ติดตัวเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่ก่อนเธอยังพอมองเห็นบ้างในที่แสงน้อย ทว่ายิ่งอายุมากขึ้น เซลล์จอประสาทตาก็ยิ่งเสื่อมถอยลง นับวันโลกในยามค่ำคืนของเธอก็ยิ่งมืดมิดลงเรื่อยๆ
อลิซกัดริมฝีปากตัวเองแน่น ทำได้เพียงขับรถประคองไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวังที่สุด อาศัยความคุ้นชินของเส้นทางจนกระทั่งรถยนต์คันหรูเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าสถานบันเทิงระดับหรูใจกลางเมืองตามพิกัดที่ได้รับ
หญิงสาวกดโทรศัพท์ออกหาปลายสายเพื่อแจ้งว่ามาถึงแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงคำสั่งสั้นๆ
(ขึ้นมาข้างบน)
เสียงเพลงจังหวะหนักหน่วงที่ดังกระหึ่มจนพื้นสะเทือน และแสงไฟหลากสีที่สาดกะพริบวูบวาบไปมา ยิ่งทำให้อลิซปวดศีรษะและตาพร่าหนักกว่าเดิม เธอพยายามเดินก้มหน้า เลี่ยงสายตาโลมเลียจากนักท่องราตรี จนกระทั่งพนักงานรักษาความปลอดภัยพาเธอมาหยุดอยู่หน้าห้องรับรองพิเศษด้านในสุด
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นสุราราคาแพงก็ตีเข้าจมูก ภายในห้องสลัวมีกลุ่มผู้ชายราวห้าหกคนกำลังนั่งดื่มด่ำกับงานสังสรรค์ หนึ่งในนั้นคืออาเธอร์ที่นั่งอยู่ตรงกลางเบาะกำมะหยี่ตัวกว้าง
พี่ชายต่างมารดากระตุกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาฉ่ำปรือด้วยฤทธิ์สุราปรายตามองมาที่เธอ ก่อนจะยกมือขึ้นกวักเรียกช้าๆ ราวกับเรียกสัตว์เลี้ยง
อลิซเดินเข้าไปหยุดยืนห่างๆ สองมือประสานกันแน่นด้วยความประหม่า
"คุณอาเธอร์ จะกลับเลยไหมคะ" เธอถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
เขาไล่สายตามองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"เป็นน้องสาวของฉันแท้ๆ ... ทำไมถึงเรียกพี่ซะห่างเหินขนาดนั้นล่ะ อลิซ"
คำพูดนั้นทำให้อลิซต้องลอบกำหมัดแน่น... เขาต่างหาก... เขาไม่ใช่หรือไงที่สั่งให้เธอเรียกเขาว่า 'คุณชาย' หรือ 'คุณอาเธอร์' มาตั้งแต่ยังจำความได้ เพื่อตอกย้ำสถานะลูกเมียน้อยของเธอ
"นี่น้องสาวฉันเอง ชื่ออลิซ" อาเธอร์หันไปแนะนำเธอกับกลุ่มเพื่อนผู้ชายที่กำลังมองมาด้วยสายตาแทะโลมอย่างไม่ปิดบัง
"ไหว้เพื่อนพี่สิอลิซ... แล้วก็มานั่งนี่มา"
มือหนาตบลงบนพื้นที่ว่างข้างตัว
สัญชาตญาณเอาตัวรอดของอลิซร้องเตือนภัยขั้นสุด สายตาหิวกระหายของผู้ชายในห้องนี้ทำให้เธอรู้สึกสะอิดสะเอียนและหวาดกลัวจนตัวสั่น หญิงสาวขืนตัวไว้ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
"อลิซว่า... พี่อาเธอร์ควรกลับได้แล้วนะคะ ดึกมากแล้ว"
"บอกให้มานั่งก็มานั่งสิวะ!"
ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดลุกพรวดขึ้นมาคว้าข้อมือเธออย่างแรง แล้วกระชากร่างบอบบางให้ล้มลงไปบนเก้าอี้นวม ท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบใจของอาเธอร์และคนอื่นๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะห้ามปรามเลยแม้แต่น้อย
"ปล่อยนะ! จะทำอะไร!"
อลิซดิ้นรนสุดแรง แต่แรงของผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่อาจสู้แรงผู้ชายตัวโตได้ ร่างของเธอถูกกดทับด้วยน้ำหนักตัวของใครบางคนที่โถมทับลงมา แก้วเครื่องดื่มสีเข้มถูกยัดเยียดจ่อกระแทกเข้าที่ริมฝีปาก จังหวะที่เธอเผยอปากเพื่อกอบโกยอากาศ ของเหลวขมปร่าก็ถูกกรอกล่วงล้ำเข้ามา หญิงสาวสำลักกลืนมันลงคอไปอึกใหญ่ ขณะที่ของเหลวอีกครึ่งแก้วหกอาบลำคอและเสื้อคลุมจนเปรอะเปื้อน
"กินเข้าไปซะคนสวย อย่าดื้อกับพี่นะ!"
ความหวาดกลัวทะลุขีดจำกัด เมื่อมือสากเริ่มลูบคลำไปตามต้นขา ความขยะแขยงตีตื้นขึ้นมาจนจุกอก... วินาทีนั้นความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความบ้าบิ่น เธอจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อกามารมณ์ของใครหน้าไหนทั้งนั้น
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย มือเล็กที่ปัดป่ายไปมาสะเปะสะปะ คว้าเข้ากับถังน้ำแข็งโลหะและขวดแก้วทรงหนาบนโต๊ะ
เพล้ง!!
อลิซใช้แรงทั้งหมดที่มี ฟาดขวดแก้วเข้าที่ศีรษะของผู้ชายที่คร่อมร่างเธออยู่อย่างจัง
"โอ๊ย! อีบ้าเอ๊ย!"
ร่างหนาผงะหงายหลัง เอามือกุมศีรษะที่เริ่มมีเลือดสีสดไหลซึม จังหวะชุลมุนนั้น อลิซผลักร่างของเขาออกสุดแรง แล้วตะเกียกตะกายลุกขึ้นวิ่งพุ่งพรวดออกจากห้องรับรองไปทันทีโดยไม่หันกลับไปมอง
"จับตัวมันไว้!!" เสียงตะโกนของอาเธอร์ดังไล่หลังมา
อลิซวิ่งหนีตายออกมาตามโถงทางเดิน แต่โลกภายนอกห้องกลับกลายเป็นฝันร้ายที่น่ากลัวยิ่งกว่า
แสงไฟตามทางเดินที่ถูกหรี่สลัวเพื่อสร้างบรรยากาศของสถานที่ สำหรับคนที่มีภาวะตาบอดกลางคืนอย่างเธอ... มันคือความมืดมิดสนิท
โลกทั้งใบเป็นสีดำ... ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งไหนคือผนัง สิ่งไหนคือทางเดิน
"ฮึก..."
น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลทะลัก อลิซสะดุดล้มจนหัวเข่ากระแทกพื้น แต่เธอก็รีบยันตัวลุกขึ้น สองมือคลำสะเปะสะปะลากไปตามผนังเย็นเฉียบ ขาเล็กๆ ก้าวหนีอย่างทุลักทุเลพร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่วิ่งตามมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ในจังหวะที่ความสิ้นหวังกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง...
หมับ!
มือแกร่งของใครบางคนพุ่งเข้ามากระชากท่อนแขนของเธออย่างแรง รั้งร่างบอบบางให้ปลิวเข้าไปหลบในมุมมืดของซอกทางเดิน
"กรี๊ด! ปล่อยนะ!!" อลิซดิ้นรนสุดชีวิต สองมือทุบตีคนตรงหน้าอย่างคนเสียสติ
"ฉันเอง... อลิซ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยที่กระซิบอยู่ข้างหู พร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดเย็นสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้สติที่กำลังเตลิดเปิดเปิงของอลิซหยุดชะงัก
ดวงตากลมโตที่มองไม่เห็นสิ่งใดในความมืด เบิกกว้างขึ้น หัวใจที่เต้นรัวด้วยความหวาดกลัวพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง
แม้ตาจะมองไม่เห็น... แต่สัมผัสและกลิ่นอายนี้ เธอจำมันได้ดีกว่าใคร
"อะ... อเดล..."
ความเข้มแข็งที่พยายามสร้างมาตลอดพังทลายลงในวินาทีนั้น อลิซโผเข้ากอดร่างหนาของชายหนุ่มตรงหน้าแน่นราวกับเขาเป็นที่พึ่งสุดท้ายในชีวิต สองมือขยุ้มสาบเสื้อของเขาจนยับยู่ยี่ ใบหน้าหวานซุกหลบลงกับอกกว้าง ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
"อเดล... ช่วยเราด้วย..." หญิงสาวสะอื้นไห้เสียงสั่นพร่า
อเดลชะงักไปชั่ววินาที ก่อนที่วงแขนแกร่งจะตวัดโอบกอดร่างบางที่กำลังสั่นเทาไว้แน่นจนจมอก ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมที่ยุ่งเหยิงของเธออย่างปลอบประโลม นัยน์ตาคมกริบที่เคยมองเธอด้วยความอ่อนโยน บัดนี้ตวัดมองฝ่าความมืดไปยังทิศทางของห้องรับรองพิเศษ... ด้วยแววตาเย็นเยียบและวาวโรจน์ไปด้วยโทสะ
"ไม่ต้องกลัวอลิซ..." อเดลกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น กดจูบซับลงบนกระหม่อมบางเพื่อถ่ายทอดความอุ่นใจ
"ฉันอยู่นี่แล้ว... "
แงงง เราน้ำตาไหลอ่ะ รักกันไว้นะเด็กๆ