มึงเป็นพี่เขาประสาอะไร

1437 คำ
ตั้งแต่ผู้ที่เปรียบเสมือนเป็นพี่สาวแท้ ๆ ซึ่งไม่ต่างจากพ่อแม่ท้องคนเดียวกันนั้นชี้โพรงให้กระรอก นายตำรวจอย่างปานตะวันก็ไม่เพียงได้เห็นหลานสาวย่าสวยตามสั่งแค่ที่ทำงานโดยตั้งอยู่หน้าสถานีตำรวจภูธรช่วงเวลาพักกลางวันอย่างเดียว แต่ตอนนี้เรียกได้ว่าเจ้าตัวไม่ได้ต่างจากพี่เลี้ยงของลูกสาวเขาเลย ส่วนคนที่เห็นดีเห็นงามด้วยกว่าใครนอกจากพวกสาว ๆ ในบ้านก็เป็นบิดาตัวดีที่กำลังกล่าวประโยคชวนทำให้คุณพ่อลูกหนึ่งนึกหงุดหงิดใจอยู่มาก จุ๋มจิ๋มแวะมาเลี้ยงปันหยีช่วยมารดากับพวกแม่บ้านเขาเองก็ไม่ได้รังเกียจรังงอนคนที่เห็นกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ หรอก แต่จะให้มาอยู่ประจำดั่งครอบครัวเดียวกันฉันสามีภรรยามันไม่ได้หรือเปล่า “เข้าใจที่พ่อพูดไหม จะนิ่งทำไมไม่ทราบ” “คุณปราบ...” “อย่ามาเสียงแข็งใส่กูเด้อปานตะวัน กูเป็นพ่อมึงใด๋” (อย่ามาเสียงแข็งใส่กูนะปานตะวัน กูเป็นพ่อมึงนะ) “ก็เพราะว่าคุณเป็นพ่อไง ถึงไม่ควรจะยัดเยียดใครให้เข้ามาอยู่ในความสัมพันธ์ของผมกับลูก” “น้องจุ๋มจิ๋มไม่ใช่คนอื่นคนไกล ช่วงนี้ครอบครัวน้องก็ลำบาก รายได้รีสอร์ตลุงภีมมันก็แค่นั้น แล้วต้องมาลำบากลงรองนายกกับพ่อด้วย เรื่องแค่นี้แกจะไม่ช่วยครอบครัวเพื่อนพ่อเลยเหรอปานตะวัน ใจดำจริง ๆ ว่ะ งั้นก็ให้น้องมันไปเต้นกินรำกินแล้วโดนพวกเสี่ยพวกป๋าแถวหน้าเวทีจับนิดล้วงหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอก พ่อก็แค่สงสารเด็กคนหนึ่งที่มีแม่เหี้ยแล้วโดนทิ้งไว้กับพ่อ งั้นก็คิดซะว่าเรื่องที่พ่อพูดเมื่อกี้แกไม่ได้รับรู้ก็แล้วกัน ไปนะ พ่อจะนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเดินหาเสียงแต่เช้าอีก” คนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเลือกวางเบียร์เย็น ๆ ลงโต๊ะที่ใช้สนทนากับลูกชาย ก่อนจะลุกยืนเต็มความสูงแล้วเหลือบมองปฏิกิริยาคุณพ่อลูกหนึ่งอีกครั้ง เดินสวนกับฝาแฝดคนเล็กที่ปราบเลี้ยงมาด้วยสองมือคู่นี้ก็หวังเพียงว่าเขาจะได้คำตอบที่ตัวเองพอใจ “ยังไม่นอนอีกเหรอผู้กอง” หญิงสาวที่นาน ๆ ทีจะได้กลับมานอนบ้านเรือนไทยหลังใหญ่เพราะแต่งออกไปใช้ชีวิตอยู่บ้านข้าง ๆ กับในตัวเมืองเป็นหลักหย่อนกายลงนั่งตรงข้ามน้องชาย “ยังครับ” “มีอะไรจะถามพี่หรือเปล่า” เห็นบุคคลตรงหน้าคล้ายกับว่ามีอะไรอยากจะเอ่ยถามกัน หนูนาเลยเลิกคิ้วขึ้นเป็นเชิงคำถาม “เรื่องพี่เลี้ยงปันหยี” “อ๋อ ถ้านายไม่โอเคก็ตามนั้นแหละ ระหว่างที่รอโรงเรียนเปิดเทอมอีกไม่กี่วัน ก็ให้อยู่กับพวกแม่บ้านไป หรือถ้าเหงาเดี๋ยวพี่จะพาเจ้าโรมกับรันมาเล่นด้วยบ่อย ๆ” “มันไม่ใช่เรื่องเลยครับ ยิ่งพี่กับคุณราชสีห์แพลนเอาไว้แล้วว่าจะพาสองแสบไปเรียนต่อที่ยุโรป ผมก็ไม่อยากกวนเวลาเรียนภาษาของพวกเด็ก ๆ เลย” ทั้งพ่อและแม่ของโรมกับรัน นับวันกิจการยิ่งรุ่งโรจน์ ก็ไม่แปลกใจเรื่องที่หาลือกันกับเสี่ยว่าจะพาเด็ก ๆ ไปเรียนต่อนอกตั้งแต่ยังเด็กโดยอยู่ในการดูแลจนกว่าเด็กทั้งสองจะเริ่มใช้ชีวิตเองได้ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างมาก ฉะนั้นการมีปันหยีเข้ามา ปานตะวันจะไปทำให้การตัดสินใจของณีนราไขว้เขวไม่ได้ “แล้วยังไง ก็พี่เห็นนายดูกังวล ไว้อีกสักสองสามปีพี่ค่อยพาโรมกับรันไปเรียนที่เดียวกับพ่อเขาก็ได้” “ที่ผมจะถามคือเรื่องเด็กคนนั้น” “ใครล่ะ พี่จะรู้กับนายไหมไอ้เด็กคนนี้” ยิ่งเห็นน้องชายพยายามเบือนหน้าหนีกันแล้วผ่อนลมหายใจออกมาแผ่วเบา ณีนราก็อยากจะกลั่นแกล้งนัก ตั้งแต่กลับมาก็ทำเป็นไม่สนใจไยดีเขา แต่มาแอบเป็นห่วงอะนะ มันยังไงกันล่ะไอ้เด็กคนนี้ “ถ้าไม่มีอะไรพี่จะได้กลับบ้านนั้น ทิ้งลูกอยู่กับพ่อนาน ๆ เดี๋ยวไม่ได้นอนกันพอดี” “จุ๋มจิ๋มน่ะ ช่วงนี้ที่บ้านลุงภีมลำบากกันมากเลยเหรอครับ” “ลำบากไหม ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนมันก็ลำบากแหละ พี่ไม่อยากพูดอะไรไม่ดีเลย แต่ผู้หญิงคนนั้น แม่ของจุ๋มจิ๋มน่ะ ก่อนจะทิ้งพ่อลูกคู่นี้ไป หล่อนก็หลอกลุงภีมแทบจะหมดตัว มันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น แต่น้องเป็นเด็กดีมากเลยนะ ช่วยพ่อทำงานตั้งแต่เริ่มเรียนมหาลัย ที่จบมาแล้วไม่ยอมทำงานประจำดี ๆ คงจะเป็นห่วงทั้งพ่อทั้งย่าเพราะพวกเขาก็มีแต่จะแก่เฒ่าไปวันข้างหน้า ไม่รู้จะอยู่กับพวกเราไปอีกนานเท่าไหร่ อีกอย่างน้องมันบอกว่าถ้าทำงานประจำรายได้มันก็น้อยกว่าวิ่งหลายงานพร้อมกัน ซึ่งมันก็จริง” “เลยยอมให้พวกเสี่ยพวกป๋าเอ็นดูเหรอครับ” “ปานตะวัน พวกพี่ไม่เคยสอนให้นายไปดูถูกอาชีพคนอื่นนะ” ณีนราเองก็แปลกใจเป็นอย่างมากที่เห็นน้องเล็กของบ้านซึ่งถูกอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดีกล่าวเช่นนี้ออกมา แล้วไม่คิดด้วยว่าอีกฝ่ายจะทราบเรื่องที่น้องมันไปรับจ๊อบนางเอกลิเกจนกลายเป็นขวัญใจพวกกระเป๋าหนัก ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านก็เห็นสนใจแค่เรื่องงานกับลูกสาว ขนาดเพื่อนสนิทในหมู่บ้านที่โตมาด้วยกันยังไม่เห็นชายหนุ่มไปเจอหรือทักทายเลย “ขอโทษครับ” “อือ แล้วก็อย่าไปพูดให้ซ้อเล็กได้ยินเชียว ไม่งั้นโดนยิกเนื้อเขียวไม่ต่างจากเฮียปราบแน่ ๆ” “ครับ พี่กลับบ้านไปหาพวกเด็ก ๆ เถอะ ว่าแต่จะให้ผมไปส่งไหม” “บ้านอยู่แค่นี้เอง พี่กลับเองได้ งั้นไปนะ นายก็รีบเข้านอนได้แล้ว เดี๋ยวปันหยีตื่นมาไม่เจอใครได้ร้องไห้พอดี” ชายหนุ่มพยักใบหน้าให้คุณแม่ลูกสอง ผ่อนลมหายใจออกมากับอาการแปลก ๆ ที่เป็นอยู่ ครอบครัวสั่งสอนปานตะวันมาดีจริง ๆ ไม่รู้ว่าอย่างไรเมื่อสักครู่เขาถึงได้กล่าวแบบนั้นออกไปกับณีนรา ก่อนมือหนาจะต่อสายหาเพื่อนสนิทซึ่งไม่ได้คุยและพบหน้ากันมานานแล้ว แต่คิดว่าความสบายใจของเราไม่ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลาแน่นอน [บักห่ามึง แก๊งคอลเซ็นเตอร์บ่นิ เป็นสิบปี ลืมว่ากูเป็นหมู่แล้วไป่ครูบา] (ไอ้ห่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปะเนี่ย เป็นสิบปี ลืมแล้วมั้งว่ามีกูเป็นเพื่อน) “เว้าหลายความ” (พูดมากว่ะ) [กะให้กูด่าแนมันเป็นหยังบักตะวัน ย้ายมาทำงานอยู่บ้านแล้วมึงกะจั่งแม่นหยิ่งคัก ลืมหมู่ลืมพวกเบิดแล้วไป่] (ก็ให้กูด่าหน่อยมันจะเป็นอะไรไอ้ตะวัน ย้ายมาทำงานอยู่บ้านแล้วก็หยิ่งฉิบหาย ลืมเพื่อนยัง) “ยากลูกยากงาน บ่แม่นเมียกู สิให้หัวซาหยัง” (วุ่นวายกับลูกกับงาน ไม่ใช่เมียกู จะแคร์ทำไม) [โอ๊ย ๆ ปากดีสมเป็นลูกชายตาปราบอีหลีว่ะ เอาใด๋หมู่ งานกับลูกลงโตแล้วไป่ มาตั้งวงกับพวกกูแนนา คึดฮอดหลาย ๆ เพื่อน] (โอ๊ย ๆ ปากดีสมเป็นลูกชายลุงปราบมาก เอายังไง งานกับลูกลงตัวยัง มาตั้งวงกับพวกกูหน่อยไหม คิดถึงมาก ๆ เพื่อน) “สิให้กูไปจับหมู่โตเองติ” (จะให้กูไปจับเพื่อนตัวเองเหรอ) [ให้เว้าใหม่บักสันดาน ทิ่มลูกพี่ลูกน้องกูไปจักปี กูสูนให้มึงบ่เซาเด้อ ยศผู้กองกูกะบ่ได้ย่าน] (ให้พูดใหม่ไอ้สันดาน ทิ้งลูกพี่ลูกน้องกูไปกี่ปี กูยังโกรธมึงไม่หายนะ ยศผู้กองกูก็ไม่ได้กลัว) “เคียดให้กู แต่กะปล่อยให้น้องมันลำบาก มึงเป็นอ้ายเขาประสาหยังบักลี” (โกรธกู แต่ก็ปล่อยให้น้องมันลำบาก มึงเป็นพี่เขาประสาอะไรไอ้ลี) TBC.
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม