ชวนเด็กน้อยซนตามประสาวัยแล้ว เห็นว่าเจ้าตัวเริ่มเหน็ดเหนื่อยจากเครื่องเล่นที่มันเหลือเพียงไม่กี่ประเภทอย่างแปลกตา พลบค่ำเลยตั้งใจว่าจะพาบุคคลที่ตัวเองได้รู้จักนามแล้วนั้นทานข้าวต่อ ค่อยจับจูงมือไปส่งบิดาที่แท้จริงแล้วเป็นสัปเหร่อในวัดนี่เอง
เห็นชะตากรรมของเก็น ก็ได้แต่นึกถึงใครบางคนที่ถูกครอบครัวตนเองสั่งให้ย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ที่อื่น ป่านนี้เอกราชที่อดีตเคยเป็นเด็กวัดเช่นกันจะเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนพี่สาวเธอนั้นซึ่งรักอีกฝ่ายไปหมดดวงใจแล้วก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปคล้ายกับตุ๊กตาไร้ชีวิตชีวา
ณีนราจึงหวังเพียงว่าความเจ็บปวดครั้งนี้ของทุกคนจะเบาลงในภายภาคหน้าได้บ้าง
“อยากกินอะไรล่ะเรา”
“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ผมก็เกรงใจพี่หนูนาจะแย่งอยู่แล้ว พ่อเองก็ด้วย”
หญิงสาวยกยิ้มเมื่อได้ยินแบบนั้น อีกทั้งก่อนหน้าจะพาลูกชายคนอื่นมาตะลอนทั่วทั้งงานแบบนี้เธอก็อาศัยจังหวะที่เก็นยังเล่นกับเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเพลิดเพลินอยู่เดินเข้าไปพูดคุยกับบิดาของเด็กน้อยเพื่อขออนุญาตแล้ว
และแน่นอนว่าหนูนาต้องเห็นหนุ่มชายที่นั่งมองตัวเองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าราชสีห์จะไปหาเสียงต่อกับบิดาหรือไม่ก็กลับโรงไม้ไปทำงาน แต่จะทำอะไรมันก็เรื่องของเขา เธอทำเพียงเดินกลับไปเล่นสนุกกับพวกเด็ก ๆ ต่อ ตอนนี้ก็เริ่มหิวแล้วเช่นเดียวกัน
“บอกแล้วไงว่าพี่รวย แค่นี้สบายมากไอ้เด็ก”
“...ถ้าเรามีเงินเยอะ ๆ เราจะสามารถเล่นได้ทุกอย่างแล้วก็ซื้อได้ทุกอย่างใช่ไหมครับ”
“ใช่”
หนูนาเลือกตอบออกไปแบบไม่ต้องโลกสวย เหตุเพราะที่เด็กน้อยเอ่ยถามออกมานั้นมันเป็นความจริงทุกประการ เงินซื้อได้แม้กระทั่งกับชีวิตมนุษย์เรา ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไหร่ ก็สามารถเสกทุกอย่างให้มากองอยู่ตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย
“ผมอยากเล่นได้ทุกอย่าง อยากกินอาหารอร่อย ๆ ทำให้พ่อไม่ต้องเหนื่อย ผมต้องทำยังไงเหรอครับ”
“ตั้งใจเรียน”
ไม่ใช่หนูนาที่กล่าวประโยคนั้นออกมา ทว่ากลับเป็นชายหนุ่มที่ไม่รู้ว่าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วฟังบทสนทนาของเธอกับเด็กคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
รวมไปถึงคำตอบที่มันดูจะโลกสวยขนาดนี้ก็ไม่น่าจะมาจากปากของราชา ราชสีห์ได้เลยสักนิด ไปล้มหัวกระแทกพื้นตอนเดินรอบโบสถ์เมื่อเช้าหรือเปล่าก็ไม่รู้
“ใครเหรอครับ”
“ฉันเป็นสา—”
“พวกลุงข้างบ้านน่ะ เราไปกันเถอะ พี่เองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน” หนูนารีบคว้ามือเด็กน้อยข้างกาย ออกแรงนิดหน่อยเก็นก็เลือกจะเดินตามกันมาติด ๆ แล้ว ส่วนผู้ชายคนนั้นก็อย่างที่บอกว่าเรื่องของเขา
“อ้าว หนูนา เอาหยังลูก” (อ้าว หนูนา เอาอะไรลูก)
“เก็น กินข้าวผัดกับหมึกย่างไหม”
“ผมตามใจพี่หนูนาเลยครับ”
“โอเค งั้นเอาเหมือนกันสองชุดนะจ๊ะป้า เสร็จแล้วเอาไปส่งหนูที่ร้านระบายสีได้เลย”
“ได้เลยลูก เดี๋ยวถึงคิวป้าจะให้เด็กมันเอาไปส่งให้”
สั่งมื้อเย็นกับแม่ค้างานบุญเสร็จ ณีนราก็พาเก็นแวะเข้ามาในร้านที่เด็กน้อยบอกอยากจะเล่นเป็นอย่างสุดท้ายต่อ
ลานนั่งระบายสีแน่นอนว่ามันต้องเต็มไปด้วยครอบครัว ไม่ก็คนที่มาเป็นคู่กันหรือพวกกลุ่มเพื่อน เมื่อก่อนเวลามีงานอะไรแบบนี้ตอนยังเด็ก ๆ บิดามารดาก็จะพาหนูนากับหนูณีมาเล่นด้วยกันตลอด
ตุ๊กตาปูนปั้นที่เลือกหยิบมาระบายสีก็มักจะเป็นสัตว์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของตัวเองที่หลายคนนั้นไม่ได้ชอบมัน อีกทั้งยังกลัว แต่หนูนาก็ไม่เคยเก็บเรื่องอะไรเช่นนี้มาคิดมากหรอก วันนี้เลยเลือกสัตว์ชนิดเดิมมานั่งระบายสีเป็นเพื่อนเด็กชายซึ่งเลือกชนิดของตุ๊กตาไม่ได้ต่างจากเธอ
“ทำไมถึงไม่เอาตัวที่มันเท่ ๆ ล่ะเก็น”
“ก็พี่หนูนาเท่สำหรับผมครับ ผมเลยอยากระบายตัวนี้แล้วเก็บไว้”
“ให้ตายสิไอ้เด็กคนนี้ แบบนั้นต้องตั้งใจเรียนมาก ๆ เลยนะรู้ไหม”
“แบบที่ลุงข้างบ้านบอก...”
“ฉันไม่ใช่ลุงข้างบ้านอะไรทั้งนั้น แล้วก็ขยับให้นั่งด้วยหน่อยได้ไหม”
หญิงสาวที่ใช้มือขาวลูบศีรษะของเด็กน้อยอยู่คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม ไล่ทางอ้อมขนาดนั้นแล้วไม่คิดว่าเจ้าของโรงไม้จะตามกันมาถึงนี่ แล้วนั่นอะไร หยิบปูนปั้นสิงโตมาระบายกับพวกเธอหรือ ทำตัวแปลกตั้งแต่นั่งมองเธอกับเด็กคนนี้เล่นเครื่องเล่นแล้ว
“อ๋อ ได้เลยครับพี่ชาย”
จบประโยคที่น่าจะถูกใจอีกฝ่ายมากน่าดู เขาก็ควักธนบัตรใบเทาออกมาวางตรงหน้าเด็กน้อยจนหนูนาต้องอ้าปากค้าง
หัวสมองของราชสีห์คงจะได้รับการกระทบกระเทือนมาจริง ๆ ไม่ก็ยังคงสร้างภาพอยู่ เหตุเพราะตั้งแต่เขามานั่งร่วมวงด้วย หนูนาก็รู้สึกได้เลยว่าเริ่มมีหลายคนจับจ้องมาที่เราด้วยสายตาชื่นชม
“ทำอะไรของคุณ”
“เขาเป็นเด็กดี ผมก็แค่ให้รางวัล”
“นิสัยใช้เงินกับทุกอย่างแก้ไม่หายจริง ๆ”
“ครับ ผ้าหลุดผมก็พร้อมจ่ายให้ได้เสมอด้วยนะ”
“คุณราชสีห์!” แม้เขาจะโน้มใบหน้าหล่อมาพูดเสียงเบาให้ได้ยินกันเพียงสองคน แต่ก็ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเอาเสียเลย
“คุยอะไรกันเหรอครับ”
หนูนาแทบจะได้กระชากคอเสื้อของผู้เป็นสามีลากออกไปสั่งสอนนอกงานแล้วที่กล่าวอะไรออกมาโดยไม่อายปาก และยังดีที่เก็นนั้นยังอยู่ในวัยไม่เข้าใจเรื่องอะไรแบบนี้ ทว่าราชสีห์ก็ไม่สมควรจะปากพล่อย
“เปล่า ๆ เรารีบระบายกันเถอะ เสร็จแล้วจะได้รีบกินข้าว แล้วเดี๋ยวพี่จะได้เดินไปส่ง”
“ครับ แล้วเงินนี่ล่ะครับ”
“เก็บเอาไว้ใช้จ่ายกับพ่อ ฉันให้เพราะอยากให้”
สิ้นคำของชายแปลกหน้าซึ่งตามติดมาตั้งแต่เล่นเครื่องเล่นเสร็จ เด็กน้อยที่พอรู้ความอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เจนโลกอะไรเลยหันไปขอคำตอบจากพี่สาวใจดี พบว่าเธอพยักใบหน้าให้พร้อมกับรอยยิ้ม เด็กชายเลยยอมเก็บมันใส่กระเป๋าเอาไว้อย่างดี และจะตั้งใจเรียนแบบที่ผู้ใหญ่บอก
กว่าจะนั่งระบายสีและทานข้าวเสร็จก็เกือบจะดึกดื่นที่หนูนาและผู้เป็นสามีเดินไปส่งเด็กน้อยให้ถึงมือของผู้ปกครอง ก่อนณีนราที่หันหลังหวังจะตรงไปยังรถเพื่อกลับบ้านเลยจะต้องฉงนใจกับเจ้าของโรงไม้เป็นรอบที่ล้านแปด
“อะไรของคุณอีก”
“แลกกันแบบที่เด็กคนนั้นทำ”
“หมายถึง คุณอยากได้ปูนปั้นที่เก็นเพิ่งแลกกับฉันเมื่อกี้?”
“ใช่”
แน่นอนว่าของเธอกับเก็นนั้นเป็นปูนปั้นสัตว์ชนิดเดียวกัน นั่นคือหนูตัวเล็ก ต่างแค่สีซึ่งระบายตามประสาเด็กที่ยื่นมาแลกกับของเธอก่อนเด็กคนนั้นจะวิ่งไปหาบิดา
แล้วอย่างไรราชสีห์ต้องอยากเลียนแบบพฤติกรรมของเด็กคนหนึ่งด้วย รวมถึงระหว่างเดินมาส่งยังไม่ยอมให้เธอจับมือเด็กน้อยแล้วด้วย
“ไม่อยากแลก”
“...ทำไม”
“คุณก็แหกตาดูบ้างคุณราชสีห์ ระบายเลอะเทอะไม่ได้เรื่องขนาดนี้ สู้ให้ฉันเก็บของเก็นไปเป็นที่ระลึกยังจะดีกว่า”
“แสนหนึ่ง”
“อะไร?”
“ให้แสนหนึ่งจะแลกหรือเปล่า”
“เงินซื้อหนูนาไม่ได้ เผื่อคุณลืม”
“สอง”
“สองแสน?”
“สองล้าน เอาหนูตัวนั้นมาแล้วเก็บของผมไปแทน”
TBC.