PROLOGUE
ในขณะที่สาขาวิชาปรัชญากำลังซบเซา สังคมเราก็ยังถูกรุมเร้าด้วยปัญหาการถกเถียงอย่างไม่สมเหตุสมผล
__________________________________________
ควันไฟจากเตาถ่านกลางเก่ากลางใหม่ลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณโดยรอบ บรรยากาศยามค่ำติดรั้วมหาวิทยาลัยด้านนอกให้ความเป็นกันเองได้อีกแบบ
นักศึกษาและประชาชนทั่วไปสัญจรเดินผ่านเต็นท์สีแดงของร้านหมูกระทะริมทาง เสียงเนื้อติดมันนาบลงบนเตาดังแข่งกับเสียงรถยนต์ด้านนอก กอปรกับเสียงพูดคุยภายในร้านให้ความรู้สึกคึกคักอย่างบอกไม่ถูก
"เตย! แกแย่งหมูไอ้แพงมันอีกแล้วนะ" พริมโรสใช้ตะเกียบดึงเบคอนติดมันคืนจากเพื่อนสนิท ก่อนจะวางลงที่ถ้วยของเพื่อนอีกคน
คนถูกจับได้มุ่ยหน้าใส่อีกฝ่าย ก่อนจะยิ้มแฉ่งให้เพื่อนเจ้าของเบคอนแก้เก้อ คีบหมูสามชั้นให้อีกฝ่ายเป็นการเอาใจ
"แพงงง~ กินนี่ๆ" ใบเตยหัวเราะคิกคักออกมา และหันมาปะทะคารมกับพริมโรสรอเนื้อบนเตาสุก "ก็หมูฉันยังไม่สุกมะ แค่ขอยืมกินก่อน"
"อย่างแกอย่าเรียกกิน สวาปามเหอะ" ปรายตามองหมูที่เข้าปากเพื่อนพร้อมกันทีละสองชิ้นอย่างระอา
พะแพงนั่งหัวเราะให้กับคำพูดของพริมโรส หยิบแก้วน้ำสเตนเลสขึ้นมายกจิบ และเห็นว่าน้ำแข็งละลายหมดแล้ว
ฉลาดชะมัด น้ำแข็งถังสแตเลสถังละเจ็ดสิบ ใส่ในแก้วอย่างเดียวกันยิ่งทำให้ละลายไว
"น้ำแข็งละลายหมดแล้วแก สั่งเพิ่มนะ" พูดจบก็ยกมือเรียกพนักงานมาสั่งน้ำแข็ง
แต่แทนที่จะเป็นพนักงานในร้านหมูกระทะเดินเข้ามาหา กลับเป็นหญิงชราที่เข้ามาหาบเร่ขายของในร้านแทน
"เวรละ..." ใบเตยสบถออกมาเมื่อเห็นว่าใครเดินมา
ไล่ก็ยาก ขายก็แพง เคยเจอลูกอมสามเม็ดสิบบาทมาแล้ว แถมยังมีของจำพวกดอกกุหลาบ ที่เอามาขายในช่วงที่ไม่อยู่ในเทศกาลวาเลนไทน์อีก
"หนูจะเอากี่ชิ้นลูก" หญิงชราเดินมาหยุดที่โต๊ะของทั้งสามสาว แต่ให้ความสนใจกับคนที่เรียกมาเท่านั้น
ใบหน้าจิ้มลิ้มมองมาที่เพื่อนอย่างขอความช่วยเหลือ อีกคนนั่งก้มหน้ากินงุดๆ ส่วนเพื่อนที่เมื่อกี้เพิ่งปกป้องหมูบนเตาให้เธอ กลับแวบหายไปที่โซนตักของสด
"อะ เอ่อ...คุณยายขายอะไรคะ" เพราะปฏิเสธคนไม่เป็นจึงยิบกระเป๋าสตางค์ตนเองขึ้นมาเปิด
"ยายขายเครื่องรางนำโชคลูก ชิ้นละสามร้อย ขายถูกๆ"
ตะกร้าพลาสติกสีเขียวเก่าๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห็นด้านในตะกร้าที่มีกำไลหินสีอยู่จำนวนหนึ่ง พะแพงไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลย แค่อยากช่วยซื้อของแล้วให้ยายจากไปก็เท่านั้น
"งั้นยายเลือกให้หนูอันหนึ่งได้ไหมคะ" หยิบธนบัตรสีแดงเท่าราคาสินค้าออกมายื่นให้ทันทีก่อนจะตามด้วยรอยยิ้มใส
กำไลหินสีเหลืองส้มถูกหยิบขึ้นมา มือเหี่ยวย่นยื่นสร้อยข้อมือเส้นนั้นมาตรงหน้าคนตัวเล็ก
"โอ๊ะ! น่ารักจังเลย" คนแสร้งนั่งกินหมูกระทะอยู่เงยหน้าขึ้นมาเห็นสร้อยบนมือหญิงชราตรงหน้า
ถือวิสาสะหยิบมันมาดูด้วยความสนใจ ทาบกับเรียวแขนตนเองแล้วก็เห็นว่าขับผิวให้ขาวผ่องขึ้นกว่าเดิม
"แกชอบเหรอเตย ซื้อสิ" พะแพงได้ทีรีบยุยงเพื่อนตนเอง และทำท่าจะเก็บกระเป๋าลงที่ตักตามเดิม
"ไม่ได้!!" น้ำเสียงแหบแห้งตวาดใส่ พร้อมกับส่งสายตาไม่พอใจมาที่คนถือสร้อยข้อมือหิน
ใบเตยที่เห็นแม่ค้าหน้าไม่รับแขกก็หมดอารมณ์ซื้อ วางสร้อยข้อมือหินคืนใส่มือหญิงชรา แล้วเดินออกไปที่โซนของสดสมทบกับเพื่อน
คงมิวายไปนินทาเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนอีกคนฟัง
พะแพงรับสร้อยข้อมือมาถือพร้อมกับส่งยิ้มออกมา เธอสวมมันเข้ากับข้อมือข้างที่ไม่ได้สวมนาฬิกาทันที
"โชคดีนะหนู มันเป็นของหนูแล้ว" เธอหาบตะกร้าหายออกไปจากร้านทันทีที่พูดจบ
ไม่นานนักเพื่อนทั้งสองก็กลับมานั่งที่โต๊ะ พร้อมกับไอศกรีมสามถ้วย นั่นยิ่งแน่ชัดว่าพริมโรสทิ้งเธอให้เธอกับคุณยายนักขายลำพัง
"พวกพึ่งพาไม่ได้"
"เซ่อซ่าไปเรียกมาเองเหอะ" ใบเตยสวนกลับทันควัน "เมื่อกี้ทำหน้าอย่างกับจะกลืนฉันลงท้อง"
หญิงสาวทำท่าขนลุกทันที่ที่พูดจบ จนพะแพงที่ได้ฟังถึงกับส่ายหน้า
"เวอร์"
กินไอติมๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว" เป็นพริมโรสที่ห้ามศึกในครั้งนี้ "พวกแกจะไปภูทับเบิกวันอาทิตย์นี้ใช่ไหม"
"คนเทเพื่อนไปเที่ยวกับผัวอย่างแกถามทำไม" แน่นอนว่าถูกใบเตยกระแนะกระแหนใส่ทันที
"จะอะไรล่ะ ก็โกหกที่บ้านว่าไปเที่ยวกับเราน่ะสิ" คนตัวเล็กสำทับอย่างรู้ทัน
เจ้าของรูปร่างเซ็กซีกลั้วะหัวเราะออกมา คราวนี้เป็นเธอเองที่ถูกเพื่อนรุมทึ้ง
"สาระแนนักนะเตย อยากจะฟ้องพระบิดาแกจริงๆ"
"อย่าเอาพ่อมาขู่ซี้~" บึนปากคว่ำใส่เพื่อนอย่างหงุดหงิด ตักไอศกรีมวานิลลาเข้าปากหนึ่งคำ "ไปอาทิตย์นี้ ขึ้นเครื่องสิบเอ็ดโมง"
"ดูแลกันดีๆ นะ อย่าแยกไปเที่ยวคนเดียว" พูดกับเพื่อนอย่างเป็นห่วง
"รู้แล้วววว~ เดี๋ยวใบเตยดูแลน้องพะแพงเองค่ะ"
"แกน่าห่วงสุดเลยเหอะ"
สิ้นคำพูดของพริมโรส พะแพงก็หัวเราะออกมา และหันมาสนใจถ้วยไอศกรีมตนเอง ปล่อยให้อีกสองคนรบรากับอยู่อย่างนั้นกระทั่งถึงเวลาจ่ายเงิน
"หนูๆ ดูดวงไหม"
สามสาวที่เดินต่อแถวกันฝ่าฝูงชนในตลาดนัดหลังมหาวิทยาลัยชะงักฝีเท้าอย่างพร้อมเพรียงกัน พริมโรสที่เดินนำหน้าทำท่าจะก้าวเท้าเดินต่อ แต่กลับถูกเพื่อนตัวเล็กเจ้าของส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบกระตุกแขนเรียกไว้อย่างน่าเอ็นดู
แกจะดู?"
พะแพงพยักหน้ารับ ยิ้มแหยให้เพื่อนอีกสองคนเมื่อทั้งคู่ทำสีหน้าระอาเต็มที
ในบรรดาคนในกลุ่มมีเธอเท่านั้นที่ดูดวงเวลามีเรื่องไม่สบายใจ ไม่ได้งมงาย แต่เชื่อว่ามันคือจิตวิทยารูปแบบหนึ่งที่ทำให้เธอมีความกล้ามากขึ้น
ไพ่สามใบถูกเปิดออกพร้อมกันช้าๆ แต่แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการทำนายนิสัยของเจ้าของไพ่อย่างเจ้าอื่น กลับมองหน้าเธอแล้วเริ่มพูดอย่างแปลกประหลาดออกมา
"บ้านรวยนี่นา อืม...หน้าบ้านมีน้ำพุด้วย ครอบครัวทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เหรอคะ" หมอดูที่คาดว่าอายุมากกว่าเธอสามถึงห้าปีทักออกมา
พะแพงเบิกตาด้วยความตกใจ หันมองเพื่อนอีกสองคนที่นั่งประกบอยู่ ทั้งสามเบิกตาคุยกันไร้เสียงที่เข้าใจกันเพียงสามคน ก่อนที่พะแพงจะหันมาฟังต่ออย่างสนใจ
"คุณพ่อมีปัญหาเรื่องสะโพกนะคะ ลองไปหาหมอที่โรงพยาบาลxxxดู ส่วนคุณแม่สุขภาพแข็งแรงดีค่ะ แหวนแต่งงานที่ทำหายตกอยู่ใต้เตียงนะคะ ด้านบนสุด ลองหาดู" ร่ายยาวคำพูดออกมาราวกับตาเห็น
จนเจ้าของไพ่เองซูดปากด้วยความตื่นเต้น เรื่องบิดามารดาของเธอตรวจสอบไม่ยาก กลับบ้านค่อยถามเอาก็ได้
"มีอะไรอยากถามไหมคะ"
นี่สิที่เธอรอคอย
"หนูจะฝึกงานผ่านไหมคะ" เธอถามย่างใคร่รู้
เนื่องจากโรงพยาบาลเดิมที่ยื่นขอฝึกงานเกิดไฟไหม้กระทันหัน ทำให้นโยบายรับนักศึกษาบริหารธุรกิจเข้าศึกษางานบริหารภายในองค์กรต้องเลื่อนออกไป
"แพง ถามแบบนี้หมายความว่าไง" พริมโรสถามเพื่อนขึ้นทันที "แกไปฝึกงานที่บ้านฉันนะ"
"เออ ถ้าบ้านแกไม่มีพี่พัตเตอร์ ฉันก็คงไม่ถามหรอก!" เธอเอ่ยชื่อพี่ชายเพื่อนด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอด
พัตเตอร์เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนสมัยมัธยมของทั้งสามคน พะแพงที่เพิ่งเข้าโรงเรียนมาในช่วงมอสามเทอมที่สองเห็นเขาบ้างในบางครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะได้ยินชื่อที่ประกาศเกียรติคุณหน้าเสาธงเสียมากกว่า
นักเรียนคณิตศาสตร์โอลิมปิก และสามารถสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ด้วยโควตานักเรียนดี เพอร์เฟกต์ด้วยการพ่วงตำแหน่งอดีตประธานนักเรียนสมัยอยู่ชั้นมอห้า
"แกยังเรียกพี่แกว่าไม้บรรทัดเดินได้"
พริมโรสไปต่อไม่ถูก เพราะพี่ชายเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ ขนาดเธอยังจอพ่อออกมาอยู่คอนโดเพราะเกรงกลัวพี่ชาย
"ว่าไงคะ" เธอหันไปถามหมอดูต่อ
"ผ่านน่ะผ่าน แต่จะมีอุปสรรคหลายอย่างให้จัดการก่อนนะ"
อุปสรรคเดียวของเธอก็คือพี่พัตเตอร์ คนตัวเล็กคิดในใจ แต่ไม่ได้พูดออกมา
"แล้วหนูจะผ่านอุปสรรคนี้ยังไงคะ"
"จริงใจ เปิดใจ และรับฟัง"
คำชี้แนะที่ดูไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่ทำให้เธอหมดอารมณ์จะดูต่อ เหลือบตามองราคาที่แปะอยู่ขันเงินบนโต๊ะก็พบว่าราคาห้าสิบเก้าบาท
พะแพงหยิบธนบัตรสีแดงหย่อนใส่ขัน และเตรียมกล่าวลาออกจากตรงนี้
แต่หมอดูกลับทำท่าเอียงตัวไปด้านซ้ายของตนเอง ราวกับกำลังฟังใครบางคนคุยข้างหู ก่อนจะเก็บไพ่แล้วสับตัด หยิบออกมาหนึ่งใบ
"หนูกำลังจะตายนะ..."
"คะ? / ฮะ!!?" ทั้งสามโพล่งออกมาพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมาย
•❣•୨୧┈┈┈୨୧•❣•