ป๊อปและน้ำตาลที่กำลังสุมหัวเม้าท์เรื่องของพี่ปุณณ์อย่างเมามันพลันยกมือปิดปาก เมื่อคนที่มาใหม่ก็คือคนที่พูดถึงกันอยู่ แต่ที่หนักกว่าคือฉันที่พ่นน้ำออกไปแบบเต็ม ๆ ใส่หน้าคนที่ทะเล่อทะล่าเข้ามาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง
“โมจิ...ทำบ้าอะไรเนี่ย” พี่ปุณณ์ดูหัวเสียนะ แต่ถ้าเป็นฉันก็หัวเสียเหมือนกัน แต่เขาดันโผล่มาแบบไม่ให้สุ่มให้เสียงทำไมล่ะ
ฉันที่จะอ้าปากด่าแต่นังป๊อปกลับรีบสวนขึ้นมาก่อนเสียนี่ ชอบขัดเพื่อนจริง ๆ
“เอ่อ...พี่ปุณณ์คะ...มาทานข้าวเหรอคะ...นั่งก่อนค่ะนั่งก่อน”
ฉันที่สำลักแทบตายกลับไม่ดูดำดูดีเพื่อน เลือกผู้ชายก่อนเลย ที่สำคัญดันให้เขานั่งข้างฉัน โต๊ะก็ใหญ่ที่ก็กว้างอยากจะหาความบาลานซ์ ไม่ดูสีหน้าเพื่อนสักนิด
“อุ้ย...ไม่นึกเลยนะคะว่าพี่ปุณณ์จะชอบมากินอาหารเช้าที่โรงอาหารสองด้วย...มาคนเดียวด้วยวันหลังเรียกป๊อปได้นะคะ”
คำก็คะสองคำก็คะ...คะขาพูดง่ายเนอะกับผู้ชายหล่อ ฉันที่เหม็นหน้าเพื่อนที่แสดงละครเก่งราวกับตัวเองกำลังแสดงซีรีส์ จนน่าจะมอบบทดาราชายสมทบให้เสียจริง
นอกจากจัดแจงไม่พอยังหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าของฉันไปเช็ดหน้าเช็ดตาให้เขาอีก ทิชชูเปียกในกระเป๋าฉันก็มี ทำไมต้องเอาผ้าเช็ดหน้าที่ฉันซักหอม ๆ เอาไว้สูดดมแก้เวียนหัวออกมาเช็ดให้
“อย่าหวงได้ปะ แกไม่ใช่หรือไงที่พ่นน้ำใส่หน้าพี่เขา”
เจริญ...เพื่อนรักเพื่อนชั่ว ทั้งที่ความผิดนี้ควรจะเป็นของคนมาใหม่ ดันอยากโยนให้เพื่อนผิด
นังเกย์ควีนเป็นคนที่คบหาไม่ได้
“เมื่อกี้กำลังคุยเรื่องของพี่อยู่หรือเปล่าครับ...ถ้าอยากรู้ความจริงถามพี่ได้นะ”
ฉันมองหน้าเขาอึ้ง ๆ นี่เขาจะมานั่งให้นังป๊อปสัมภาษณ์นี่นะ เพื่ออะไรเขาว่างเหรอ แล้วเพื่อนฉันคนนี้ก็อยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย แน่นอนว่าหากฉันไม่ห้ามงานหยาบแน่
“ไปกินกับผู้หญิงคนอื่นแล้วเอามาพูดไปทั่ว ไม่ใช่สุภาพบุรุษเลยนะคะ”
แม้อยากด่าว่าสันดานชั่วก็ต้องเลี่ยงคำสักเล็กน้อย
“พี่ไม่ใช่คนอย่างนั้นนะสาบานได้ ปกติเรื่องของพี่หลุดจากปากคนอื่นก็มีเรื่องจริงบ้างไม่จริงบ้าง พี่กลัวน้อง ๆ จะเข้าใจพี่ปุณณ์สุดหล่อคนนี้ผิดไป”
อื้อหื้อ...หมาขี้ต้องยกหางเองเป็นอย่างนี้นี่เอง ทำเรื่องคาว ๆ ให้กลายเป็นเรื่องดี ๆ ได้แค่ใช้วาจาเพราะ ๆ กับยิ้มโปรยเสน่ห์
แต่ที่ฉันเห็นกับตาได้ยินกับหูนั้นสวนทางมาก
“ป๊อปเชื่อพี่ปุณณ์ทั้งใจเลยค่ะ ว่าแต่พี่ปุณณ์ทำไมกินเหมือนกับโมจิเลยล่ะ ไข่ดาวสองฟองด้วย...ชอบกินไข่เหรอคะ”
นังป๊อปนั่งบิดตัวไปมองพลางยิ้มเขิน ๆ ฉันก็รู้ทันทีว่าไข่ที่ว่าคงไม่ใช่ไข่ดาวในจานของเขา แต่เป็นไข่อย่างอื่นที่นั่งตัวดีจะเสนอให้สินะ
อยากตบให้เพื่อนตื่นจากฝันสักทีเหมือนกัน แต่ว่าจะอ่อยก็ควรจะดูหน่อยไหมว่าเขาชอบอะไร ก็ไม่ได้จะบูลลี่เพื่อนหรอก แต่กลัวอีกคนพูดจาทำร้ายน้ำใจ
“ปกติพี่ชอบกิน...”
นั่นหันมาหาฉันเพื่อ...อย่ามายุ่งกับฉันเชียวนะ ฉันไม่อยากเกี่ยวข้องกับนายด้วย แต่ดูเหมือนสิ่งที่ฉันหลบยิ่งวิ่งเข้าหาเหมือนแม่เหล็กดึงดูดอย่างไรอย่างนั้น
“โมจิ”
เสียงนั้นแผ่วพอให้คนที่นั่งข้างอย่างฉันได้ยิน แต่ทว่าอีกสองคนที่เงยหน้าขึ้นมานั้นตะลึงไม่แพ้กัน ทั้งมองมาที่ฉันราวกับหูฝาด
แล้วฉันก็เหยียบเท้าเขาทั้งมองแรงใส่ ก่อนที่อีกฝ่ายจะร้องออกมา
“ซี๊ด...อ่าห์...หืม...เหยียบแรงแบบนี้ถ้าให้กระแทกแรง ๆ จะไม่ว่าเลย”
เขากัดปากพูดตอนที่เสียงในโรงอาหารเริ่มจอแจ ทำให้อีกสองคนไม่ค่อยได้ยินว่าฉันกับเขาพูดอะไรกัน และปากเขาไม่ได้ขยับเท่ากับอ่านที่ปากไม่ได้
“เอ่อ...พี่หมายถึงชอบกินเหมือน ๆ น้องโมจิครับ” เมื่อฉันเพิ่มแรงขยี้อีกคนถึงได้หันไปตอบเพื่อนของฉัน นั่นทำให้ฉันยกเท้าลง
“อ๋อ...มิน่าล่ะกินเหมือนกันอย่างกับแฝด” น้ำตาลยิ้มแฮ่ ๆ แก้สถานการณ์ จากนั้นนังป๊อปที่ยังไม่ยอมแพ้สู้ต่อในแมทนี้
“แต่น้องป๊อปชอบโม้ก...เอ้ย...โจ๊กนะคะ ใส่ไข่เยี่ยวม้ากับไข่เค็ม รสชาตินัว ๆ อร่อยดี”
ไม่พูดเปล่านังป๊อปเพื่อนตัวดียังจิ้มไส้กรอกซีสที่ซื้อมากินเพิ่มอมเข้าไปครึ่งอันอย่างยั่วยวน ฉันภาวนาให้มันติดคอจริง ๆ กับผู้ชายหล่อเห็นเป็นไม่ได้เลย
“น้องป๊อปนี่คอลึกดีนะครับ” อีกคนเห็นเพื่อนฉันพยายามทอดสะพานเต็มที่ แล้วก็ไม่ห้ามด้วยนะ แล้วอีเพื่อนฉันนี่ก็ชอบจังเป็นตัวตลกให้คนอื่นหัวเราะเยาะเนี่ย
แต่ฉันไม่ชอบสักนิดจึงไม่สนใจบทสนทนาระหว่างสามคนแล้วหันไปกินข้าวด้วยความหิว ฉันเจาะไข่แดงเยิ้ม ๆ ให้ราดไปบนข้าวแล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งมันช่วยให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย แต่คิดว่าวันนี้สงสัยต้องไปฟิตเนสออกกำลังกายเล็กน้อย เพราะช่วงนี้ดูเหมือนจะกินเยอะไปหน่อย
แต่ทว่าคนข้าง ๆ กินข้าวหนึ่งคำกลับหันมายิ้มให้ฉันหวานหยดย้อย สร้างความอึดอัดให้ฉันเพิ่มขึ้นนี่สิ
“มองอะไรล่ะ...กินเข้าไปสิ”
“น้องโมจิสวยขนาดนี้มีแฟนหรือยังครับ”
แคก แคก แคก!
เสียงสำลักเอาเป็นเอาตายนั้นไม่ใช่ฉันหรอก แต่เป็นสองสาวเพื่อนซี้ของฉันเอง ซึ่งฉันก็คาดเดาได้ทันทีว่าพวกมันคิดอะไรอยู่
“ถึงยังไม่มีแฟน แต่ก็ใช่จะคบกับใครง่าย ๆ” ฉันเชิดหน้าขึ้นก่อนจะดูดน้ำมะพร้าวปั่นจากนั้นกลืนลงคอลอยหน้าเหมือนต่อให้หล่อเหมือนเทพบุตรอยู่ตรงหน้า โมจิคนนี้ก็เลือกนะยะ
ไม่ใช่อะไรจากประสบการณ์สองปีที่เจ็บปวดใจทำให้รู้ว่าไม่ควรรีบร้อนกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ต่อให้ขอพระแม่ก็คงไม่ประทานให้คนหน้ามืดตามัวแบบฉัน
“จะพูดว่าได้ยาก”
อีกคนเลิกคิ้วขึ้นถามแต่ใบหน้านั้นมองฉันแบบขบขัน คล้ายกับสืบประวัติฉันมาแล้วแน่ ๆ
เจ็บใจนัก แต่ว่าเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ ฉันจะไม่สนใจหรอก แต่ทำไมคนข้าง ๆ ต้องสนใจฉันด้วย ในเมื่อห้องที่เช่าไม่ใช่ห้องของเขาแล้วนี่
“ของอร่อยบางอย่างมีเงินใช่จะซื้อได้” แน่นอนว่าโมจิที่นุ่มนิ่มก้อนนี้ไม่ใช่จะป้อนเข้าปากใครก็จะกัดกินได้ง่าย ๆ หรอกนะ
ฉันยักคิ้วข้างหนึ่งสื่อความหมายว่ามันไม่เหมือนของที่เขาเคยกินมาตลอดหรอก มันต้องเด็ดกว่านั้นอยู่แล้ว
“ท้าทายมาก...อยากลองชิมจริง ๆ”
ฉันเอนตัวเล็กน้อยใช้ศอกยันกับโต๊ะ เหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก แต่สายตาของฉันยังไม่ละไปจากเสือหื่นตรงหน้า ปลายนิ้วฉันเกี่ยวปอยผมแล้วทัดหูช้า ๆ ก่อนจะปล่อยให้ไล้ผ่านแก้มตัวเองแผ่ว ๆ ปลายนิ้วลากผ่านริมฝีปากที่ฉ่ำวาวด้วยลิปสติกเนื้อดี ก่อนจะแลบลิ้นออกมาวาดเบาที่ริมฝีปากให้พอสะดุดตา
ฉันจ้องไปที่เขาแต่ไม่ได้จองแค่ใบหน้าแต่มันยังลึกเข้าไปในนัยน์ตาคมกริบ แล้วยกคิ้วขึ้นหนึ่งข้างราวกับส่งสัญญาณท้าทาย
อยากกินก็มาสิ...แต่แน่ใจว่าจะได้กลืนฉันลงไปได้
ยิ่งเห็นเขามองอย่างอึ้ง ๆ คนอย่างฉันยิ่งได้ใจทั้งส่งใบหน้าสื่อความหมายว่าฉันก็ไม่ใช่ของที่ได้มาง่าย ๆ โดยใช้เงินแลกเหมือนอาหารริมทางที่รสชาติดาษดื่นพื้น ๆ แต่ฉันคือของพรีเมี่ยมที่มีรสชาติเผ็ดร้อนถึงใจอีกด้วย
ฉันมองเขาเหมือนเห็นเปลวไฟที่กำลังลุกโซนในดวงตา หากเข้าใจไม่ผิดเขาเหมือนจะสะดุดลมหายใจตัวเองด้วย และลมหายใจของเขาดูจะอุ่นร้อนขึ้นตามแรงอารมณ์ภายในกาย และเธอยิ้มบาง ๆ เชิงบอกว่าหากจะยั่วเขาก็ไม่ได้ยากสักเท่าไหร่นะ
สายตาของเธอจึงมองไปยังริมฝีปากนุ่มสีแดงสดของเขาที่ใคร ๆ ต่างบอกว่าน่าหลงใหลและวาดฝันให้เขาเป็นจูบแรก รวมทั้งนังป๊อปที่ไม่ซิงแล้วก็เช่นกัน ยอมรับว่าหากไม่พบเขาเมื่อวาน คนคนนี้ก็จัดว่าเป็นหนุ่มหล่อในฝัน
แต่เมื่อพบสันดานดิบ ๆ แล้วต้องเลิกฝันก่อน เพราะเขาสู้อีกคนที่เป็นแผลในใจของฉันไม่ได้เลยยกเว้นหน้าตาที่พอสูสีกัน แต่เขาที่เสียอาการชั่วครู่เหมือนเพิ่งได้สติ
“ท่าทางน้องโมจิชอบเล่นกับไฟนะครับ” เสียงนุ่มติดแหบปลายจ้องหน้าฉันด้วยความหมายที่ใครได้ยินก็ต้องรู้ว่าหมายถึงอะไร
“ค่ะ...เล่นกับไฟดีกว่าเล่นกับหมาค่ะ เพราะหมาชอบเลียปาก” ต่อให้เขาอยากนิยามตัวเองว่าเสือแต่ฉันก็เห็นว่าเขาเป็นได้แค่หมาตัวหนึ่งเท่านั้น เพราะฉันคนหนึ่งที่ไม่ยอมเป็นเหยื่อ
“แล้วอยากลองให้หมาตัวนี้เลียดูไหมล่ะครับ...บางทีอาจจะชอบก็ได้นะ”
เขาพูดเสียงทุ้มพร่า ริมฝีปากคลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ แต่สายตากลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าฉันเลย มันไล่ต่ำลงเรื่อย ๆ จากคอ…ไหปลาร้า…แล้วก็หยุดนิ่งตรงหน้าอกที่สั่นไหว เบา ๆ ตามจังหวะหายใจของฉัน
ฉันเผลอกำส้อมแน่น ความร้อนวาบพุ่งขึ้นใบหน้า แต่เขายังจ้องไม่วางตา…สายตานั้นมันทั้งหิว ทั้งลามก และเหมือนพร้อมจะกระโจนเข้ามาได้ทุกเมื่อ
หัวใจฉันเต้นแรง…จนไม่แน่ใจแล้วว่าที่มันสั่นเพราะโกรธ หรือเพราะคำพูดเขาที่ทำให้ฉันจินตนาการภาพไปถึงตอนที่ฉันถูกเขาเลียกันแน่
👅👅👅