บัญชีเงินฝากแยกไว้ของณีนรามีเงินจำนวนสองล้านบาทโอนเข้ามาจริง ๆ ในเช้าวันถนัดมาที่เธอไม่ได้เห็นหน้าผู้ชายคนนั้นอยู่ที่บ้านของตนเองแล้ว เพราะพอสร้างภาพเสร็จเราต่างก็มีงานการที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ดีโคตร ๆ สำหรับเธอ
มันแน่อยู่แล้วว่าเงินที่ได้มาจากราชสีห์ หญิงสาวก็ตั้งใจจะส่งต่อเพื่อมอบมันให้เป็นทุนการศึกษาของเก็นซึ่งได้ให้ภูมิลองสืบประวัติแล้วว่าเจ้าตัวเป็นเด็กดีที่ขยันเรียน
แม้ว่าระดับหัวสมองจะจัดอยู่กลาง ๆ ไม่ได้เก่งมาก แต่มันก็เข้าข่ายทำให้หนูนาอยากจะสนับสนุนแล้วให้คนสนิทของตัวเองดำเนินเรื่องให้ต่อ
อีกทั้งยังไม่ใช่แค่เก็น มีเด็กยากไร้คนอื่น ๆ ที่หนูนาพร้อมทั้งครอบครัวยินดีจะช่วยเหลือพวกเขา ไม่ได้สักแต่จะทำดีเพื่อเอารางวัลไว้การันตีความสำเร็จบารมีหรือส่งเสริมแบรนด์ข้าวตนเองเพื่อให้คนเชื่อถือ ทว่าที่ทำทั้งหมดมันมาจากหัวใจที่เป็นพรรณรายณ์อย่างแท้จริง
เงินสองล้านที่ได้มาจากเขา หนูนาก็บอกกล่าวจุดประสงค์ของตัวเองออกไปแล้วด้วย ไม่คิดเลยว่าบุญกุศลที่อุทิศตอนกรวดน้ำจะแผ่ไปถึงผู้เป็นสามีแบบทันตาเห็น
นั่นทำให้รู้ว่าเห็นแบบนั้นราชสีห์ก็มีจิตสํานึกอยู่เหมือนกัน
“หนูณี จะไปโรงเรียนแล้วเหรอ”
เห็นฝาแฝดของตนเองแต่งกายพร้อมออกไปทำงานก็รีบวางกาแฟดำขม ๆ หลังนั่งจิบมันไปได้ไม่เท่าไหร่ คว้าเอาแฟ้มเอกสารแล้วเดินไปช่วยพี่สาวถือสื่อการเรียนการสอนด้วยอีกแรง ส่งผลให้ณีนรินทร์ต้องยิ้มบางออกมา
“ใช่ แล้วทำไมเราตื่นเช้าเชียว”
“จะเข้าไปในเมืองน่ะ ไปกับหนูไหม เดี๋ยวแวะไปส่งเอง”
“โอเค พี่รบกวนด้วย” เพราะชีวิตประจำวันมันไม่เหมือนเดิมแล้ว ยิ่งปั่นจักรยานออกไปทำงานเอง ก็เอาแต่คิดถึงวันวานที่มีเขาคนนั้นมารอไปส่งณีนรินทร์อยู่ทุกวัน
รถยนต์คันหรูถูกขับเคลื่อนออกมาจากบ้านเข้าสู่บริเวณหลังตลาดในช่วงก่อนจะเจ็ดโมงเช้า ณีนราที่ยังนั่งอยู่ตำแหน่งการควบคุมพวงมาลัยสอดส่องมองพี่สาว โดยลงจากยานพาหนะเพื่อนำมื้อเช้าง่าย ๆ ไปให้ยายวันดั่งเช่นทุกครั้งด้วยความรู้สึกหลากหลาย
สงสาร เห็นใจ เจ็บปวด ทว่าตัวเองเธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย เหตุเพราะโชคชะตาช่างเล่นตลกกับพวกเราเสียเหลือเกิน
อย่างไรคนที่พี่สาวรักถึงได้เป็นสายเลือดของหญิงชั่วช้าคนนั้นด้วย
หล่อนตายไปแล้ว แต่ก็ยังทิ้งความทุกข์เอาไว้กับพวกเราทุกคน แม้บิดากับมารดาจะไม่ได้เอ่ยปากอะไรออกมากับเรื่องนี้
แต่หนูนากับพี่สาวฝาแฝดก็ทราบดีว่าพวกท่านเองก็คงยากที่จะทำใจ ส่วนเฮียปราบก็ถึงขั้นไล่เอกราชให้ออกไปจากที่นี่จนมีปากเสียงกันกับปานตะวัน
พอเด็กคนนั้นทราบเรื่องทุกอย่างแล้วก็แทบจะตัดปัญหาด้วยการจะลาออกจากงานที่ทำอยู่ เหตุด้วยไม่อยากให้เธอกับณีนรินทร์ต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
ทว่ามันก็เพียงแค่นั้น เพราะคนมันได้กระหายอำนาจแล้ว อย่างไรก็สรรหาเรื่องอื่นมาบีบครอบครัวของเราอยู่ดี
ส่วนเรื่องณีนรินทร์กับเอกราช ในเมื่อมันเป็นมาเช่นนี้ก็คงจะสุดแล้วแต่ชะตากรรม เพราะต่อให้เฮียปราบไม่เข้าไปขัดขวาง หนูนาก็คิดว่าเอกราชเองก็รับเรื่องแบบนี้ไม่ได้อยู่ดี
แล้วมันต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เธอถึงจะได้เห็นพี่สาวของตนเองกลับมายิ้มสดใสอีกครั้ง
“ยังเมาอยู่ไหม ถ้าแกไม่คิดจะทำตัวดีขึ้นเลย จะได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาจัดการต่อ”
“พอจะคุยรู้เรื่องอยู่ อีกอย่างยายวันไม่ได้ยุ่งกับพวกรายวันแล้ว พี่เอกรู้คงจะดีใจมาก ๆ เลย หนูนากับริวยังพอติดต่อเขาได้อยู่ไหม”
“หนูติดต่อไม่ได้ คิดว่าพี่เอกอาจจะทิ้งเบอร์ไปแล้ว ส่วนไอ้ริวมันก็บอกว่าช่วงนี้นาน ๆ ทีพี่เอกถึงจะรับสายมัน”
“อ่า คงจะยุ่งมาก ๆ เลยเนอะ แต่แค่รู้ว่าเขาสบายดี พี่ก็ดีใจแล้ว ถ้าพวกริวจะส่งของไปให้พี่เอกเมื่อไหร่ บอกพี่หน่อยนะ ช่วงนี้ขยับตัวไปไหนลำบาก เพราะเฮียปราบให้คนมาดักรอที่โรงเรียนตลอดเลย”
หนูนาที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่พยักใบหน้ารับพี่สาว บวกกับต้องรีบกะพริบดวงตาถี่ ๆ เพื่อไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา
แล้วใยโชคชะตาถึงได้ใจร้ายกับบุคคลทั้งสองขนาดนี้ ยังดีที่เธอช่วยเรื่องแต่งงานของพี่สาวได้ ไม่เช่นนั้นไม่อยากจะคิดเลยว่าฝาแฝดของตนเองจะบอบช้ำแค่ไหน
ส่งคุณครูเข้าสอนที่โรงเรียนเสร็จ คนที่ไม่ได้ต่างอะไรจากเจ้าของโรงสีซึ่งขึ้นรับหน้าที่แทนบิดาตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ จึงมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองด้วยความเร็วของรถยนต์นำเข้า ก่อนเรียวคิ้วสวยจะขมวดเข้าหากัน ยามเห็นว่าเป็นสายจากใครที่ติดต่อเข้ามา
ไม่ได้เจอกันเพียงไม่กี่วัน สามีของหนูนาช่างตายยากเช่นบิดาของอีกฝ่ายจริง ๆ
“ว่า”
[ประโยคแรกที่ทักทายสามี?]
“แล้วจะให้ทักว่ายังไม่ตายอีกเหรอคะ แบบนั้นก็ได้นะ ฉันไม่ติดอะไรอยู่แล้ว” เสียงขบขันเล็กน้อยออกมาจากปลายสายยิ่งทำให้ณีนรานั้นนึกหงุดหงิดตั้งแต่เช้าของวัน หากแต่ก็ทำได้เพียงจิ๊ปากขัดใจออกไปเท่านั้น “แล้วจะขำหาอะไร คุณเสียสติไปแล้วจริง ๆ ใช่ไหมราชา ราชสีห์”
[ดุจัง]
“รีบว่าธุระของคุณมาได้แล้ว”
[เย็นนี้ค้างที่คฤหาสน์ธรรมดำรงสกุลนะครับ]
“เรื่องอะไร ฉันมีบ้านให้กลับ ไม่จำเป็นต้องไปอาศัยหลับนอนที่ไหน”
[เผื่อคุณณีนราลืมไปว่าเราแต่งงานกันแล้ว ตอนนี้ตัวเองใช้นามสกุลของใครอยู่ ต้องให้ผมทบทวนความทรงจำให้หรือเปล่า]
“ทำทานให้แค่ครั้งเดียว ไม่ใช่ว่าคุณจะมารุ่มร่ามยังไงกับฉันก็ได้”
[แต่ถ้าเป็นหนูที่ร้องขอ อันนี้ก็ไม่ใช่ความผิดแด๊ดหรือเปล่าคะ]
“คุณราชสีห์ ช่วงนี้ชีวิตมันสงบสุขมากหรือยังไง มีอะไรก็รีบแจ้งมา ทำไมฉันต้องอยู่ค้างที่นั่นด้วย จำได้ว่าพ่อผัวรังเกียจลูกสะใภ้คนนี้จนไล่ให้ไปอยู่เรือนหอที่โรงไม้ วันนี้จะเชิญเข้าบ้าน ว้าวจังเลยค่ะ”
[แขกคุณพ่อผมจะมาร่วมทานข้าวด้วยน่ะครับ แต่เขาต้องการความเป็นส่วนตัว]
“งั้นก็ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่ฉันจะต้องเสียเวลาไปหรือเปล่า”
[จำเป็นครับ พรุ่งนี้ต้องออกไดร์ฟกอล์ฟต่อ รบกวนคุณภรรยาช่วยมาทำหน้าที่เป็นของประดับส่งเสริมบารมีสามีด้วยสักวัน หาชุดที่มันสั้น ๆ เข้ารูปหน่อยก็ดีครับ แขกเขาชอบอะไรแบบนั้น]
“...”
[เจอกันเย็นนี้นะครับ คนสวย]
TBC.