บทที่เจ็ด : ห้องทำงานชั้นบนสุด

1768 คำ
ห้องทำงานชั้นบนสุดของโรงแรม แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มลดความแรงลง เหลือเพียงแสงสีทองที่ทอดผ่านกระจกบานใหญ่ของห้องทำงานหรู บรรยากาศภายในห้องดูสงบ แต่แฝงไว้ด้วยพลังงานบางอย่างที่กำลังก่อตัว โต๊ะประชุมไม้โอ๊คสีเข้มขัดเงาอย่างดีวางอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยเก้าอี้หนังคุณภาพสูง มีกลิ่นกาแฟอ่อนๆ ลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นไม้เก่าอย่างอบอุ่น อรรถกรสวมชุดสูทหรูประณีต เขานั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ดูสงบนิ่งแต่มีบางอย่างในแววตาที่ฟ้องว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ลึกๆ คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยขณะพลิกดูเอกสารบางอย่างไปมา กระดาษถูกขีดเส้นแดงเป็นช่วงๆ เต็มไปด้วยบันทึกด้วยลายมือที่จดไว้อย่างละเอียด ตรงข้ามเขา คุณศักดานั่งสบายๆ บนเก้าอี้หนังเนื้อดี แม้อายุจะใกล้เคียงกัน แต่เขายังดูทะมัดทะแมงและกระฉับกระเฉงกว่าเล็กน้อย เขาสวมสูทสีเทาเรียบแต่โก้ ดูภูมิฐาน ท่าทางผ่อนคลายแต่ฟังทุกคำของอรรถกรด้วยความตั้งใจ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่เพื่อนเก่าอย่างใคร่ครวญ อรรถกรก้มหน้าลงมองเอกสารในมือ ซึ่งเป็นรายงานสรุปผลประกอบการและแผนงานสำหรับงานครบรอบ 30 ปีของโรงแรม แววตาของเขาฉายความลังเลใจบางอย่างออกมา "30 ปีแล้วนะ ศักดา ฉันไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ ว่าพวกเราจะพาโรงแรมมาถึงตรงนี้ได้" เสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งภาคภูมิใจ อิ่มเอมใจ และอาลัยอาวรณ์ ศักดานั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ มือข้างหนึ่งเท้าคาง แววตาฉายแววประเมินเพื่อนเก่าอย่างเงียบๆ ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเขาอยู่ในใจ “ก็เพราะนายเป็นคนลงมือทำ ฉันแค่ช่วยประคองอยู่ข้างๆ… แต่นายเป็นคนวางเสาเข็มแรก เป็นคนตอกหมุดแรกลงดิน” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่หนักแน่น อรรถกรหัวเราะเบา ๆ แต่แววตาของเขายังมีความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่คลี่คลายหายไป "เราทำด้วยกันมาตลอด ศักดา ฉันไม่มีวันลืมว่าใครอยู่ตรงนี้กับฉันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มก่อร่างสร้างโรงแรมนี้ขึ้นมา..." เขากล่าวพลางเงยหน้าขึ้น สบสายตากับศักดาอย่างจริงใจ ศักดาพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ แต่ในใจกลับไม่ได้สงบนัก มีกระแสความรู้สึกบางอย่างที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน "แต่ตอนนี้นายกำลังจะส่งไม้ต่อแล้วใช่ไหม" เขาถามเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหว อรรถกรเงยหน้าขึ้นจากเอกสาร วางมันลงบนโต๊ะ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ศักดา ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้ว ปีนี้โรงแรมของเราอายุครบ 30 ปี ฉันไม่อยากให้มันเป็นแค่งานเลี้ยงฉลอง หรือการแสดงอลังการแล้วจบไปเฉยๆ ฉันอยากให้มันมีความหมายมากกว่านั้น” ศักดายิ้มบางๆ หยิบถ้วยกาแฟสีขาวสะอาดขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงบนจานรองอย่างเบามือ และตั้งใจฟังเพื่อนพูดต่ออย่างตั้งใจ “ฉันอยากใช้โอกาสนี้ประกาศให้แขกคนสำคัญ และพาร์ตเนอร์ทุกคนได้รับรู้ว่า โรงแรมของเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่... และภูเมฆจะเข้ามารับหน้าที่ตรงนั้นต่อจากฉัน” เขาหยุดเว้นวรรคเล็กน้อย เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของคำพูด ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่นุ่มนวล ไม่แข็งกร้าว “ฉันไม่ได้จะวางมือไปทันทีนะ ศักดา ยังไม่ใช่ตอนนี้... แต่ฉันจะเปิดทางให้เขาได้เริ่มเดินในเส้นทางของตัวเองอย่างเต็มตัวเสียที” ศักดาเลิกคิ้วขึ้นนิดๆ อย่างสนใจ ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย “ให้เขาดูแลด้านไหนล่ะ อรรถกร จะให้คุมทั้งหมดเลย หรือเฉพาะบางส่วน” เขาถามอย่างใคร่รู้ “ฉันจะให้เขารับผิดชอบด้านการบริหารจัดการทั้งหมด... ภูเมฆมองโลกออกไปไกลกว่าพวกเราในสมัยที่เราเริ่มก่อตั้งโรงแรมนี้ขึ้นมาเสียอีก เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในพฤติกรรมของลูกค้า และแนวทางการให้บริการในยุคปัจจุบัน เขากล้าคิด กล้าทดลอง และที่สำคัญที่สุดคือ เขารู้จักใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเรายังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจและเรียนรู้อยู่มาก” อรรถกรกล่าวพลางหยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเข้มออกจากกองเอกสารบนโต๊ะ แล้วส่งให้ศักดาเปิดดู ภายในแฟ้มบรรจุแผนงานการตลาดที่ภูเมฆเคยเสนอไว้เมื่อต้นปี ซึ่งเต็มไปด้วยแนวคิดที่น่าสนใจและล้ำสมัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ผสานประสบการณ์ของผู้เข้าพักเข้ากับเทคโนโลยี AR (Augmented Reality), การร่วมมือกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับโลกเพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง, และการออกแบบโซนห้องพักพรีเมียมใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารุ่นใหม่ ศักดาเปิดดูเอกสารเงียบๆ อย่างตั้งใจ พลิกดูแต่ละหน้าอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ด้วยความเข้าใจ “ฉันเข้าใจแล้ว อรรถกร นี่มันไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารธรรมดาๆ แล้ว แต่มันคือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดและรูปแบบการบริหารจัดการทั้งระบบเลยทีเดียว” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทึ่งปนเห็นด้วย อรรถกรคลี่ยิ้มออกมาอย่างพอใจ “ใช่ ศักดา ฉันตั้งใจให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ บนรากฐานเดิมที่เราได้ร่วมกันสร้างและทุ่มเทมาตลอด 30 ปี ฉันไม่อยากแค่ส่งไม้ต่อให้เขาเฉยๆ... แต่ฉันอยากยืนอยู่เคียงข้างเขา ในวันที่เขาก้าวขึ้นเวทีอย่างสง่างาม และประกาศวิสัยทัศน์ของเขาให้ทุกคนได้รับรู้ด้วยตัวเอง” ศักดาก้มหน้าลงช้าๆ ซ่อนแววตาที่เปลี่ยนไปวูบหนึ่งไว้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย “ภูเมฆยังเด็กอยู่นะ อรรถกร แม้เขาจะเก่งกาจ แต่ประสบการณ์ของเขายังน้อยนัก มันเร็วเกินไปหรือเปล่าที่จะให้เขาขึ้นมาบริหารธุรกิจขนาดใหญ่ระดับนี้ ธุรกิจโรงแรมของเราไม่ใช่แค่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเท่านั้น แต่มันยังต้องการประสบการณ์ที่โชกโชน และการมีสายตาที่เฉียบคมในการมองเกมธุรกิจให้ออกด้วย” อรรถกรมองเพื่อนอย่างนิ่งๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น “ฉันรู้ ศักดา แต่ภูเมฆไม่เหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นๆ เขาเรียนรู้ได้รวดเร็วอย่างน่าประหลาด มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและล้ำสมัย และที่สำคัญที่สุด... เขารักโรงแรมนี้ไม่น้อยไปกว่าที่ฉันรักมันเลย” ศักดาฝืนยิ้ม พยายามแสดงออกว่าเห็นด้วยกับเพื่อน แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกสั่นคลอนเล็กๆ ความรู้สึกแปลกแยกที่เขาพยายามเก็บงำไว้มาโดยตลอด กำลังเริ่มไหลย้อนกลับมารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “แล้วนายจะประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการเมื่อไหร่” เขาถามเสียงเรียบ "ในช่วงค่ำของงานเลี้ยงเลย ศักดา หลังจากที่วิดีโอสรุปประวัติความเป็นมาของโรงแรมเราจบลง ฉันจะขึ้นเวที กล่าวสุนทรพจน์สั้นๆ เกี่ยวกับความหลัง และความภาคภูมิใจในสิ่งที่เราได้ร่วมกันสร้างมา...จากนั้น ฉันจะให้ภูเมฆขึ้นมาแนะนำตัวต่อหน้าแขกคนสำคัญ และพาร์ตเนอร์ทุกคน ฉันอยากให้เขาได้พูดด้วยตัวเองว่า เขาจะนำพาโรงแรมของเราก้าวไปในทิศทางไหนต่อไป” ศักดาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย “ดีมาก อรรถกร... มันเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดแล้ว ภูเมฆจะได้ไม่ต้องหลบอยู่ใต้ร่มเงาของนายอีกต่อไป และคนในวงการโรงแรมจะได้เห็นด้วยว่า โรงแรมของเรายังมีพลังที่จะเติบโตและก้าวต่อไปข้างหน้าอีกยาวไกล นับไปอีกยี่สิบ หรือสามสิบปีข้างหน้าอย่างแน่นอน” อรรถกรหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี “ฉันเคยคิดนะ ศักดา ว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้ให้นานกว่านี้อีกหน่อย แต่พอมาถึงจุดหนึ่ง ฉันก็รู้ว่า...โรงแรมนี้ไม่ใช่เป็นแค่ของฉันกับนายอีกต่อไปแล้ว แต่มันเป็นของคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และมีไฟที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของเราด้วยเหมือนกัน” เสียงนาฬิกาแขวนบนผนังห้องดังติ๊ก ต๊อก บอกเวลาที่ผ่านไปอย่างเงียบๆ บรรยากาศในห้องทำงานยังคงเงียบสงบหลังบทสนทนาจบลง ความหนักแน่นและแน่วแน่ในแววตาของอรรถกรค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เมื่อเขาได้พูดในสิ่งที่ตั้งใจไว้กับเพื่อนสนิท ส่วนศักดาก็เพียงพยักหน้าช้าๆ คล้ายจะบอกว่า...เขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เพื่อนพูดทุกประการ แต่ใครเล่าจะรู้ความคิดที่แท้จริงของเขา ‘ภูเมฆ ไม่ใช่คนที่เหมาะสมที่สุดที่จะรับช่วงต่อจากอรรถกร…คนที่ควรสืบทอดตำแหน่งทายาท และสานต่อเจตนารมณ์ของโรงแรม คือลูกชายของฉัน ธันวาต่างหาก’ ศักดาคิดในใจเงียบๆ ด้วยความรู้สึกขุ่นเคืองที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าความสำเร็จของโรงแรมที่เขาและอรรถกรร่วมกันสร้างมา กำลังถูกพรากไปจากมือของเขาอย่างช้าๆ เขาต้องการผลักดันธันวาขึ้นมา เพื่อทวงคืนสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นของเขาและครอบครัว แต่เขาก็รู้ดีว่าอรรถกรไม่มีทางเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างแน่นอน หากเขาพูดออกไปในตอนนี้ เพราะทายาทที่เขามุ่งมั่นตั้งใจจะให้สืบทอดตำแหน่งประธานโรงแรมนั่นคือ ภูเมฆ ดังนั้น เขาจึงเลือกที่จะนิ่งเฉย รอคอยโอกาสที่เหมาะสม และวางหมากแต่ละตาอย่างระมัดระวัง เพื่อให้แผนการของเขาเป็นไปตามที่คาดหวัง เสียงเข็มนาฬิกายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างเงียบๆ บอกเวลาที่ผ่านไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งสองคนต่างเงียบลงชั่วครู่ ราวกับต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง แต่เป็นความคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อรรถกรมองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ แสงสีทองยามเย็นที่สาดส่องเข้ามา ต้องกับใบหน้าที่มีริ้วรอยแห่งวัยของเขา แววตาของเขาในตอนนี้ เต็มไปด้วยความหวัง ศรัทธา และความเชื่อมั่นในตัวลูกชายบุญธรรม ขณะที่ ศักดา เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังนุ่มสบาย หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบอีกครั้ง ดวงตาของเขาเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา แต่ภายในใจกลับวูบไหวไปด้วยแผนการอันซับซ้อนที่ยังไม่ถูกเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว แผนการที่เขาเชื่อว่าจะนำพาทุกอย่างกลับมาสู่เส้นทางที่เขาต้องการ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม