บทที่ 1 โยธาแปลว่าอิสระ

2214 คำ
“แม่งอยากกินโมจิว่ะ!” "กูจะราดน้ำโมจิให้ฉ่ำ ๆ แล้วแดกแม่งในคำเดียวเลย" "มึงอยากกินโมจิไหนวะ ไอ้ลูกกลม ๆ ที่อยู่ในตู้ร้านตรงข้ามนั่น หรือลูกกลม ๆ สองลูกที่เดินอยู่โน่น?" "กูมันชอบเหมาอยู่แล้ว จะแดกให้หมด" เสียงที่ดังหึ่ง ๆ อยู่ในหูตอนนี้เรียกได้ว่า ทำให้คนที่เพิ่งเลิกกับแฟนมาอย่างฉันต้องการระบายอารมณ์ใส่ใครสักคน “ไอ้สัดนี่!” นั่นเสียงพี่ยอดรักพี่รหัสของฉัน พร้อมกับมือที่โบกไปที่หัวไอ้รุ่นพี่สารเลว ในหัวคิดแต่เรื่องต่ำสะดือที่ชอบเห่าเวลาฉันเดินมาหาพี่ยอดรัก เห็นมันทำหน้าเจ็บเจียนตาย แต่ฉันว่ามันยังไม่ค่อยพอเท่าไรนะ คนพวกนี้สันขวานถึงจะเหมาะกับกบาลพวกรุ่นพี่ปากเสีย “สวัสดีค่ะพี่ยอด มาเอากุญแจห้องที่พี่ยูตะฝากไว้” พี่ยูตะนี่ก็เป็นพี่ชายคนรองของฉันเอง พี่ชายคนรองชื่อจริงชื่อวริศ เรียนอยู่คณะวิศวะเคมี อีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง ที่บ้านติดกับพี่ยอดรักลูกชายนักการเมืองในจังหวัดเพชรบุรี แถมยังเป็นเพื่อนซี้พี่ชายฉันด้วย “มาอยู่ห้องพี่ก่อนไหมคะ น้องโมจิ” “เสือก...หลบไป” พี่ยอดรักชิงด่าไปก่อนที่ฉันจะเปิดปาก รอดตัวไปนะ ถ้าเป็นอีโมจิหนักกว่านี้ “โทษทีว่ะโมจิ...พี่ลืมเอาไว้ที่ห้อง เดี๋ยวพี่เรียนเลิกเที่ยงจะไปเอามาให้นะ หนูเรียนถึงเย็นใช่ไหม” “ใช่ค่ะ” ฉันพยักหน้าเข้าใจได้ อีพี่ยอดก็เป็นพี่โรงเรียนฉันอีกนั่นแหละ ฉันเป็นเด็กติดพี่วิ่งเล่นกับพวกพี่ ๆ มาตั้งแต่เด็ก ๆ แถมมาเรียนมหาวิทยาลัยยังมาเรียนคณะเดียวกันไม่พอ ดันมาจับได้เป็นพี่รหัสฉันอีก เรื่องทงเรื่องแท็กอย่าหวัง ฉันภาวนาให้พี่แกดูแลตัวเองให้รอดก่อน “งั้นโมจิไปแล้วนะ” ฉันยิ้มให้พร้อมกับโบกมือลา แต่อีกสองคนที่อยู่ข้างหลังเสนอหน้ามาเสือกไม่เข็ดที่โดนพี่ยอดด่าไปใช่ไหม “เดี๋ยวสิจ๊ะน้องโมจิ อยู่นั่งเล่นกับพี่ก่อนสิ ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียนเลย อีกตั้งชั่วโมงแน่ะ กินขนมไหมเดี๋ยวพี่ไปซื้อให้” นี่ตึกภาคอุตสาหกรรม ไอ้พวกพี่เวรนี่เรียนวิศวกรรมการผลิตหรือเรียกย่อ ๆ ME แต่พวกแม่งนี่คงลืมว่าฉันอยู่โยธาที่แปลว่าอิสระ หรือตรง ๆ คือด่าได้อย่างอิสระ “นั่งเล่นหาพ่องมึงเหรอ...แล้วเป็นญาติฝั่งไหนไม่ทราบเรียกน้อง จำได้ว่าพี่ชายฉันไม่ได้มีหน้าตาเหมือนหนังกระโปกหมา แล้วนั่นปากเหรอที่พูด คำพูดเมื่อตอนที่ฉันเดินมาพวกนี้ผ่านสมองหรือเปล่า” พูดจบแล้วก็ฉีกยิ้มหวาน ก่อนยกมือปิดปากคล้ายจะบอกว่าเผลอหลุดความคิดนี้ออกมา “อุ้ย ขอโทษทีค่ะ เมื่อกี้เผลอพูดความในใจออกมา พอดีแพ้เสียงในหัว ไม่โกรธเนอะ” ฉันด่าเสร็จก็เดินออกไปเลย ทิ้งให้พวกรุ่นพี่สันดานตัวเหี้ยอึ้งจนอ้าปากค้าง ส่วนพี่ยอดรักก็ยิ้มส่ายหน้ายกมือรับไหว้ฉันที่ไหว้ย่ออย่างสวยงาม ผิดกับคำพูดที่ด่าพวกเพื่อนในรุ่นของเขา “เชี่ย...สวยขนาดนี้ไม่คิดว่าปากดี” “นี่เหรอวะ ที่ไอ้ยชนาถึงกับยอมแล้วทั้งที่ยังไม่ได้กิน ขนลุกยันตูดเลยว่ะ” “กูก็ไม่เอาหรอก ดุฉิบหาย” เสียงที่ดังไล่หลังมาเรียกได้ว่ามีแต่คำสรรเสริญ ที่เธอรู้ว่ามันไม่ได้มีคำชมอยู่ในนั้นเลย แต่แล้วไง คนอย่างอีโมจิต้องสนใจด้วยเหรอ กับผู้ชายที่ไม่ให้เกียรติผู้หญิงแบบนั้น จนกระทั่งฉันเดินมายังตึกที่เรียนวันนี้ แม้จะมีกลุ่มพวกโยธาปากหมา แต่คนที่ไม่กล้าแซวก็คือฉัน และผ่านมาได้ง่าย ๆ โดยมีเพื่อนซี้อีกสองคนเพิ่งกลับจากหยุดยาวและเบิกฤกษ์ด้วยการเรียนเช้าวันนี้ ให้ตายเถอะ ใครบ้างอยากตื่นเช้า ฉันก็ไม่อยากตื่นคนหนึ่งแล้วแหละ “อีโมจิมาได้สักที กูนึกว่าตายอยู่ตึกอุตสาหกรรมแล้ว” นั่นคือนังป๊อป เพื่อนเกย์ควีนปากหมาของฉันเอง และแน่นอนว่ามาช้า ไม่ตายก็ต้องมีอะไรสักอย่างหลุดมาแช่งฉัน “เจอพวกเหี้ย...เลยแพ้เสียงในหัวหลุดปากไปสองสามคำ” “เอาดี ๆ แพ้เสียงในหัวหรือหมาในปาก” นั่นคือนังน้ำตาล เพื่อนชั่วตัวดีของฉันที่ขยันช็อตฟีลทุกเรื่อง แล้วที่สำคัญดันรู้เรื่องไอ้พี่ยชนาที่บอกเลิกกับฉันแล้วไปเด้ากับผู้หญิงคนอื่นที่ริมระเบียง อวดลมอวดฟ้าท้าพายุฝนโดยไม่อาย แม้ว่าที่ถ่ายจะเห็นแค่เงา ๆ แต่ฉันก็มั่นใจว่ามันแน่นอน และสุดท้ายก็ทะเลาะกันจนเลิกด้วยเหตุผลควาย ๆ ที่มันบอกว่าฉันไม่ยอมให้มันเอา คนมันเ****นก็ต้องหาทางลง แต่ขอโทษเถอะ มึงก็โคตรเลวตกลงคบเป็นแฟนเดือนที่แล้วก็จะเอาเลย แม่ง! “แล้วไง...คืนนี้แดกเหล้าไหม” “แดกเหี้ยอะไร ถ้าไปร้านเหล้าเจอเพื่อนพี่เทมกับพี่ยู ฟ้องแม่ฉันโดนตัดค่าขนมพอดี เดือดร้อนหมาหน้าคอนโดอีกน่ะสิ” “ทำไมต้องเดือดร้อนหมา” นังน้ำตาลทีงี้ล่ะไม่ทันมุก “ก็ต้องแย่งข้าวหมาแดกไง” “ไม่เป็นไรมึง...กินพอเป็นพิธี” นังป๊อปก็คงเปรี้ยวปาก กลับบ้านต้องเป็นคนดีของแม่ เข้าวัดถือศีลเป็นเพื่อนแม่ พอมาอยู่หอก็เลยอยากใส่ให้ยับ ไม่อ้วกไม่เลิก “พิธีบวงสรวงน่ะสิพวกมึงอะ” “ระบายอารมณ์ไงมึง เจอแต่พวกตัวเหี้ยในคณะวิศวะมาก็เยอะแล้วปะ เราก็ต้องผ่อนคลายไง ไปกัน” น้ำตาลเองก็ไม่ต่างจากนังป๊อปที่อยากกินเหล้าจะตาย กลับบ้านก็สร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นกุลสตรีให้แม่ควงออกงานไปขาย เพราะบ้านเป็นไฮโซ “นั่นดิ...มึงว่าปะว่า คณะเรานี่แม่งน่าจะต้องทำบุญใหญ่ล้างป่าช้าสักที ยังไม่ถึงเดือนสิบเลยออกมาให้คนชิงแล้ว เดินกันยั้วเยี้ย กูกลัวจะเหยียบตีนเข้าสักวัน” นี่แหละปากฉัน...คนที่ได้ชื่อว่าเป็นสาวใบหน้าหวานแห่งโยธาที่ปากหมาที่สุด จนไม่มีใครเอาลงสักคน ฉันก็รอให้คนมาเอาอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเห็นอย่างนี้ก็เลือกคนเหมือนกัน ‘หากไม่ดีกว่าใครคนนั้น...ฉันก็ตัดใจให้เอาไม่ลงจริง ๆ’ คิดแล้วก็เศร้า จากนั้นพวกเราก็เข้าเรียนกันด้วยวิชาที่แม่งสูบพลังชีวิตสุด ๆ จนเมื่อถึงเที่ยงก็หิวโซลงมา แต่ฉันดันขอแวะเข้าห้องน้ำก่อน แต่พออีสองตัวนั่นเข้าไปบ้างมันดันเถลไถล จนฉันหน้าหงิกเพราะยังไม่ได้กินอะไรตั้งแต่เช้า แล้วก็ถูกมันด่า “เป็นเหี้ยอะไรเอ่ย ทำหน้าให้ดีกว่าส้นตีนหน่อย ทำไมรอแค่นี้รอไม่ได้ ทีรอคนเก่ายังรอได้เลย” “เหี้ย!” “หรือไม่จริง” “แสนรู้” แสนรู้จริง ๆ ที่ฉันคบ ๆ เลิก ๆ ก็เพราะรักแรกของฉันที่ไม่สมหวัง จากนั้นชีวิตของฉันก็ดั่งต้องคำสาป จนฉันไปดูดวงเขาบอกว่าต้องได้คบกับแฟนคนแรกเพื่อล้างคำสาป คบได้ก็เหี้ยแล้ว พี่เขามีแฟนแล้วแพลนจะแต่งงานกันอยู่แล้ว ชีวิตนี้ฉันคงไม่ได้สมหวังในรักแล้วแหละ “ไปกินข้าวกัน บ่ายได้ข่าวว่าอาจารย์ปล่อยเร็วมึง จะได้กลับไปนอนต่อ” นั่นคืออีป๊อปเอาเรื่องอาจารย์ปล่อยเร็วมาปลอบใจฉัน แล้วก็เป็นจริง บ่ายเรียนสองชั่วโมงปล่อย แต่วิชานี้ไม่ต้องห่วงอาจารย์น่ะโหดเกิ๊น ออกข้อสอบหนึ่งข้อให้กระดาษมาสิบหน้า กูอยากจะบ้า “โมจิ มึงจะไปไหนต่อ” “เดี๋ยวรอพี่ยอดโทรมาให้ไปเอากุญแจคอนโดใหม่ คอนโดพี่ชายฉันโดนเจ้าตัวยึดไปแล้ว เพราะพาสาวมานอนบ่อยฉันเลยจะฟ้องแม่ มันเลยเสนอว่าจะเช่าคอนโดให้ใหม่ เอาใกล้มหาวิทยาลัย” “พี่ยูตะอะนะ” “ใช่ดิ...เรียนวิศวะเคมีกลางวันผสมสาร กลางคืนผสมพันธุ์” ฉันว่าอย่างเคือง ๆ ไอ้เข้าใจก็เข้าใจอยู่ แต่คอนโดมีสองห้อง แต่เสือกจะมาล่อกันในครัว ฉันเดินออกมากินน้ำสำลักแทบตาย “ครอบครัวมึงนี่หรรษาดีเนอะ แถมเกิดไล่ ๆ กันด้วย พ่อมึงนี่สุดยอดไปเลย แทบไม่ให้แม่มึงพัก” นี่คือเรื่องจริง ใครจะคิดว่าฉันกับพี่ชายห่างกันคนละปี พ่อเอาดุดันเกิ๊น แถมพอจี้ถามอ้างว่าเครียดเลยต้องปลดปล่อย พี่ชายคนโตกับคนกลางเกิดเดือนเดียวกัน มกราคม แต่คนละปี ส่วนฉันเกิดกุมภาพันธ์ เรียกได้ว่าพ่อรอให้แม่พักฟื้นจนสามารถทำลูกได้ใหม่ก็ทำเลย พอฉันเกิดก็ปิดอู่ถาวร นั่นจึงเป็นที่มาว่าฉันมักสนิทกับพี่ชาย เพราะแทบจะแย่งดื่มนมจากเต้าของแม่มาด้วยกัน “พ่อกูจัดจ้านแค่ไหน มึงลองคูณสองเข้าไป เพราะอีพี่เทมโป้กับอีพี่ยูตะควงสาวไม่ซ้ำจำไม่ได้” ที่มาของชื่อพวกเรามาจากญี่ปุ่นทั้งนั้น เทมโป้นั้นที่จริงตั้งใจจะให้ชื่อเทมปุระ แต่ว่าพี่ชายฉันที่ชอบเล่นดนตรีไม่ชอบ จึงขอเปลี่ยนเป็นเทมโป้แทน ส่วนพี่ยูตะนั้นไม่สนใจว่าชื่อเป็นยังไง ส่วนฉันชื่อโมจิเพราะเป็นผู้หญิงเลยจะให้ชื่อน่ารัก ๆ หน่อย แต่พวกหื่น ๆ มักจะชอบพูดว่าน่ากิน และฉันไม่ชอบ แต่คนที่ฉันชอบก็ดันไม่พูดไง หงุดหงิดฉิบหายเวลาเจอคนบอกว่าฉันน่ากิน ติ้ง ติ้ง! เสียงโทรศัพท์มือถือฉันส่งสัญญาณเตือน จากนั้นจึงเปิดดูบอกว่ารอที่หน้ามหาวิทยาลัยให้ขับมาที่รถพี่เขาได้เลย เดี๋ยวจะขับพาไปกลัวฉันหลง ก็ดีเหมือนกันฉันขี้เกียจดูจีพีเอส ขับตามพี่ยอดไปก็พอ พี่ยอดอะไรก็ดีหมดนะ เทคแคร์ดี หน้าตาดี นิสัยจัดว่าดีนะสำหรับน้องสาวอย่างฉัน แต่คงไม่ดีสำหรับสาว ๆ เท่าไร ด้วยข้อเสียหนึ่งที่ลืมทุกสิ่ง ลืมทุกอย่าง บอกเมื่อเช้าสาย ๆ ลืมแล้ว เลยโดนทิ้งเพราะจำไม่ได้ว่านัดสาวแล้วไปกินเหล้ากับเพื่อน ใช้เวลาเพียงสิบนาทีฉันที่ขับรถตามพี่ยอดมาจนถึงคอนโดที่หรูหราแห่งหนึ่งใกล้มหาวิทยาลัย แม้ว่ารถจะติดแต่ทว่าก็ใช้เวลาน้อยอยู่ดี ยิ่งทำให้ฉันอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย “อยู่ชั้นยี่สิบนะ นี่คีย์การ์ด ห้องนี้ลากกระเป๋าอยู่ได้เลยมีครบทุกอย่าง ทำความสะอาดเรียบร้อย และมีแม่บ้านไปทำความสะอาดให้อาทิตย์ละครั้ง” พี่ยอดบอกตามข้อมูลที่ได้รับรู้มา ฉันก็พยักหน้ารับ ก่อนจะโบกมือลาเขา แต่ไม่วายเจอพี่ในคณะวิศวะที่ไม่ค่อยสนิทกันมากหรอก แต่ว่าเจอกันตอนรับน้องครั้งหนึ่ง พี่เขาชื่อว่าพี่ริน “สวัสดีค่ะพี่ริน” ฉันก็รู้จักมารยาทอยู่นะ ไหว้คนที่ควรไหว้ และด่าคนที่ควรด่าเช่นกัน “น้องโมจิ...ย้ายมาอยู่คอนโดนี้เหรอ” “ใช่ค่ะ ย้ายมาอยู่คอนโดนี้แล้ว พี่ยูเช่าให้ใหม่” “ดีเลย พี่อยู่คอนโดข้าง ๆ นะ มีอะไรก็ทักหาพี่ได้เลย พี่ไปก่อน เอาของมาฝากให้เพื่อน เพื่อนพี่ก็อยู่คอนโดนี้เหมือนกัน” ฉันยิ้มให้พี่เขาก่อนจะโบกมือลา ไม่คิดว่าจะมีคนรู้จักที่นี่ แต่ก็ไม่แปลกเท่าไร เพราะว่าคอนโดนี้ใกล้มหาวิทยาลัย ลูกคนมีเงินก็สามารถอยู่ที่นี่ได้สบาย ฉันเดินไปบอกนิติส่งคีย์การ์ดให้ตั้งค่าสำหรับขึ้นลิฟต์ด้วย ระหว่างรอหันมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าบรรยากาศช่างดีเหลือเกิน ไม่พลุกพล่าน มีส่วนกลางให้ใช้ มีฟิตเนสใช้ฟรี มีสระว่ายน้ำ เรียกได้ว่าครบครันมาก ๆ เดี๋ยวจะชวนนังป๊อปกับนังน้ำตาลมาเจิม เมื่อได้รับคีย์การ์ดกลับคืนฉันก็เดินเข้าลิฟต์ กดหมายเลขชั้นที่ยี่สิบ รอเพียงอึดใจก็เคลื่อนขึ้นมาถึง ออกจากลิฟต์ได้ก็มองซ้ายขวาหาห้องที่ว่า จากนั้นเดินตรงไปแตะคีย์การ์ด พร้อมกับเปิดประตู แต่ทว่าเสียงที่ได้ยินกลับทำให้ฉันขมวดคิ้ว “อ้า...ซี้ด...อื้อ...สะ...สะ...เสียว...อื้อ” ฉันชะงัก...นี่มันคอนโดใหม่ของฉันนะ แล้วเสียงบ้าอะไรในห้องวะ
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม