ตอนที่ 4 กรงขังที่เรียกว่าบาป

1282 คำ
รถยุโรปคันหรูแล่นผ่านประตูเหล็กดัดตระหง่านเข้ามาจอดเทียบหน้ามุขของคฤหาสน์ศิริวัฒนากุล สถานที่ที่คนภายนอกมองว่ามันคือวิมานบนดินของครอบครัวนักการเมืองใหญ่ผู้ทรงอิทธิพล แต่สำหรับอลิซ... ที่นี่คือคุกขังลืมที่คอยสูบเอาชีวิตจิตใจของเธอไปจนหมดสิ้น ทันทีที่ส้นรองเท้าแตะลงบนพื้น ความเงียบสงัดก็โรยตัวเข้าปกคลุม บรรดาแม่บ้านและคนงานที่กำลังทำความสะอาดบริเวณนั้นต่างหยุดชะงัก ทุกคนพร้อมใจกันขยับตัวถอยห่างออกไปเงียบๆ ราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ... หรือไม่ก็เชื้อโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ไม่มีใครเอ่ยปากต้อนรับ ไม่มีใครเดินเข้ามาช่วยถือกระเป๋า อลิซชินชาเสียแล้วกับปฏิกิริยาเหล่านี้ หญิงสาวกระชับสายกระเป๋าเดินทางในมือให้แน่นขึ้น ก่อนจะออกเดินลัดเลาะหลบออกจากตัวคฤหาสน์หลัก มุ่งหน้าไปยังด้านหลังซึ่งเป็นโซนเรือนพักของคนงาน เบื้องหน้าสื่อมวลชนและหน้าฉากสังคม เธอคือ 'คุณหนูอลิซ' ลูกสาวที่เพียบพร้อมของท่าน ส.ส. แต่เมื่อประตูปิดลง ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังกำแพงสูงแห่งนี้คือ... เธอมีสถานะไม่ต่างอะไรจากคนรับใช้คนหนึ่ง ห้องพักสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่คุ้นตาปรากฏอยู่ตรงหน้า ภายในมีเพียงเตียงเดี่ยวหลังเล็ก ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ และโต๊ะพับได้หนึ่งตัว อลิซวางกระเป๋าลง ถอดชุดโค้ทราคาแพงที่ถูกบังคับให้ใส่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ออก แล้วเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดกางเกงผ้าฝ้ายสีซีดที่เธอใช้ใส่นอนและทำงานบ้านเป็นประจำ หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนเตียงแข็งๆ ปล่อยให้ความเงียบกลืนกินความคิด เหตุผลที่ทุกคนในบ้านทำเหมือนเธอไม่มีตัวตน ไม่ใช่เพียงเพราะรังเกียจ แต่เป็นเพราะ 'ความกลัว' ทุกคนในคฤหาสน์หลังนี้รู้ดีว่า กฎเหล็กที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือ 'ห้ามยุ่งเกี่ยวกับอลิซ' ใครก็ตามที่เผลอแสดงความเมตตา แอบนำขนมมาให้ หรือแม้แต่เอ่ยปากพูดคุยด้วยความสงสาร... คนเหล่านั้นมักจะมีจุดจบที่ไม่สวยงามนัก บางคนถูกไล่ออกกะทันหันในเช้าวันรุ่งขึ้น บางคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยทิ้งไว้เพียงข้าวของ และที่เลวร้ายที่สุดคือการประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีก อลิซถูกตราหน้าว่าเป็น 'ตัวซวย' มาตั้งแต่จำความได้ ผู้เป็นพ่อเกลียดชังเธอราวกับก้อนเนื้อร้าย ยัดเยียดความเกลียดชังให้ตั้งแต่วันแรกที่เธอลืมตาดูโลก... ซึ่งอลิซรู้เหตุผลข้อนั้นดี เธอรู้ดีว่าลมหายใจของตัวเอง คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ย้ำเตือนถึง 'ความผิดบาป' และ 'การทรยศ' ที่ผู้เป็นแม่ได้ทิ้งไว้ให้กับผู้ชายคนนี้ ความเกลียดชังจากประมุขของบ้านแผ่ขยายไปถึงทุกคนในคฤหาสน์ นานวันเข้า ความกลัวของบรรดาคนรับใช้ก็แปรเปลี่ยนเป็นการผลักไส ทุกคนต่างพากันเดียดฉันท์และเชื่ออย่างฝังหัวว่า เธอคือตัวกาลกิณีที่นำพาความวิบัติมาให้จริงๆ นั่นคือเหตุผลที่อลิซต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ทนสายตาเหยียดหยาม คำด่าทอ และถูกจิกหัวใช้ให้ทำงานบ้านทุกอย่างไม่ต่างจากเบ๊รับใช้ชั้นต่ำสุด เธอรับมันเอาไว้โดยไม่ปริปากบ่น ไม่ใช่เพราะยอมจำนนต่อความอ่อนแอ... แต่เพราะเธอถือว่านี่คือการ 'ชดใช้บาป' แทนผู้เป็นแม่ เป็นหนี้แค้นที่เธอไม่ได้ก่อ แต่ต้องจ่ายคืนเขาด้วยทั้งชีวิต และที่สำคัญที่สุด... นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่เธอต้องวิ่งหนีออกมาจากชีวิตของอเดล ภาพของชายหนุ่มในชุดทักซิโด้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแวบเข้ามาในหัว อลิซก้มหน้าลงซบกับฝ่ามือตัวเอง ปล่อยให้น้ำตาหยดใสไหลซึมผ่านง่ามนิ้วเงียบๆ เธอรักเขา... รักมากจนไม่ยอมเสี่ยงให้ผู้ชายที่สว่างไสวและเพียบพร้อมอย่างอเดล ต้องมาแปดเปื้อนตราบาป หรือถูกดึงลงมาเจออันตรายเพราะคนโชคร้ายอย่างเธอเด็ดขาด แค่ให้เขาเกลียดเธอ... ปล่อยให้เขาคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงใจร้ายที่ทิ้งเขาไป มันคือวิธีปกป้องเขาที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ ปัง! ปัง! ปัง! เสียงทุบประตูห้องอย่างเกรี้ยวกราด กระชากอลิซให้หลุดออกจากภวังค์ความปวดร้าว หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว รีบยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาออกจากพวงแก้มอย่างลวกๆ "ออกมาเดี๋ยวนี้ อีเด็กกาฝาก! คุณท่านเรียกให้ไปพบที่ห้องทำงาน!" เสียงแหลมกระด้างของหัวหน้าแม่บ้านตวาดลอดช่องประตูเข้ามา อลิซสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดกลั้นความอ่อนแอทั้งหมดเอาไว้ส่วนลึกสุดของหัวใจ สวมหน้ากากที่ไร้ความรู้สึก ก่อนจะลุกขึ้นเปิดประตูแล้วเดินตามออกไปอย่างเงียบเชียบ โถงทางเดินที่ทอดยาวไปสู่ห้องทำงานส่วนตัวของท่าน ส.ส. ช่างดูโอ่อ่าและหรูหรา ขัดกับความรู้สึกหนักอึ้งในอกของอลิซที่เหมือนกำลังเดินเข้าสู่ลานประหาร ทันทีที่มือบางผลักบานประตูไม้เนื้อแข็งเปิดเข้าไป... เพียะ!! ฝ่ามือหนาตวัดฟาดลงมาบนซีกแก้มซ้ายอย่างแรงจนร่างบอบบางล้มคะมำลงไปกองกับพื้นหินอ่อน ความชาหนึบแล่นพล่านไปทั่วใบหน้า ก่อนที่รสฝาดเฝื่อนของเลือดจะค่อยๆ ซึมออกมาที่มุมปาก อลิซตัวสั่นเทา มือเล็กรีบยันกายขึ้นมานั่งคุกเข่า ก้มหน้ามองพื้นโดยไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ "แกกล้าดียังไง..." เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจที่เต็มไปด้วยความคุกรุ่นตวาดลั่นก้องห้องทำงาน "ฉันสั่งให้แกอยู่รอพบแขกคนสำคัญของฉัน แต่แกกลับกล้าขัดคำสั่ง แล้วแอบหนีกลับมาก่อนอย่างนั้นเหรอ!?" "อลิซ... ขอโทษค่ะ" หญิงสาวตอบเสียงแผ่ว สองมือบีบเข้าหากันแน่น "อย่ามาอวดดีกับฉัน!" ผู้เป็นพ่อก้าวเข้ามาประชิด ปลายนิ้วแกร่งราวกับคีมเหล็กบีบกระชากปลายคางของหญิงสาวให้เงยหน้าขึ้นมาสบตา ดวงตาที่ทอดมองมามีแต่ความขยะแขยงและชิงชังอย่างปิดไม่มิด ราวกับกำลังมองเห็นเงาของใครบางคนซ้อนทับอยู่ในใบหน้าของเธอ "แล้วอีกอย่างนึง... ฟังฉันให้ดีนะ" น้ำเสียงนั้นกดต่ำและเยียบเย็นจนน่าขนลุก "ถ้าฉันรู้ว่าแกแอบติดต่อกับไอ้เด็กนั่นอีก ฉันจะทำให้มันรู้ว่าการที่มันสะเออะเข้ามายุ่งกับแก จะต้องเจอกับอะไร... ต่อให้ครอบครัวมันจะใหญ่โตแค่ไหน ฉันก็มีวิธีทำให้พวกมันไม่มีที่ยืนได้เหมือนกัน!" ร่างของอลิซถูกสะบัดทิ้งลงกับพื้นอย่างไม่ไยดี หญิงสาวได้แต่นั่งตัวสั่นงันงก ความกลัวจับขั้วหัวใจ... เธอไม่ได้กลัวตาย แต่เธอกลัวคำขู่ของคนเป็นพ่อ เพราะเธอรู้ดีว่า ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ เลือดเย็นพอที่จะทำตามคำขู่ได้จริงๆ "จำใส่หัวแกเอาไว้... ว่าแกไม่มีสิทธิ์มีความสุข ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะรักใคร หน้าที่ของแกคือชดใช้ความระยำที่แม่แกทำไว้... ออกไปให้พ้นหน้าฉัน!" อลิซตะเกียกตะกายลุกขึ้น ย่อตัวทำความเคารพอย่างลนลานก่อนจะรีบถอยออกจากห้องไป ร่างบางพิงแผ่นหลังเข้ากับบานประตูที่เพิ่งปิดลง หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงมาอีกครั้งพร้อมกับความจริงที่ตอกย้ำอย่างชัดเจน... โชคดีแค่ไหนแล้ว... ที่เมื่อกี้เธอตัดสินใจโกหกอเดลไปแบบนั้น
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม