รถสองแถวหกล้อสีน้ำเงินซีดคร่ำคร่าเคลื่อนเข้าเทียบชานชาลาอย่างแผ่วเบา เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความจอแจที่ถาโถมเข้ามาแทนที่ เสียงตะโกนโหวกเหวกของเด็กท้ายรถป่าวร้องบอกให้ผู้โดยสารรู้ว่าถึงที่หมายแล้ว ผู้คนบนรถต่างกุลีกุจอเก็บข้าวของสัมภาระพะรุงพะรัง และทยอยเบียดเสียดกันลงจากรถ
"เค้าไปก่อนนะ อากูมาแล้ว!" พิมพิกาเอ่ยขึ้นพร้อมโบกมือให้ชลธี เธอรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงไปยังรถเก๋งสีขาวสะอาดตาที่เพิ่งเลี้ยวเข้ามาจอดรออยู่ด้านหลังรถสองแถวคันที่เธอเพิ่งก้าวลงมา
"โอเค...แล้วเจอกัน"
ชลธียกกระเป๋าเป้ขึ้นสะพายหลัง สายตาจับจ้องร่างบอบบางของพิมพิกาที่เปิดประตูรถเก๋งแล้วพุ่งตัวขึ้นไปนั่งข้างคนขับอย่างรวดเร็ว หญิงสาวหันมายิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะปิดประตู รถเก๋งสีขาวค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่ง ชลธียังคงยืนนิ่งมองตามจนกระทั่งรถคันนั้นลับสายตาไปอีกฝั่งหนึ่งของชานชาลา
"ตุ๊กๆ ไหมน้อง?" เสียงชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเกวียนไม้สำหรับผู้โดยสารร้องทักเขาด้วยแววตาคาดหวัง
"ไม่เป็นไรครับพี่ ผมอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เอง" ชลธีตอบกลับอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้มที่เป็นมิตร ก่อนจะเริ่มออกเดินตรงไปยังถนนซอยที่อยู่ด้านหลังสถานีขนส่ง ตัดเข้าสู่เส้นทางเล็กๆ มุ่งหน้าสู่ที่พักของเขา
บ้านที่ชลธีพักอาศัยเป็นเรือนไม้สองชั้นที่กาลเวลาได้ทิ้งร่องรอยไว้เด่นชัด หากจะประมาณอายุของมันคงไล่เลี่ยกับรุ่นปู่ของเขาเลยทีเดียว ทว่าเจ้าของบ้านดูจะใส่ใจดูแลเป็นอย่างดี แม้จะดูเก่าไปบ้างตามสภาพที่ผ่านวันเวลามาอย่างยาวนาน แต่โดยรวมแล้วก็ยังคงความมั่นคงและมีเสน่ห์เฉพาะตัว บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในสวนขนาดย่อมที่อบอวลไปด้วยความเงียบสงบ รายล้อมด้วยเรือนไม้ลักษณะคล้ายคลึงกันอีกหลายหลัง
ดูทรงแล้ว เจ้าของที่พักน่าจะตั้งใจประกอบกิจการบ้านเช่ามาตั้งแต่ต้น ทว่าด้วยสภาพที่ทรุดโทรมลงไปบ้างตามกาลเวลา ทำให้บรรยากาศของผู้คนที่มาเช่าพักค่อนข้างเงียบเหงา แทบจะไร้ซึ่งผู้คนพลุกพล่าน หากยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ คงเป็นเพราะอัตราค่าเช่าที่เรียกได้ว่าย่อมเยาอย่างไม่น่าเชื่อ แถมยังสามารถแบ่งเช่าเป็นห้องย่อยๆ ได้อีกด้วย
ชลธีตัดสินใจมาเช่าอยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วยคำแนะนำกึ่งชักชวนจากอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ของเขา ซึ่งอาจารย์ได้เช่าบ้านหลังนี้อยู่ก่อนแล้ว ท่านต้องการคนมาช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเช่า และโชคดีที่ชั้นล่างของบ้านมีห้องว่างที่สามารถแบ่งให้เช่าได้พอดี ห้องนั้นมีประตูเข้า-ออกแยกเป็นสัดส่วนจากประตูหลักของบ้าน ทำให้มีความเป็นส่วนตัวสูง เพียงแต่ห้องน้ำนั้นเป็นห้องน้ำรวมที่อยู่ชั้นล่างของตัวบ้าน ซึ่งการจะเข้าถึงต้องผ่านประตูอีกบานหนึ่งที่เปิดออกสู่โถงบันไดหลักซึ่งทอดขึ้นไปยังชั้นสอง อันเป็นพื้นที่ส่วนตัวของอาจารย์นั่นเอง
"ถึงซะที" ชลธีบ่นกับตัวเองพลางวางเป้ลงบนโต๊ะพับไม้ที่เขาใช้เป็นมุมอ่านหนังสือติดผนังห้อง ก่อนจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้พลาสติกสีขาวเก่าคร่ำคร่าข้างโต๊ะ เขาถอดรองเท้าผ้าใบคู่ใจออก สอดเก็บไว้ใต้เตียงไม้ แล้วจึงเริ่มจัดสัมภาระให้เข้าที่เข้าทาง
ก๊อก ๆ ๆ เสียงเคาะประตูด้านติดโถงบันไดดังขึ้นเบาๆ
"ธี...มาแล้วเหรอ? เอากล้วยบวชชีมั้ย พี่ทำไว้เผื่อน่ะ" เสียงใสของหญิงสาววัยสามสิบต้นๆ ตะโกนถามผ่านประตูเข้ามาในห้อง ชลธีก้าวไปเปิดประตูทันที
"ครูนุช... สวัสดีครับ" ชลธียกมือไหว้ตามธรรมเนียมอย่างคุ้นเคย
ปรียานุช หรือที่ชลธีเรียกว่า ครูนุช เธอเป็นภรรยาของอาจารย์สอนฟิสิกส์ และทำงานเป็นบรรณารักษ์ที่ห้องสมุดของโรงเรียน ครูนุชเอ็นดูและรู้สึกดีกับชลธีเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะชลธีเป็นเด็กที่มีความเกรงใจ มารยาทดี นอบน้อมถ่อมตน แถมยังเป็นนักเรียนที่โดดเด่นทั้งเรื่องการเรียนและกิจกรรม จนเป็นที่ชื่นชมของครูบาอาจารย์ และเป็นที่รู้จักของเด็กสาวมากมายในโรงเรียน
"นี่บอกให้เรียกว่าพี่ ยังเรียกครูอยู่ได้" ครูนุชแกล้งต่อว่าอย่างคุ้นเคย พลางทำตาค้อนใส่
"ก็มันชินแล้วนี่ครับ จะให้เปลี่ยนมันเขินๆ ยังไงก็ไม่รู้" ชลธีหัวเราะเบาๆ ตอบกลับอย่างเป็นกันเอง แต่ก็ยังคงความเคารพอยู่ในที
"กล้วยบวชชีจ้ะ... รีบกินนะ เดี๋ยวเสีย" ปรียานุชยื่นชามแก้วที่บรรจุกล้วยบวชชีอยู่ค่อนชามให้ "อ้อ ไม่ต้องล้างนะ วางไว้ข้างนอกนั่นแหละ เดี๋ยวพี่จัดการเอง" ปรียานุชออกคำสั่งกลายๆ ด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
"ครูเรืองไม่อยู่เหรอครับ?" ชลธีเป็นฝ่ายถามกลับบ้าง พลางชะโงกหน้ามองอ้อมไปยังด้านหลังของเธอ
"ก็น่าจะรู้นี่... นี่เกือบสามวันแล้ว ยังไม่เห็นหน้าเลย" แววตาสลดและผิดหวังฉายชัดออกมาจากดวงตาของปรียานุช ช่างเป็นภาพที่ชลธีเห็นจนคุ้นตา
"ยังไงผมว่าครูเรืองก็รักครูนะครับ เพียงแต่แกอยากคลายเครียดเท่านั้นแหละ... ผมว่า" ชลธีพูดปลอบใจด้วยความเห็นใจ
ครูเรือง หรือ เรืองวุฒิ คือผู้ที่ชักชวนให้ชลธีมาพักอยู่ที่นี่ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับปรียานุชช่วงหลังกลับเปราะบางลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการติดไพ่อย่างหนัก เรืองวุฒิมักจะใช้เวลาในวันหยุดเกือบทั้งหมดไปกับการขลุกอยู่กับวงไพ่ที่บ้านเพื่อนอาจารย์ บางครั้งเขาแทบไม่ได้กลับบ้านเป็นอาทิตย์ กินนอนอยู่ที่นั่น ทิ้งให้ปรียานุชต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงาและโดดเดี่ยว ซึ่งเธอมักจะแสดงความรู้สึกนี้ให้ชลธีเห็นอยู่บ่อยครั้งเวลาที่ได้พูดคุยกัน
บ้านของน้าสาวพิมพิกา ในเวลาเดียวกัน
พิมพิกากำลังจัดข้าวของในห้องส่วนตัวภายในบ้านของอากู ห้องนี้กว้างขวางและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันสมฐานะ
"เสื้อผ้าเก่าในตะกร้าอย่าเอาไปปนกับที่ซักแล้วล่ะ" เสียงอากูสำทับขึ้น ราวกับว่าเธอยังเป็นเด็กไร้เดียงสา
"รู้แล้วน่า..." พิมพิกาหน้างอเล็กน้อย ขัดใจในความจู้จี้
"รู้แล้วก็ดี เสร็จแล้วก็ไปกรอกน้ำเข้าตู้เย็นด้วย อ้อ! แล้วก็อย่าไปมั่วสุมกับไอ้พวกร้านซ่อมให้มากนัก" น้าสาวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้พิมพิกาได้แต่หงุดหงิดอยู่เพียงลำพัง "เฮ้อ! นี่สินะ ที่เขาเรียกว่าหนีเสือปะจระเข้"
"พวกร้านซ่อม" ที่น้าสาวพูดถึงคือร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์คูหาถัดไป อากูมักจะบ่นเสมอว่า "เสียงดัง สกปรก..." แต่พิมพิกากลับเห็นต่าง "แต่พี่รินเขาก็นิสัยดีนะ... เป็นกันเอง คุยสนุกด้วย"
"ไว้ใจไปเถอะ สักวันคงจะโดนผัวมันจับทำเมียอีกคน ลูกน้องที่ชื่อศักดิ์ก็ท่าทางไม่น่าใช่คนดีเท่าไหร่" ผู้เป็นน้าเคยโต้กลับด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
เมธี คือเจ้าของอู่ชายวัยสามสิบปลายๆ ส่วน 'พี่ริน' หรือ ระริน ภรรยาของเขาเป็นสาววัยยี่สิบปลายๆ ที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย มนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม แตกต่างจากอากูโดยสิ้นเชิง และยังมี 'ศักดิ์' ลูกจ้างหนุ่มที่ดูสนิทสนมกับครอบครัวนี้เกินกว่านายจ้างลูกจ้างทั่วไป
วันหนึ่งหลังเลิกเรียน พิมพิกาแอบมาคุยกับระรินดังเช่นเคย
“คนสวยน่ารักอย่างนี้ หนุ่มๆ ที่โรงเรียนคงมาจีบกันให้ควั่กเลยสิ” ระรินเอ่ยแซวพร้อมรอยยิ้ม
“ไม่มีหรอกค่ะ ถ้าอากูรู้คงโดนเอาตายแน่ๆ”
ระรินแกล้งทำเป็นเสียดาย “โถ่ สวยๆ แบบนี้ ถ้าเป็นพี่นะ คงมีเป็นสิบ!” เธอปรายตามองเมธีที่นั่งเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอยู่เงียบๆ พิมพิกาหน้าแดงเล็กน้อย เธอไม่ค่อยได้รับคำชมตรงๆ แบบนี้ แม้แต่จากชลธี
“พิมสวยสู้พี่ไม่ได้หรอก” พิมพิกาแย้ง
“อุ๊ยย พี่สู้พิมไม่ได้หรอก ขนาดผัวพี่ยังชมพิมเลย!” ระรินบุ้ยปากไปทางสามีและยิ้มอย่างมีนัยยะ พิมพิกาสังเกตเห็นเมธีแอบมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ บ่อยครั้ง แต่เธอก็ไม่ได้คิดอะไร เพราะเขาคือสามีของระริน ผู้หญิงที่เธอเริ่มนับถือ
“ทำไมมองพี่แปลกๆ” ระรินเลิกคิ้วเมื่อเห็นพิมพิกามองชุดของเธอ
“พี่ใส่ชุดนี้แล้วดูดีจังเลยค่ะ”
“เสื้อแบบนี้เขาเรียกว่า สายเดี่ยว จ้ะ เป็นไง สวยเซ็กซี่ไหม?” ระรินหมุนตัวให้ดู
“สุดๆ เลยค่ะพี่! หนูอยากลองใส่บ้าง แต่ไม่กล้า มันดูโป๊ไปหน่อย... ตั้งแต่เกิดมา พิมไม่เคยใส่เสื้อผ้าแบบนี้เลย” สายตาของพิมพิกาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากลองที่ถูกขังไว้ด้วยกรอบเดิมๆ
ระรินมองด้วยความเอ็นดูปนสมเพชเล็กน้อย “นี่พิมจ๋า พี่เข้าใจนะว่าการเปลี่ยนแปลงมันอาจทำให้ไม่สบายใจ แต่อย่าไปกังวลว่าคนอื่นจะมองเรายังไง พี่อยากให้น้องรู้ว่านี่ไม่ใช่การโชว์ แต่เป็นการ ‘ค้นพบตัวเอง’ ในอีกมุมหนึ่ง”
ระรินเริ่มพูดในสิ่งที่พิมพิกาไม่เคยได้ยินจากผู้ใหญ่ในบ้าน “ลองคิดดูสิ เวลาเราได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ได้เปิดโลกกว้าง มันจะช่วยให้เราเติบโตขึ้น ทั้งข้างนอกและข้างใน ทำให้เรามั่นใจขึ้น กล้าแสดงออก และรู้จักตัวเองมากขึ้น”
พิมพิกาพยักหน้าเห็นด้วยเต็มที่ “แฟชั่นไม่ได้มีไว้เพื่อ ‘โชว์’ แต่มีไว้เพื่อ ‘แสดงออกถึงความเป็นเรา’ ลองเริ่มจากชุดที่ไม่รัดมากแต่มีสีสันก็ได้ แค่ได้ลองก็เก่งแล้ว จำไว้นะ ก้าวเล็กๆ จะพาน้องไปพบโลกใบใหม่ที่แข็งแกร่งขึ้น”
คำพูดที่ดูฉลาดและทันโลกของระริน ทำให้พิมพิกายิ่งอยากเป็นเหมือนเธอ ความสนิทสนมเพิ่มขึ้นจนพิมพิกาเข้าออกบ้านระรินได้ราวกับเป็นคนในบ้าน แม้น้าสาวจะเตือนด้วยความไม่พอใจ แต่พิมพิกากลับเลือกที่จะปิดหูและเดินตาม "ไอดอล" คนใหม่ของเธอไปเสียแล้ว