ฉันแต่งตัวอยู่สิบห้านาทีเพราะเริ่มจะสายแล้ว และไม่สนใจไอ้คนที่บอกว่าจะไม่ปล่อยอะไรนั่น แต่ว่าตอนนี้ฉันต้องไปเรียน แต่เมื่อออกมาก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นรุ่นพี่นั่งกันอยู่โดยมีพี่รินนั่งเป็นประธาน อีกคนน่าจะเป็นแฟนพี่เขาฉันเคยเห็นไกล ๆ เดินมาด้วยกัน ส่วนอีกสองคนนั้นไม่ต้องแนะนำก็รู้จักแล้ว
พวกเขามองมาที่ฉันเป็นตาเดียว และสายตานั้นบ่งบอกได้อย่างดีว่าเขาคิดอะไร แต่ฉันไม่มีเวลาอธิบายหรอก ตอนนี้ต้องรีบแล้ว
“สวัสดีค่ะพี่ริน...โมจิมีเรียนเช้าไปก่อนนะคะ” ฉันไม่คิดจะอธิบายอะไร เพราะว่าไม่ได้มีอะไรเกินเลยระหว่างฉันและเขา แต่อีกคนดูเหมือนกำลังสร้างงานให้ฉันนะ
“คุยกันหน่อยสิ” เขาเรียกฉัน
“ไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว...ต่อไปก็ห้ามเข้าห้องคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าอีก” ไอ้พี่ปุณณ์พูดเสียงสบาย ๆ คล้ายกับไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร แต่ทว่าฉันไม่มีเวลาเล่นแมวไล่จับหนูกับเขาหรอก
เพียะ!
“ไอ้เวรนี่...กูบอกแล้วใช่ไหมอย่ามาทำสันดาน นั่นน้องไอ้ยู” เป็นพี่รินที่โขกหัวพี่ปุณณ์ไปหนึ่งที แต่ฉันรีบไม่มีเวลาอยู่รอสมน้ำหน้า จึงเอียงคอยักไหล่ไปหนึ่งทีก่อนจะออกไปเรียน
ฉันขับรถเพียงสิบนาทีก็ถึงมหาวิทยาลัยและวันนี้โชคดีที่ตึกคณะมีที่จอดรถเหลือ ไม่ต้องวนไปคณะมนุษย์เหมือนทุกที ทำให้ฉันรีบปรี่ไปหาเพื่อนซี้อย่างป๊อปกับน้ำตาลที่เพิ่งมาถึงเมื่อไม่นานเหมือนกัน
ฉันเดินสับขาเร็ว ๆ ใส่รองเท้าผ้าใบกับชุดนักศึกษาเนื่องจากวันนี้ไม่มีลงชอปเลยไม่ได้ใส่ชอปมา และชุดนักศึกษาก็ดูสวยกว่าชุดชอป และไอ้พวกผู้ชายในสาขามันชอบเห็นว่าฉันไม่ใช่ผู้หญิงที่น่าทะนุถนอม จึงต้องหัดทำตัวบอบบางให้พวกมันเห็น
“ไป...หิว” ฉันบอกสองคนให้เดินไปโรงอาหารหมายเลขสอง เพราะเป็นโรงอาหารที่มีของอร่อยเยอะที่สุดในตอนเช้า
“ตายอดตายอยากมาจากไหน”
“เมื่อวานไม่ได้กินข้าวมีปัญหากับห้องเล็กน้อย” ฉันเลือกจะข้ามรายละเอียดไป เพราะหากเล่ากันจริง ๆ น่าจะยาวมาก แต่ทว่าไอ้คนที่ฉันไม่อยากเอ่ยชื่อกลับกลายเป็นหัวข้อสนทนาในเช้านี้เสียนี่
“มรึงงง~มีเรื่องจะเหลา”
คำว่ามีเรื่องจะเหลานี่ไม่ธรรมดาแน่ เพราะนัง ป๊อปเพื่อนแสนดีฉายานักข่าวซีเอ็นเอ็นประจำกลุ่มนั้น ล้วนกรองมาแล้ว
“ปุณณ์พี่สามวิศวฯเอไออะมึงงง” ชื่อนี้ไม่ใช่แค่คุ้นแต่ว่าจะใช่ แต่ว่าหากได้ฟังจบก็อาจจะไม่ใช่ เดี๋ยวต้องรอให้ชัดเจนก่อน แต่ฉันต้องเบรกเพื่อนสนิทเอาไว้
“เดี๋ยวใจเย็น...ฉันขอไปซื้อข้าวกับน้ำก่อน”
“ได้...เดี๋ยวเจอกันตรงนี้ฉันไปซื้อน้ำให้” น้ำตาลอาสา แต่ว่าฉันอยากกินน้ำมะพร้าวปั่น
“ของฉันน้ำมะพร้าวปั่นใส่นมด้วยนะ”
“โอเค”
แล้วพวกเราก็แยกกันไปซื้อข้าว ฉันเลือกเดินไปร้านข้าวแกงเพราะต้องการอาหารที่มีพลังงานมากหน่อย เนื่องจากวันนี้เรียนทั้งเช้าและบ่าย
บรรยากาศในโรงอาหารสองดูคึกคักเป็นพิเศษ มีคนต่อแถวกินข้าวตั้งแต่เช้าแบบนี้ น่าจะมีนักศึกษามาเรียนเช้ากันเยอะ ปกติหากเป็นตอนเช้าคนบางตามาก แต่ละร้านที่เรียงรายกันมีต่อแถวกันทุกร้าน แต่ก็ไม่ถึงกับรอนานจนทนไม่ไหว
ฉันเลือกยืนรอร้านข้าวแกงเจ้าประจำที่ดูสะอาดสะอ้านตั้งแต่ภาชนะที่ใส่แบบสแตนเลส มีฝาบิดแบบใส แล้วยังมีกับข้าวเรียงรายกว่ายี่สิบอย่างส่งกลิ่นและควันลอยคลุ้งยั่วน้ำลาย
แต่เมื่อใกล้ถึงคิวฉันในระยะที่มองกับข้าวได้ชัด สายตาพลันสะดุดเข้ากับผัดมะเขือยาวกับหมูสับสีเขียวฉ่ำวาวเสียจนน่ากินและพานให้นึกถึงฝีมือแม่ขึ้นมา ฉันไม่รอช้าที่จะสั่ง
“ป้าคะเอาข้าวครึ่งทัพพี...เอาผัดมะเขือยาวกับไข่ดาวสองฟองค่ะ”
แน่นอนว่าคนปกติไข่ดาวฟองเดียวก็อิ่มแล้ว แต่คนกินข้าวน้อยกินกับเยอะอย่างฉันไม่อิ่มแน่นอน
“สองครับป้า”
แต่เสียงที่ไม่อยากได้ยินแทรกเข้ามา และดันเป็นเสียงที่ชวนหงุดหงิดใจจริง ๆ และเมื่อหันไปมองปรากฏว่าไอ้รุ่นพี่เจ้าปัญหาตามเธอเป็นเงา และโรงอาหารตั้งเยอะแยะดันอยากกินโรงอาหารสองเหมือนฉันอีก
“นี่ต่อคิวสิ” ฉันหันไปบอกเขาไม่เบาเสียง ให้รู้ว่ามารยาททางสังคมควรจะมีบ้าง แต่ทว่าอีกคนทำมองหาท้ายแถวว่าอยู่ตรงไหน ทั้งเอามือป้องแสงคล้ายกับอยู่ไกลจนมองไม่เห็น เดือดร้อนฉันต้องหันมองตาม
อ้าว...คนที่ต่อจากฉันสองสามคนไปไหนแล้ว เมื่อกี้ยังยืนคุยเลือกกับข้าวอยู่เลยนี่นา นั่นทำให้ฉันรู้สึกเสียหน้า
“ฉันหมายถึงต่อแถวจากฉันไง”
“ก็พี่จะกินแบบเธอก็สั่งทีเดียวสิ ป้าจะได้ไม่ต้องจำเยอะ”
แถสีข้างถลอกแบบนี้ คนอย่างอีโมจิตรัสรู้ทันทีว่าแค่ข้ออ้าง เพราะตัวอย่างกับหมีควายแบบนั้นน่ะเหรอจะกินข้าวแค่ครึ่งทัพพี
แต่ฉันเหนื่อยขี้เกียจเถียง เมื่อรับจานข้าวแล้วก็ยื่นจ่ายเงิน แต่แบงค์พันใหม่เอี่ยมยื่นเฉียดตัดหน้าฉันไปเลย
“ป้าครับคิดสำหรับสองจานเลยนะครับ”
ฉันทำหน้าหงิกใส่ นี่คิดจะเลี้ยงข้าวกันแล้วฉันจะเห็นเป็นบุญคุณแค่ข้าวจานเดียว ไม่มีทาง
ฉันดึงจานข้าวไปราดน้ำปลาพริกบนไข่ดาวฉ่ำ ๆ เน้นพริกไม่เน้นน้ำปลา และฉันก็ชอบรสชาติจัดจ้าน ดังนั้นบางคนต้องตกใจกับพริกบนจานข้าวของฉัน
รวมทั้งผู้ชายที่ชอบกวนประสาทฉันด้วย
“นี่กินพริกขนาดนี้ไม่ขอป้าเขามาทั้งถุงเลยล่ะ เคี้ยวพริกสดแทนข้าวไปเลย”
ยุ่งจริง!
ฉันยกมุมปากขึ้นก่อนจะยิ้มแล้วลอยหน้าลอยตาตอบ
“คนแซ่บก็ต้องกินอะไรแซ่บ ๆ สิ จะกินจืดชืดทำไม” แน่นอนฉันมันเผ็ดอยู่แล้ว แต่ใครจะเป็นผู้โชคดีที่จะได้กินก็ต้องคิดหน่อยนะว่าสมควรได้กินของอร่อยหรือเปล่า
อีกฝ่ายได้ฟังยกยิ้มอย่างสนุก แววตาคมกริบสบตาฉันก่อนยักคิ้วพร้อมท้าทายตอบ ก่อนจะทำท่าราวกับดาวยั่วด้วยการกัดริมฝีปากล่างเล็ก ๆ ก่อนจะโน้มมาใกล้ ๆ ฉันพร้อมกับกลิ่นมัสก์ที่หอมเย็นสดชื่นเป็นเอกลักษณ์โชยผ่านจมูกจนตัวเองเกือบเผลอสูดกลิ่นเข้าไป
“กินพี่ไหมครับ...ทั้งมัน...ทั้งแซ่บ รับรองแสบถึงใจ อร่อยกว่าผัดมะเขือยาวและไข่ดาวในจานน้องโมจิแน่นอน”
ฉันชะงักไม่คิดว่าอีกคนจะเสนอตัวมาแบบนี้ ซึ่งเวลาปกติฉันจะสวนกลับแบบสาดเสียเทเสีย แต่ตอนนี้เหมือนต่อมด่าหยุดทำการชั่วคราว หรือเพราะน้ำหอมกลิ่นนั้นทำให้สตั้นจนคิดไม่ออก
แต่อะไรก็ช่างฉันไม่ควรอยู่ให้อีกคนหยอกเล่นเป็นหมาหยอกไก่ จึงยกจานข้าวเดินไปยังโต๊ะที่ได้จองเอาไว้แล้วพร้อมกับเพื่อนที่เอาข้าวเช้ามารอแล้วเช่นกัน
นังป๊อปกินโจ๊ก ยายน้ำตาลกินข้าวขาหมู แล้วฉันก็นั่งลงรีบกินทันที ราวกับอยากหาอะไรใส่ปากให้หายหงุดหงิดแม้ไม่ได้งดน้ำตาล แต่เจอหน้าคนกวนประสาทคนนั้นก็ทำให้ฉันโมโหโดยไม่ต้องหาสาเหตุ ก่อนนังป๊อปจะเปิดประเด็น
“นี่...ความลับ...น้องดาวสื่อสารฯปีหนึ่งจ๊ะโอ๋...กินกับพี่ปุณณ์แล้ว”
เอ๊ะ...เดี๋ยวนะ กินกันแล้ว จ๊ะโอ๋ ปุณณ์ มันชื่อเดียวกันหมดเลยและดูเหมือนฉันจะอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวานนี่นา
จากนั้นภาพในหัวเหมือนมีภาพยนตร์กำลังฉายเรื่องเมื่อวานลอยเข้ามาเป็นฉาก ๆ จากนั้นภาพก็ดันหยุดตรงที่เขาหันมายืนโชว์ของลับราวกับพวกโรคจิต!
“เงียบอย่างนี้แสดงว่าอยากรู้ใช่ไหม”
“รีบเลย...เดี๋ยวเสียเวลา” ยายน้ำตาลดูสนอกสนใจ ส่วนฉันข้าวแทบจะติดคอทันทีเมื่อรู้แล้วว่าเรื่องที่เพื่อนเล่า ฉันอยู่ในเหตุการณ์เมื่อวาน ยิ่งกว่าได้ดูหนังโป๊แบบฟูลเอชดีเสียอีก
“เรื่องนี้ปิดกันให้แซด บอกว่านอกจากเอามันแล้วก็จ่ายหนักมาก พี่ปุณณ์มาเรียนมหาวิทยาลัย คาดว่าเก็บ สาว ๆ เกือบค่อนมหาวิทยาลัยไปแล้ว”
“โห...ไม่ติดโรคเหรอวะ” ฉันแย้งพยายามลบภาพสัปดนในหัวทิ้ง
“เขาก็มีถุงยางไหมล่ะ คนที่ไม่ได้เป็นแฟนกันเขาไม่จูบดังนั้นกระแทกตับ ๆ น้ำแตกแยกทาง” น้ำตาลที่ดูเข้าข้างกันดีจนฉันเบื่อจริง ๆ ผู้ชายแบบนี้น่าอวยตรงไหนกัน
“แกจะอวยทำไมวะ”
“นี่แกไม่รู้อะไร...คนนี้นะมีแต่สาว ๆ อยากอวยคม ๆ เลย” นี่เพื่อนน้ำตาลกุลสตรีของฉันหายไปไหน ทั้งยังคำสองแง่สองง่ามนั่นอีก
“อย่าทำหน้าแบบนั้น ถ้าแกได้เห็นหน้ากับ...ของเขาแล้วเผลอ ๆ จะอมไม่คาย”ฉันรีบดูดน้ำมะพร้าวปั่นทันที เมื่อคิดภาพตามเพื่อน แต่ถึงกลับกลืนไม่ลงเมื่อภาพมันดันเป็นส่วนนั้นอยู่ในปากแล้วยัดลงคอฉันลงไปส่วนอีกคนยืนป้อนอย่างเอาเป็นเอาตาย บอกเลยขนลุกท่วมหัว
แต่ทว่าคนที่เป็นประเด็นกลับโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
“พี่ว่าเพื่อนน้องก็เห็นแล้วนะ...พี่ก็อยากรู้ว่าจะอมไม่คายจริงไหม”
พรวด! น้ำมะพร้าวพ่นออกจากปากเข้าสู่หน้าคนพูดทันทีโดยไม่ต้องเล็ง