เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันน่าอายเกินทน หลังจากที่ออกมาจากตู้เก็บของและแยกย้ายกันไปทำความสะอาดร่างกายของแต่ละคนจึงไม่มีใครเปิดปากพูดอะไรออกมา ณัฐริกาเองก็ไม่รู้จะมองหน้าพี่เจกับฮาร์ทยังไง เลยได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินกลับห้องพักสตาฟ ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้านอนทั้งอย่างนั้น
เป็นเวลากว่าสี่วันแล้วหลังจากเกิดเรื่องที่ว่า ซึ่งมิ้งก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าควรจะทำตัวยังไงเวลาเจอหน้ากัน แม้ตอนนี้เธอจะแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ลึก ๆ ในใจมิ้งก็รู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
เธอพยายามหลบหน้าพวกเขาอย่างสุดความสามารถ แต่ด้วยความที่เรายังต้องทำงานด้วยกันอยู่ หลายครั้งมันจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอหน้ากัน ณัฐริกาจึงได้แต่ทำตัวติดกับเพื่อนคนอื่นเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ฮาร์ทกับพี่เจหาโอกาสเข้ามาพูดคุยกับเธอเรื่องวันนั้น แม้จะรู้ว่านั่นเป็นการสร้างความไม่พอใจให้กับอีกฝ่ายอยู่ก็ตามที
‘ฝ่ายสร้างเรียกพัสดุ แปรงทาสีที่ฝากให้ซื้อมาอยู่กับทางนั้นไหม’
เสียงวอที่ดังขึ้นเรียกสติของมิ้งให้กลับคืนมา ก่อนที่หญิงสาวจะกวาดสายตามองหาของที่ว่าในห้องที่ตัวเองใช้ทำงานอยู่อย่างว่องไว
ร่างเพรียวลมก้าวฉับ ๆ ไปยังกล่องพลาสติกที่กองพะเนินอยู่และเริ่มลงมือรื้อค้นมันเพื่อหาอุปกรณ์ที่ฝ่ายสร้างถามหา ก่อนจะพบถุงใส่แปรงทาสีเกือบสิบอันอยู่ภายใน ซึ่งจากกำหนดที่ได้ยินตอนประชุมสรุปงานเมื่อคืน ดูเหมือนวันนี้ฝ่ายสร้างจะเริ่มทาสีของเล่นในสนามเด็กเล่นโรงเรียนแล้ว หรือก็คือมันเป็นอุปกรณ์ที่ต้องรีบใช้
‘นี่พัสดุพูด แปรงทาสียังอยู่กับทางนี้ รวมถึงถาดผสมสีแล้วก็พวกสีทาเหล็กที่เหลือจากปีที่แล้วด้วย ...จะใช้กันตอนนี้เลยไหม? ถ้าจะใช้เลยเดี๋ยวจะให้คนเอาของไปส่งให้’ มิ้งถามกลับผ่านอุปกรณ์สื่อสาร ขณะที่มือก็เก็บรวบรวมข้าวของไปพลาง ๆ ทว่าแทนที่จะได้รับคำตอบผ่านวอเหมือนตอนถาม กลับมีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังแทนเสียได้
“ไม่ต้องหรอก ฉันมาเอาเองแล้ว”
“เฮ้ย!!!”
เสียงหวานอุทานลั่นด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นคนที่ตัวเองพยายามหลบเลี่ยงมาตลอดมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า แต่แล้วณัฐริกาก็ต้องรีบกระแอมไอเก็บอาการ เมื่อเห็นว่าลูกค่ายที่กำลังนั่งทำงานอยู่อีกฟากจ้องมองมาอย่างสนอกสนใจ
“โผล่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง เล่นเอาตกใจหมด... ถ้าจะเอาของแค่วอมาบอกเฉย ๆ ก็ได้ จะถ่อมาถึงที่นี่ทำไม” เธอบ่นงึมงำในลำคอ ขณะที่เดินหยิบของที่อีกฝ่ายน่าจะต้องใช้ออกมากองรวมกัน ก่อนจะรีบยัดมันลงไปในลังใบใหญ่
ถ้าเป็นไปได้ มิ้งอยากให้ฮาร์ทที่ยืนกอดอกมองกันจากทางด้านหลังรีบ ๆ ออกจากห้องนี้ไป ทว่าคำพูดแสนจะยียวนของอีกฝ่ายกลับทำให้เธอคิ้วกระตุกขึ้นมาโดยพลัน
“ก็จะมาอ่ะ มีปัญหาเหรอ?”
ณัฐริกาตวัดสายตามองคนพูดตาเขียวปั๊ด ก่อนจะได้รับการยักคิ้วกวน ๆ กลับคืนมา หญิงสาวได้แต่ผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อระงับอารมณ์ ไม่ให้เผลอหลุดปากด่าเพื่อนสนิทต่อหน้าลูกค่ายที่กำลังนั่งทำงาน ก่อนจะจัดการยัดกล่องอุปกรณ์ที่ฮาร์ทต้องการใส่มือเขาแทนการขับไสไล่ส่งแบบอ้อม ๆ ไป
“ไม่มี แต่ถ้าหมดธุระแล้ว ก็รีบกลับไปทำงาน” เธอว่าพลางหยิบของอื่น ๆ ที่ฝ่ายสร้างอาจจะต้องใช้ในวันนี้วางเทินไว้เหนือกล่องอุปกรณ์ที่อีกฝ่ายถืออยู่ เพื่อที่วันนี้ทั้งวันฮาร์ทจะได้หมดข้ออ้างมาเยือนที่ห้องนี้ ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเธอตอนนี้กลับร้องโวยวาย
“เยอะขนาดนี้ ฉันจะขนไปคนเดียวหมดได้ยังไง”
ไม่ว่าเปล่า เพราะพอพูดแบบนั้นอีกฝ่ายก็เบี่ยงตัวหนี คล้ายไม่อยากให้เธอเพิ่มสัมภาระให้เขาไปมากกว่านี้ และนั่นทำให้มิ้งได้แต่ทอดถอนใจ
“ถ้างั้นก็กลับฝ่ายไปเลย เดี๋ยวฉันให้คนอื่นขนไปให้” เพราะรู้แก่ใจดีว่าของพวกนี้มันมีจำนวนมากเกินกว่าจะขนไปได้ด้วยตัวคนเดียว ณัฐริกาจึงไม่ได้พยายามทู่ซี้ต่อ ทั้งหมดที่เธอทำ มีเพียงการดันหลังของฮาร์ทให้รีบ ๆ เดินออกจากห้องไป
“เธอนั่นแหละที่ต้องมาช่วยฉันขน ...มีเรื่องจะคุยด้วยพอดี”
ประโยคนั้นทำเอาหญิงสาวถึงกับชะงักค้าง ก่อนจะเผลอเงยหน้าขึ้นไปมองคู่สนทนาตน แววตาเอาจริงเอาจังของฮาร์ททำให้ณัฐริกาเกิดอาการร้อนรนขึ้นมา จนต้องเลื่อนสายตาหนีเพราะไม่รู้ว่าจะวางตัวยังไง
“คะ คุยอะไร... ฉันไม่ว่าง”
“ถ้าเธอไม่ยอมไปคุยกับฉันดี ๆ ฉันจะเคลียร์กับเธอให้รู้เรื่องมันตรงนี้ คิดดีแล้วใช่ไหม?”
ถูกขู่มาแบบนี้ มิ้งจะทำอะไรได้ นอกจากปิดปากเงียบแล้วยอมทำตาม และดูเหมือนฮาร์ทจะรู้ว่าเธอยอมทำตามที่เขาต้องการ เลยหันไปพูดกับลูกค่ายที่วนมาทำงานในฝ่ายพัสดุให้
“พี่ขอยืมตัวมิ้งแป๊บหนึ่งนะ ระหว่างนี้ทำงานกันเองได้ใช่ไหม”
“ค่ะ!!!”
เสียงของลูกค่ายรุ่นน้องดังประสานกันอย่างงดงาม เพราะแต่ไหนแต่ไรมา ฮาร์ทก็ถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ที่น้อง ๆ ในคณะให้ความเคารพกัน ในเมื่อทุกคนเห็นดีเห็นงามด้วยขนาดนี้ มิ้งจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหอบข้าวของแล้วเดินตามฮาร์ทไปทั้งแบบนั้น
ทว่าในระหว่างที่เดินไปตามทาง อีกฝ่ายกลับไม่พูดอะไรออกมาสักคำ ณัฐริกาที่รู้สึกว่าตัวเองมีชนักติดหลังจึงออกอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งไปถึงที่สนามเด็กเล่นที่เป็นจุดหมายปลายทาง เธอก็รีบวางข้าวของทั้งหมดกองไว้ที่มุมหนึ่งโดยพลัน ก่อนจะรีบหมุนตัวกลับหลังหันเพื่อเดินจากมา
หมับ!
แต่ยังไม่ทันที่ขาเรียวจะได้ก้าวออกไป ข้อมือของมิ้งก็ถูกคนข้าง ๆ คว้าเอาไว้เสียก่อน ซึ่งฮาร์ทก็ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อ้าปากโต้เถียงอะไรออกมา เพราะทันทีที่เขาจับมือเธอได้ อีกฝ่ายก็ไม่รอช้าเลยที่จะออกแรงลากเธอให้เดินตาม
“ฮาร์ท! ปล่อยก่อน! นี่แกจะลากฉันไปไหนเนี่ย!?” เสียงหวานร้องโวยหลังจากที่แยกตัวออกมาจากทุกคนประมาณหนึ่งจนเราทั้งคู่ยืนอยู่ตามลำพัง
ณัฐริกาพยายามยื้อยุดและสะบัดข้อมือตัวเองให้หลุดจากการเกาะกุม ซึ่งนั่นทำให้ฮาร์ทที่ปิดปากเงียบไม่ยอมพูดไม่ยอมจาหันมาเผชิญหน้ากันพร้อมกับชักสีหน้า
“ถ้าฉันไม่ลากเธอออกมา เธอคิดจะหลบหน้าฉันไปถึงเมื่อไหร่”
“...”
“เรื่องคืนนั้นมันทำให้เธอรังเกียจฉันมากเลยหรือไง ถ้ามีปัญหาอะไรก็พูดกันตรง ๆ ดิวะ!”
“มะ มันไม่ใช่แบบนั้น ฉันก็แค่...” มิ้งถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นสายตาที่แฝงไว้ด้วยเจ็บปวดของฮาร์ทส่งตรงมา เพราะมัวแต่จมอยู่กับปัญหาของตัวเอง เธอเลยลืมไปเสียสนิทว่าตนไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกกังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น
ถ้าหาก... ถ้าหากฮาร์ทชอบเธอจริง ๆ อย่างที่เคยพูดเอาไว้ มันไม่มีทางเลยที่เขาจะสบายใจหลังจากเหตุการณ์นั้น ยิ่งถูกเธอตีตัวออกหากและหลบหน้าหลังจากนั้นด้วยยิ่งแล้วใหญ่ และไม่ใช่แค่กับฮาร์ท...แต่กับพี่เจเองก็เหมือนกัน ดูเหมือนที่ผ่านมามิ้งจะเอาแต่คิดถึงปัญหาของตัวเองจนเผลอมองข้ามความรู้สึกของสองคนนี้ไป
การที่เธอปล่อยให้เวลาผ่านมาหลายวันโดยไม่อธิบายอะไรเลย คงทำให้พวกเขาทุกข์ใจกันพอสมควร และการที่ฮาร์ทเดินเข้ามาพูดตรง ๆ กับเธอในวันนี้ ก็คงเป็นเพราะเขาทนเก็บความอึดอัดใจไว้ไม่ไหวอีกต่อไป
“ไม่ใช่แบบนั้น แล้วมันแบบไหน!? เป็นบ้าอะไรถึงต้องหลบหน้าฉัน”
“ฉะ ฉันก็แค่ทำตัวไม่ถูกเฉย ๆ ...พอเกิดเรื่องนั้นขึ้น ฉันเลยก็ไม่รู้ว่าจะมองหน้าแกกับพี่เจให้เหมือนเดิมได้ยังไงน่ะ” เธอพูดออกไปเสียงอ้อมแอ้ม แต่กระนั้นก็พยายามทำใจสู้จ้องตรงเข้าไปในดวงตาคู่คมนั้นอย่างไม่หลบเลี่ยงเหมือนอย่างที่ผ่านมา ทว่าอีกฝ่ายกลับถามย้อนมาด้วยท่าทางที่ดูหมองลงไป
“แค่ทำตัวไม่ถูกเฉย ๆ แน่เหรอ? ...ไม่ใช่ว่ารังเกียจพวกฉันเพราะเรื่องคืนนั้นไปแล้วหรือไง?”
“ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย!” ณัฐริกาปฏิเสธออกไปเสียงแข็งแม้จะรู้สึกกระดากอายอยู่หน่อย ๆ ก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่สามารถปล่อยให้ฮาร์ทเข้าใจผิดเรื่องนี้ได้
เธอไม่อยากให้เขารู้สึกแย่หรือเสียใจเพราะสิ่งที่ตัวเองทำ แม้ว่าสิ่งที่กำลังจะพูดจะทำให้มิ้งอยากมุดดินหนีแค่ไหน
“ถึงจะไม่ค่อยชินเท่าไหร่ก็เถอะ ...แต่ก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไร” เธอพูดเสียงเบา ขณะที่ยกมือเกาแก้มด้วยความขัดเขิน เพราะพอคิดถึงความรู้สึกเสียวซ่านสุขสมที่ฮาร์ทกับพี่เจช่วยปรนเปรอ มันก็ทำให้เธอหน้าเห่อร้อนขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
มิ้งพูดออกไปไม่ได้หรอก ว่าแท้จริงแล้วตนชอบสิ่งที่ทั้งสองคนทำให้มาก จนส่วนลึกในใจเรียกร้องอยากจะให้พวกเขาทำอะไรที่มากกว่านั้น แต่เพราะยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะเอายังไงต่อไปกับความสัมพันธ์ เธอเลยเลือกที่จะหนีปัญหาด้วยการหลบหน้าพวกเขาไปโดยปริยาย
“เฮ้อ...”
ลมหายใจเฮือกใหญ่ที่ถูกพ่นออกมา ทำให้หญิงสาวรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก และในตอนนั้นเองที่เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าคนตรงหน้าดูงุ่นง่านใจขนาดไหน
“ขอโทษนะ” ณ จุดนี้ ณัฐริกาคงไม่สามารถหาคำพูดที่ดีไปกว่านี้ได้ ซึ่งพอพูดออกไปแบบนั้น เธอก็ถูกฮาร์ทโวยวายใส่
“ยายบ้า! เธอทำฉันกังวลจนแทบจะเป็นประสาทตายอยู่แล้ว! นี่เธอมีปากไว้ทำไม ถ้าเวลาคิดหรือรู้สึกอะไรจะไม่ยอมพูดออกมาแบบนี้น่ะ!?” ไม่ว่าเปล่า เพราะพอพูดจบอีกฝ่ายก็เอื้อมมาบีบแก้มเธอเหมือนกำลังมันเขี้ยวเสียเต็มประดา
มิ้งที่รู้ว่ารอบนี้ตัวเองผิดจริงจึงได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้บู้บี้แก้มตัวเองเล่นตามต้องการ แต่ก็ยังไม่วายขมุบขมิบปากเถียงกลับไป
“ก็ขอโทษไปแล้วไง แกยังจะบ่นอะไรอีก ...ขนาดพี่เจยังไม่ว่าอะไรเลย”
“โห่~ กล้าที่จะพูดนะเธอ! ที่ไอ้พี่เจมันไม่ได้พูดอะไร ก็เพราะเธอเอาแต่หลบหน้ามันไม่ใช่หรือไง”
หญิงสาวก้มหน้าคางชิดอกอย่างเถียงไม่ออก เมื่อถูกฮาร์ทเอาความจริงมาตอกหน้า อีกฝ่ายที่เห็นแบบนั้นเปิดปากเล่าต่อไป