ตอนที่ 3 - นอนกกในอ้อมกอด (1/2)

1446 คำ
นาราแตะบัตรเข้ามาในตัวอาคาร ก่อนขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นยี่สิบเก้า เดินตรงไปยังโต๊ะทำงานของตน แต่เอ๊ะ! ทำไมในห้องคุณการันต์ถึงมีแสงสว่างจากจอคอม สงสัยคงจะลืมปิดแน่เลย เธอคิดในใจ พลางหยิบเอกสารจากลิ้นชักที่ลืมไว้ เปิดไฟฉายจากมือถือ แล้วเดินเข้าไปในห้อง “อุ๊ย...ตาเถร!!” เธออุทานออกมา เมื่อส่องไฟฉายไปที่โซฟา การันต์ยังคงนอนอยู่ที่เดิม และดูเหมือนว่าเสียงอุทานของนารา มันยังไม่ดังพอที่จะปลุกให้การันต์ตื่นได้ ตอนนี้ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งชั้น ได้ยินแต่เสียงลมที่เป่าออกมาจากช่องแอร์ พร้อมความเย็นยะเยือกที่แผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง เธอสังเกตเห็นการันต์เปลี่ยนท่านอน จากตอนช่วงค่ำๆ ที่เห็นนอนเหยียดยาว กลายเป็นนอนขดตัว มือกอดอกแน่น จังหวะนั้นนารานึกได้ว่าพี่อารยาเคยบอกเอาไว้ ว่าในห้องของคุณการันต์มีอุปกรณ์อะไรตรงไหนบ้าง เธอจึงส่องไฟเดินไปเปิดตู้เก็บเอกสาร ดึงลิ้นชักชั้นล่างสุดออกมา เจอแล้ว! ผ้าห่มผืนบางๆ เล็กๆ ตามที่พี่อารยาบอก นาราจึงวางมือถือลงบนโต๊ะ หงายฝั่งไฟฉายขึ้นส่องกระจายแสงไปยังเพดานให้พอมองเห็น ก่อนจะคลี่ผ้าห่มผืนบางนั้นออก แล้วถือวิสาสะเอาผ้าไปห่มคลุมกายคนที่อยู่ตรงหน้า การันต์ขยับตัวเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ตื่นลืมตา เธอจึงขยับเข้าไปมองคนตรงหน้าใกล้ๆ ด้วยแสงไฟบางๆ จากมือถือบนโต๊ะนั่น คนตรงหน้ากำลังนอนหลับอยู่ในภวังค์ด้วยใบหน้าที่หล่อแบบไม่มีที่ติ ถึงแม้จะมีรอยแผลเป็นจางๆ อยู่ที่หางคิ้วก็ตาม แต่นั่นก็ไม่ทำให้ความเพอร์เฟกต์ของใบหน้านี้ลดน้อยลงแต่อย่างใด “เฮ้อ...คนบ้างานของจริง มิน่าถึงไม่มีแฟนกับเขาซะที คนหล่อขนาดนี้นี่ถ้าเป็นคนอื่นนะ ป่านนี้ไปเดท ไปตี้ ไปเกะกันหมดแล้ว เผลอๆ บางคนแต่งงานมีเมีย เลี้ยงลูกอยู่บ้านโน่น ไม่มานอนตัวแข็งทรมานอยู่แบบนี้หรอก” นารานินทาเจ้านายต่อหน้า ก่อนลุกขึ้นแล้วเดินออกมาที่โต๊ะประจำตำแหน่งของเธอ นั่งลง เปิดคอม และเริ่มทำสรุปการประชุมที่จะส่งให้ผู้บริหารก่อนเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้ “ไหนๆ ก็ไหนๆ ละ ทำมันที่นี่แหละ จะได้เสร็จๆ ไป” นาราพึมพำเบาๆ กับตัวเอง พลางคิดว่านี่อาจเป็นหนึ่งในวิธีทำคะแนน เผื่อคุณเจ้านายจะเห็นความดีความชอบของเธอบ้าง เลิกดุ เลิกทำหน้ามุ่ยใส่เธอเสียที “เย่ เสร็จซะที!” เลขาสาวพูดกับตัวเองก่อนพาร่างกายฟุบลงไปบนโต๊ะ และผล็อยหลับไปจากลมแอร์ที่เย็นยะเยือกราวกับอยู่ขั้วโลกเหนือเป่าเข้าที่ตาจนง่วง ส่วนตอนนี้คนในห้องค่อยๆ เปิดเปลือกตาขึ้นด้วยความงัวเงีย ก่อนจะงุนงงกับผ้าผืนบางๆ ที่ห่อคลุมกาย ในใจคิดว่าน่าจะเป็นพี่อารยาที่เข้ามาเช็กความเรียบร้อยก่อนกลับบ้าน การันต์มองดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือเรือนหรู ที่บอกว่าเป็นเวลาสี่ทุ่มกว่าๆ เขาจึงลุกขึ้น กางแขนบิดขี้เกียจหมุนซ้ายหมุนขวาสองสามที เดินไปเก็บเอกสารบนโต๊ะใส่กระเป๋า ก่อนหยิบสูทตัวสวยคล้องแขนไว้ แล้วเดินออกจากห้อง แกร๊ก!! เสียงเปิดประตูดังขึ้น การันต์เดินออกมาจากห้องทำงาน แต่ก็ต้องตกใจแทบหงายหลัง เพราะหางตาดันเหลือบไปเห็นใครคนหนึ่งนอนฟุบอยู่ตรงโต๊ะเลขาหน้าห้อง เมื่อสติกลับคืนมา และลองวิเคราะห์ดูดีๆ อีกที อ๋อ...ยัยเลขานารานั่นเอง แล้วเอ๊ะ! เธอมาทำอะไรที่นี่ตอนนี้กันล่ะ!? “คุณ” การันต์เรียกนาราให้ตื่น “คุณ ตื่น!!” การันต์เรียกครั้งที่สอง “คุณนารา ตื่น!!” การันต์เรียกเลขาขี้เซาของเขาเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ไร้ซึ่งสัญญาณตอบรับ ปัง!! การันต์หมดความอดทน จึงใช้มือตบโต๊ะเสียงดังสนั่น เพื่อปลุกคนขี้เซาให้ตื่นจากภวังค์ “คะ...อะไรคะ” นาราตื่นขึ้นมา ทำตาปรือ พร้อมเอาแขนเช็ดน้ำลายที่ไหลย้อยลงข้างแก้ม เมื่อตั้งสติได้ เงยหน้ามองไปทางต้นเสียง สปริงที่ตูดและข้อเท้าก็ทำงานอย่างอัตโนมัติ เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูงทันที “อ้อ คุณการันต์ตื่นแล้วเหรอคะ...พอดีดิฉันลืมเอกสาร เลยกลับมาเอา เห็นจอคอมเปิดอยู่ เลยจะเข้าไปปิด แต่เห็นคุณนอนอยู่เลยไม่กล้ากวน กลัวคุณตื่นมาแล้วกลัวผี ดิฉันเลยมานั่งทำงานรอเป็นเพื่อนค่ะ แหะๆ” นาราร่ายยาวพร้อมยิ้มกว้างอย่างเขินๆ สาวน้อยสดใสช่างพูดอย่างนารา พูดมากเป็นที่หนึ่ง ถามคำ ตอบสิบคำ จนแม่มักเรียกเธอบ่อยๆ ว่านารายัยหนูจำไม ถามเยอะ ตอบเยอะ พูดมากตลอดเวลา “อ้อ...เมื่อกี้ดิฉันห่มผ้าให้คุณการันต์ด้วยนะคะ เห็นคุณนอนตัวขด กลัวจะแข็งตายไปซะก่อน” นารากล่าวเสริมพร้อมยิ้มร่า ทำตาหยีเล็กจนเป็นสระอิ “อือ...ขอบใจ” การันต์ตอบกลับไป พร้อมยกยิ้มเบาๆ ตรงมุมปากโดยที่อีกคนมองไม่เห็น ทำไมนะ! เขาถึงไม่ถือสากับคำพูดขี้เล่นของคนตรงหน้า ถ้าเป็นคนอื่น ป่านนี้คงโดนเขาดุไปยกใหญ่แล้ว การันต์คิดในใจ ก่อนบอกให้นาราเก็บของ เพราะเขาก็กำลังจะกลับเช่นกัน ทั้งคู่เดินลงลิฟต์มาด้วยกัน ระหว่างอยู่ในลิฟต์ การันต์ทำจมูกฟุดฟิดเหมือนได้กลิ่นแป้งเด็ก เขาจึงหันไปมองคนข้างๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้า อืม...ที่นาราบอกว่าลืมเอกสารคงจะจริง เพราะคนข้างๆ อาบน้ำประแป้งมาเสียหอมฉุย คนปกติที่ไหนจะกล้ามาออฟฟิศสภาพนี้ เขานึกขำในใจ แต่แปลกที่ความไม่ชอบหน้านารากลับลดลง และความรู้สึกประหม่าเวลาอยู่ในลิฟต์กับคนที่ไม่สนิทก็ลดน้อยลง...จนแทบเป็นศูนย์ ส่วนนาราได้แต่ก้มหน้างุด กุมมือแน่น ถ้าให้ทาย เธอคงจะอึดอัดไม่น้อย ติ๊ง...ประตูลิฟต์เปิด นาราโค้งตัวให้การันต์ ก่อนกล่าวลาตามมารยาทและเดินไปยังรถตัวเองที่จอดอยู่หน้าตึก ส่วนอีกคนก็เดินไปยังหลังตึก จุดที่รถสปอร์ตคันหรูของเขาจอดเอาไว้ วันไหนที่เขาคิดจะกลับบ้านดึก การันต์มักจะให้พี่สุเมธคนขับรถ เอารถมาเปลี่ยนไว้ให้ จะได้ไม่ต้องรอตนจนดึกดื่น ถึงการันต์จะเป็นคนเงียบขรึม ดูหยิ่ง และดุดัน แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่บ้าอำนาจ หรือใช้งานคนอื่นเยี่ยงทาสอย่างที่ใครหลายๆ คนมโนภาพเอาไว้ ตอนนี้นาราเดินไปที่รถของตัวเอง เปิดประตู เข้าไปนั่ง ก่อนบิดกุญแจสตาร์ทรถ แต่...หมุนบิดกุญแจไปกี่รอบๆ ไอ้รถเจ้ากรรมดันสตาร์ทไม่ติดเสียนี่!! นาราเริ่มเลิ่กลั่ก เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มผุดออกจากหัว เธอจึงเปิดประตู เดินลงไปเปิดกระโปรงรถอย่างทุลักทุเล เอาจริงๆ เธอไม่ได้รู้เรื่องเครื่องยนต์อะไรหรอก แค่เปิดไปงั้นๆ เผื่อจะเห็นอะไรผิดปกติบ้าง เจ้าของรถชะโงกหน้าสำรวจห้องเครื่องอยู่สักครู่ และกำลังจะยกธงขาวยอมแพ้ แต่ในขณะที่เธอกำลังยืนเกาหัวแกรกๆ เตรียมปิดฝากระโปรงรถอยู่นั้น… ปิ๊น ปิ๊น ~ เสียงแตรรถสักคันดังขึ้น นาราตกใจหันหลังไปดู เห็นคนขับกำลังลดกระจกลงมา อ้อ...คุณการันต์นั่นเอง นาราจึงยิ้มกว้างให้พร้อมโค้งคำนับ โบกมือเป็นสัญญาณให้รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า แต่เหมือนรถคันนั้นยังคงจอดอยู่ที่เดิม พร้อมกับคนในรถที่เรียกเธอให้เดินไปหาใกล้ๆ “รถเป็นอะไร” “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ สตาร์ทไม่ติด เดี๋ยวว่าจะจอดไว้นี่แล้วกลับแท็กซี่ค่ะ” นาราตอบกลับไป พลางเกาหัวตัวเองแบบงงๆ ไม่รู้จะทำไงต่อดี “ขึ้นมาสิ ผมไปส่ง” การันต์พูดพร้อมกวักมือเรียก “ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเกรงใจ คุณการันต์ไปเถอะค่ะ” “ขึ้นมา ผมสั่ง คุณก็ต้องทำ!!” การันต์พูดด้วยใบหน้าขึงขัง ขมวดคิ้วใส่อีกคน จนนาราต้องยอมขึ้นรถเขาด้วยใจที่เต้นตึกตักเต็มไปด้วยความกลัว และตัวที่เริ่มเกร็งและสั่นเทานิดๆ โปรดติดตามตอนต่อไป
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม