อัมพิกากำลังยืนอยู่ข้างแจกันที่ตั้งอยู่มุมของห้องล็อบบี้พร้อมกับการจัดดอกไม้สดอย่างพิถีพิถัน เธอระมัดระวังในทุกขั้นตอนการจัดดอกไม้ เพราะรู้ดีว่าในโรงแรมหรูระดับนี้ ทุกอย่างต้องเรียบร้อยและสมบูรณ์แบบ
ภูเมฆก้าวเข้ามาในบริเวณล็อบบี้ด้วยท่วงท่าที่บ่งบอกถึงความมั่นใจและคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี ทุกย่างก้าวของเขามีจังหวะที่หนักแน่นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความคล่องแคล่ว ราวกับเสือที่กำลังเดินสำรวจอาณาเขตของตนเอง แผ่นหลังของเขาเหยียดตรง สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วแต่ก็ละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์อยู่เสมอ
เมื่อสายตาของเขาจับจ้องไปที่หญิงสาวคนหนึ่งที่เขารู้สึกคุ้นเคยจากลักษณะรูปร่างที่กำลังตั้งใจจัดดอกไม้อยู่มุมหนึ่งของล็อบบี้จังหวะการเดินของภูเมฆก็ดูจะช้าลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม เขาทอดสายตามองไปยังร่างบางที่กำลังขะมักเขม้นกับช่อดอกไม้ในมือ ราวกับถูกดึงดูดด้วยภาพนั้นโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วแววตาคมกริบก็ปรากฏความประหลาดใจระคนความทรงจำบางอย่าง
ใบหน้าเรียวสวยและรูปร่างสมส่วนของเธอช่างดูคุ้นตาอย่างประหลาด ภูเมฆจำได้ในทันที! เธอคือคนที่อยู่ในห้องของเขาในวันนั้น ภาพเหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในห้องพักผุดขึ้นมาในความทรงจำของเขาอย่างชัดเจน เป็นภาพที่ทำให้เขาไม่มีวันลืมเลือนได้เลย
ส่วนเธอที่กำลังตั้งใจจัดดอกไม้ด้วยท่าทีมีความสุขและอ่อนโยนอยู่นั้น ทำให้เขารู้สึกราวกับต้องมนต์
มือเรียวของอัมพิกาค่อยๆ บรรจงจัดเรียงดอกไม้แต่ละดอกลงในแจกันสีขาวด้วยความรัก ราวกับกำลังโอบกอดสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่บอบบาง เธอเลือกดอกไม้แต่ละดอกด้วยความพิถีพิถัน ลูบไล้กลีบดอกเบาๆ และจัดวางพวกมันอย่างใส่ใจ เพื่อให้ทุกดอกได้แสดงความงามของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่ ภูเมฆสังเกตเห็นว่ามีดอกไม้หลายชนิดอยู่ในแจกัน ทั้งดอกกุหลาบสีชมพูอ่อน ดอกลิลลี่สีขาวบริสุทธิ์ และดอกคาร์เนชั่นสีแดงสด อัมพิกาจัดวางดอกไม้เหล่านี้ได้อย่างลงตัว ทำให้เกิดเป็นช่อดอกไม้ที่สวยงามและมีชีวิตชีวา ราวกับเป็นบทกวีที่ร้อยเรียงด้วยสีสันและรูปทรง
ภูเมฆยืนมองอัมพิกาอยู่นาน โดยไม่รู้ตัวว่าบนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มบางๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่คุ้นเคยกำลังก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้าๆ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้ใจเต้นแรงอย่างประหลาด ราวกับมีผีเสื้อตัวน้อยๆ นับร้อยตัวกำลังโบยบินอยู่ในท้องของเขา เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าการได้เห็นใครสักคนจัดดอกไม้ด้วยความสุข จะทำให้เขารู้สึกราวกับหัวใจกำลังจะละลายได้มากขนาดนี้
ภูเมฆเดินเข้าใกล้บริเวณที่อัมพิกาอยู่มากขึ้น เสียงฝีเท้าของเขาที่กระทบกับพื้นหินอ่อนเงียบสนิท ราวกับต้องการรักษาระยะห่างและความเป็นส่วนตัว
เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักทายหญิงสาวที่กำลังจดจ่ออยู่กับความสวยงามของดอกไม้เหล่านั้น
“พนักงานใหม่ ดูคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นพิเศษนะครับ ไม่ทราบว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า” ภูเมฆพูดเสียงทุ้มนุ่ม แต่แฝงไปด้วยน้ำเสียงที่อ่านไม่ออก
อัมพิกา ได้ยินเสียงทักเธอจึงหันไปยังต้นเสียง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับภูเมฆโดยไม่ได้ตั้งใจ หัวใจของเธอเต้นระรัว ความรู้สึกผิดและความอับอายแล่นปราดเข้ามา
อัมพิกายืนตัวเกร็ง ใบหน้าของเธอเริ่มแดงระเรื่อ เธอพยายามรวบรวมสติและตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สุภาพที่สุด
“ดิฉันไม่แน่ใจค่ะอาจจะเป็นเพราะว่าโรงแรมของเรามีพนักงานหลายคนน่ะค่ะ” อัมพิกาเสียงสั่นเล็กน้อย
ภูเมฆยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาของเขามีประกายขี้เล่นเจือความเยาะเย้ย
“ต่อให้จะมีพนักงานหลายคน แต่ใบหน้าและการกระทำที่สร้างความประทับใจให้กับผมในวันนั้น ผมว่ามันน่าจะพิเศษกว่าพนักงานทั่วไปนะครับว่าไหม”
อัมพิกาก้มหน้าลงเล็กน้อย มองพื้นด้วยความอึดอัด
ภูเมฆยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของเธออย่างไม่ละสายตา
“แล้วคุณล่ะครับ ความทรงจำของคุณเกี่ยวกับแขกที่เข้าพักเมื่อวันก่อนเป็นอย่างไรบ้าง”
ใบหน้าของอัมพิกาแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เธอเงยหน้าขึ้นมองภูเมฆด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหม่าและรู้สึกผิด
“ดิฉันขอโทษจริงๆ นะคะสำหรับเรื่องวันนั้นมันเป็นความเข้าใจผิด” อัมพิกาเสียงเบาแทบกระซิบ
“ความเข้าใจผิด ที่ทำให้หน้าของผมชาไปเลยทีเดียว ช่างเป็นความเข้าใจผิดที่รุนแรงไม่เบา” เสียงนุ่มลงเล็กน้อยแต่ยังคงแฝงความยียวน
“เอาล่ะในเมื่อคุณเป็นพนักงานของที่นี่แล้ว ผมหวังว่าเราจะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้นะครับ แต่ผมคงต้องขอให้คุณจำไว้ว่าที่นี่คือโรงแรม ไม่ใช่เวทีมวยที่จะมาใช้ความรุนแรงแบบนั้นได้”
ภูเมฆยกยิ้มบางๆ ที่มุมปากก่อนจะเดินผ่านหน้าอัมพิกาไปอย่างช้าๆ ก่อนจะหันหลังกลับมาเล็กน้อย
“ยินดีต้อนรับสู่โรงแรมของเราอย่างเป็นทางการนะครับหวังว่าการต้อนรับแขกครั้งต่อไปของคุณ จะนุ่มนวลกว่านี้”
พูดจบ ภูเมฆก็เดินจากไป ทิ้งให้อัมพิกายืนตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ความรู้สึกผิด ความอับอาย และความกังวลเกี่ยวกับอนาคตในการทำงานที่นี่ถาโถมเข้ามาในใจของเธอ
หลังจากที่ภูเมฆเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคำว่า "ยินดีต้อนรับสู่โรงแรมของเราอย่างเป็นทางการ" ที่ก้องอยู่ในหู อัมพิกายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาจนเธอแทบตั้งตัวไม่ทัน
คำพูดนั้น มันฟังดูเหมือนคำทักทายธรรมดาๆ ของ “แขก” ที่ต้อนรับพนักงานใหม่งั้นเหรอ แต่ในน้ำเสียงและแววตาของภูเมฆ มันกลับแฝงไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้งและซับซ้อน ราวกับเขากำลังเล่นเกมบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ
อัมพิกายกมือขึ้นลูบต้นแขนเบาๆ ราวกับต้องการสลัดความรู้สึกแปลกประหลาดนั้นออกไป เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ มองไปยังทางที่ภูเมฆเดินจากไป แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเขาเป็นใครกันแน่
ภายในห้องทำงานที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูแต่บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพ กองเอกสารวางอยู่บนโต๊ะทำงานไม้สีเข้ม แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องสว่างลงบนเอกสารเหล่านั้น ภูเมฆกำลังนั่งเอนหลังเล็กน้อยบนเก้าอี้หนัง ดวงตาคมกริบไล่อ่านตัวอักษรบนแผ่นกระดาษอย่างตั้งใจ บางครั้งก็ขมวดคิ้วครุ่นคิดและใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ
เขารู้สึกถึงความเหนื่อยล้าจากการจดจ่อกับงานมาเป็นเวลานาน หนังตาเริ่มหนักอึ้งเล็กน้อย ความคิดเริ่มอื้ออึง และความรู้สึกอยากได้อะไรสักอย่างที่ช่วยกระตุ้นให้สดชื่นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ภูเมฆลุกขึ้นจากเก้าอี้ และเดินออกจากห้องทำงานด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง มุ่งตรงไปยังเคาน์เตอร์ต้อนรับแขกที่อัมพิกากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมยังคงคึกคัก มีแขกบางส่วนเดินเข้าออกและพนักงานคนอื่นๆ กำลังทำงานของตนเอง
ภูเมฆเกิดความคิดที่จะแกล้งใช้งานเธอผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจเล็กน้อยที่จะได้เห็นความลำบากของเธอ