แกรก~!
ด้ามจับประตูถูกมือหนากดลงเปิดให้บาร์เทนเดอร์หนุ่มเข้าไปในห้อง ไม่ทันที่วสันต์จะออกปากขออนุญาตเข้าไปข้างใน ก็ต้องเงียบฟังเพราะดันได้ยินอะไรดีๆ เข้า
เฌอริตานั่งบนเก้าอี้หันหลังให้โต๊ะทำงาน ยกมือแนบหูคุยโทรศัพท์เสียงดัง ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ามีคนเปิดประตูห้องทำงานตนเองเข้ามาแล้ว
“ริต้าก็ทำตามที่พ่อบอกแล้วไงคะ! นี่ให้พี่เข็มทิศเข้ามาทำงานในร้านตามที่พ่อสั่ง ริต้าดื้อตรงไหน...” เสียงของเธอดังใช่ย่อย ดูเหมือนกำลังหัวร้อนสุดๆ กับปลายสาย “ริต้าถึงบอกว่าขอเวลาไง ขอศึกษาดูใจกันก่อนได้ไหมคะ เราเพิ่งรู้จักกันไม่กี่วันเอง”
คนสวยถอนหายใจดังหนึ่งกรุบ มิหนำซ้ำยังกระแอมไอจากการกระแทกเสียงสู้กับบิดาจนรู้สึกกระหายน้ำขึ้นมา
วสันต์ยืนฟังเก็บเป็นข้อมูลเงียบๆ ขยับตัวเดินถือเครื่องดื่มวางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงยืนฟังต่อไปโดยที่เจ้าของห้องไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย
ดูเหมือนอาเจ๊คนสวยจะรู้จักมักจี่ไอ้เวรนั่นจากการแนะนำของพ่อแม่
คลุมถุงชนสินะ นิสัยเหมือนแม่ของเขาเลย
“นัดพี่เขาแล้วค่ะ เดี๋ยวจะคุยเรื่องที่พ่อสั่งหลังเลิกงาน แค่นี้ก่อนนะคะ ต้องรีบไปปิดบัญชีร้าน”
เธอเองก็ปีกกล้าขาแข็งไม่น้อย กล้าตัดสายพ่อก่อนจะหมุนเก้าอี้หันกลับมาหาโต๊ะทำงาน จึงได้เห็นว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังยืนหัวโด่ถือถาดยิ้มแฉ่งให้
“ใครอนุญาตให้เข้ามา พวกหน้าห้องปล่อยนายเข้ามาได้ยังไง” เธอปั้นเสียงดุใส่ เนื่องจากไม่แน่ใจว่าเขาได้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อกี้หรือเปล่า
คนถูกด่าสะกดคำว่าสะทกสะท้านไม่เป็น แถมยังถือวิสาสะนั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า มองมายังเจ้านายคนสวย
“จะว่ายังไงดี เรนนี่ว่าอาเจ๊เดินเกมพลาดตั้งแต่รับมันเข้าทำงานแล้วให้ตำแหน่งสูงกว่า ไม่งั้นเรนนี่คงช่วยเจ๊เรื่องมันได้มากกว่านี้”
“ไม่เคยขอให้ช่วย อีกอย่างนายประสบการณ์ไม่พอ ไม่งั้นพี่เข็มทิศคงเอาเรื่องนี้ไปฟ้องพ่อ” เฌอริตาอธิบายด้วยน้ำเสียงเจือหงุดหงิด พอนึกขึ้นได้ว่าเผลอระบายเรื่องส่วนตัวกับให้คนไม่ชอบหน้าฟังก็ยิ่งออกอาการหัวร้อน “ออกไปได้แล้ว! ฉัน-จะ-ทำ-งาน!!”
เธอเน้นย้ำทีละคำชัดแจ๋ว แถมยังใช้นิ้วชี้จิ้มปากให้เขามองตามทุกคำ
แต่นอกจากอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกรู้สา ยังเอาหูทวนลมแล้วพูดต่อหน้าตาย
“ให้ผมเป็นไม้กันหมาดีไหม คอยช่วยสอดส่องดูไม่ให้มันทำอะไรแปลกๆ ด้วยก็ได้”
เขาขันอาสายัดเยียดตนเองไปเป็นพวกของเธอโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายต้องการความช่วยเหลือจากตนเองหรือไม่
“ไม่เอา”
“บางทีมันอาจจะวางยาลงในเครื่องดื่ม หวังรวบหัวรวบหางอาเจ๊แบบในละครหลังข่าวก็ได้” คนตื๊อยังหาเหตุผลมาหว่านล้อมไม่พัก
คำพูดนั้นทำให้เฌอริตาหลุบตามองแก้วเครื่องที่วสันต์นำมาให้ตนเองพร้อมหรี่ตาจับผิด นั่นทำเอาชายหนุ่มหัวเราะ เพราะดันเข้าใจสาเหตุของสายตานั้น เธอกำลังระแวงว่าเป็นเขาเสียเองที่จะวางยาเธอ
มือหนาจึงหยิบม็อกเทลสีสันสดใสขึ้นมาดื่มต่อหน้า รสชาติมันเป็นไปตามสูตรของร้านอย่างที่ถูกพนักงานเก่าสอนมาไม่มีผิดเพี้ยน ความจริงแล้วเขาแค่อยากทำเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของร้านมาให้เจ้านายอย่างเธอชิมเอาหน้า เผื่อจะเห็นว่าเขาเก่งแล้วเลิกใส่ตำแหน่ง ‘ผู้ช่วย’ หน้าตำแหน่งของเขาเสียที
อยู่อัลฟาได้เป็นรองประธาน มาอยู่ที่เชอร์รี่ยังจะได้เป็นแค่ผู้ช่วยอีก
“พูดมาก เก็บแก้วแล้วลงไปทำงานให้เสร็จ แล้วอย่าขึ้นมาอีกถ้าฉันไม่เรียก”
น้ำเสียงขึงขังออกคำสั่งอย่างวางอำนาจในฐานะเจ้าของร้าน แต่คนตัวโตยังเอาแต่นั่งดูดน้ำจ้องหน้ากวนประสาทไม่ยอมลุกจึงต้องใช้ไม้แข็ง
“ใครอยู่หน้าห้อง เข้ามาลากไอ้บ้านี่ออกไปที!” เสียงหวานตะโกนเรียกลูกน้องหน้าห้องตนเอง ทว่านอกจากจะไร้เสียงตอบรับ ไอ้บ้าที่ว่ายังระเบิดหัวเราะใส่หน้าเธอราวกับมองตัวตลก
“หึ ไม่มีใครอยู่หน้าห้องอาเจ๊ขาทั้งนั้นแหละ เขาลงไปมุงดูคนตีกันหน้าร้านหมดแล้ว!”
“อะไรนะ!!”
คนที่เพิ่งรู้ว่ามีเหตุทะเลาะวิวาทนั่งไม่ติด รีบคว้าโทรศัพท์ส่วนตัวเดินลงบันได โดยมีร่างสูงเดินตามประกบด้วยท่าทีสบายๆ
เธอบ่นเข้าตลอดทางเรื่องที่ไม่รายงานเหตุการณ์ให้เร็วกว่านี้ ในขณะที่คนถูกบ่นกลับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ชอบใจที่อาเจ๊คนสวยคุยกับตนเองนอกเหนือจากในห้องทำงาน
ทั้งคู่เดินลงมาถึงหน้าร้าน จึงได้เห็นว่าเป็นผู้ชายชื่อเบนซ์และแก๊งเพื่อนอีกสามสี่คนกำลังทะเลาะเสียงดังกับบอดีการ์ดหน้าร้าน ใบหน้าของอดีตเพื่อนเก่าฟกช้ำจากการถูกต่อย ในขณะที่สองแขนกำลังถูกเพื่อนดึงเอาไว้ให้หยุดก่อเรื่อง
วสันต์ยักไหล่ยกยิ้มพอใจ เขาไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น กล้องไม่มี หลักฐานก็ไม่มี จากนั้นจึงยกมือสะกิดไหล่เล็กของแยมมี่ เรียกให้เธอที่กำลังถ่ายวิดีโอเตรียมเอาไปโพสต์ลงโซเชียลให้หันกลับมาดู ว่าเจ้านายสาวลงมาดูเหตุการณ์แล้ว
“อุ๊ย! เจ๊ริต้ามา” แยมมี่รีบกดหยุดอัดวิดีโอ ในขณะที่คนอื่นๆ รีบทยอยกลับเข้าร้านไปทำงานต่อเพราะรู้ว่าเจ้านายไม่ชอบให้อู้งาน
“เกิดอะไรขึ้นแยมมี่” ริมฝีปากอวบอิ่มเอ่ยถามพนักงานตำแหน่งแคชเชียร์ถึงสาเหตุการทะเลาะวิวาท
“เอ่อ เหมือนรถลูกค้ายางแบน แล้วโวยวายให้เรารับผิดชอบเรียกรถยกให้ค่ะ”
“รถยางแบน? แล้วเกี่ยวอะไรกับเรา อาจจะไปเหยียบตะปูหรืออะไรสักอย่างมาจากข้างนอกก็ได้”
“ยะ แยมมี่ไม่ทราบค่ะ ลองให้พี่เรนนี่ไปถามสิคะ เพราะลูกค้าคนนั้นเป็นเพื่อนพี่เรนนี่”
คนถูกพาดพิงชะงัก รีบยืดตัวตีหน้าเศร้าก่อนที่เจ้านายสาวจะหันมาจ้องจับผิดตนเองเพียงเสี้ยวนาที
“เพื่อนเก่าน่ะ เลิกคบกันไปแล้ว ลูกไฮซ้อไฮโซจะมาอยากสุงสิงอะไรกับคนตกอับแบบพี่ล่ะแยมมี่” ประโยคช่วงแรกเขาบอกกับเธอ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการหันไปคุยกับแคชเชียร์สาวหาพรรคพวก
แต่เฌอริตากลับเป็นฝ่ายลากต้นแขนล่ำออกมาหลบมุมคุยกัน ชี้นิ้วเค้นเอาความจริงจากอีกฝ่ายเสียงเข้ม
“นายทำใช่ไหม?”
วสันต์ส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน พยายามซ่อนรอยยิ้มขบขันของตนเองจนหน้าดำหน้าแดง
“จะบ้าเหรอ อาเจ๊เพิ่งขู่ผมว่าถ้าเรนนี่สร้างเรื่องจะไล่ออก ใครมันจะอยากตกงานในตอนที่หนี้สินท่วมตัวกันครับ~”
“นายทำแน่ๆ”
“แล้วมีหลักฐานไหมล่ะว่าเรนนี่ทำ” เขาท้าทายสายตาดุดันของเจ้านายคนสวย พร้อมกับจับมือข้างที่ชี้หน้าตนเองจนเฌอริตาต้องชักมือออกจากการเกาะกุม “วันนี้ผมขยันทำงานนะ บิลรับงานที่เป็นชื่อผมมีตั้งหลายใบ ไม่เชื่อไปเปิดหาดูสิ”
“นายนี่มัน...”
“หรือถ้าอาเจ๊คนสวยไม่ไว้ใจเรนนี่ จะลงจากหอคอยงาช้างมานั่งจับผิดตอนทำงานก็ได้นะครับ เรนนี่ยินดี”
ชายหนุ่มกล่าวจบก็ขยิบตาขี้เล่นให้ ก่อนจะเป็นฝ่ายหมุนตัวเดินกลับเข้าร้านเพื่อทำความสะอาดเคาน์เตอร์ต่อ ทิ้งหญิงสาวไว้กับความเจ็บใจ
เมื่อกลับมาถึงเคาน์เตอร์ประจำตำแหน่ง วสันต์จึงเห็นว่าเด็กเส้นของพ่อเธอกำลังสร้างภาพขยันขันแข็งด้วยการทำทียืนเช็ดโต๊ะ ทว่าสายตาของผู้ชายด้วยกันมันดูออก เข็มทิศเอาแต่จับจ้องเฌอริตาที่ยืนหน้าเครียดสั่งลูกน้องเคลียร์เรื่องทะเลาะวิวาทบริเวณหน้าร้าน
‘นัดพี่เขาแล้วค่ะ เดี๋ยวจะคุยเรื่องที่พ่อสั่งหลังเลิกงาน’
นึกอะไรดีๆ ออกแล้ว
วสันต์ทำทีเดินล้วงกระเป๋าเข้าไปหาเข็มทิศด้วยสีหน้ารำคาญใจ อีกคนก็หูไวตาไวสังเกตเห็นและรีบหันมาประจันหน้ากัน
“อย่าหาเรื่องฉันเชียวนะ แกคงไม่รู้ว่าฉันกับน้องริต้า...”
“เจ๊ฝากมาบอกให้กลับบ้านได้เลย ที่นัดคุยกันวันนี้ขอเลื่อนไปก่อน” ไม่รอให้คู่แข่งพูดจบ เพลย์บอยหนุ่มชิงพูดแทรกทันทีด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น
เขากำลังแอ็กติ้งว่าไม่ชอบเข็มทิศ แต่ต้องเดินมาคุยด้วยตามคำสั่งของเจ้านายสาว
“...โกหก” เข็มทิศชั่งใจมองหน้า ดูเหมือนจะไม่เชื่อสิ่งที่เพลย์บอยหนุ่มพูดแม้แต่น้อย
ทันใดนั้นสวรรค์ก็เข้าข้าง เสียงไซเรนรถตำรวจที่บอดีการ์ดโทรแจ้งให้มาระงับเหตุดังขึ้นแทรก ตามด้วยการที่เฌอริตาเดินพ้นเขตร้านเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่
“แหกตาดูเองละกัน คงจบที่สถานีตำรวจนู่นแหละ” คนตัวสูงกว่าพูดจบก็ทำทีไม่สนใจ เดินออกไปช่วยพนักงานคนอื่นเก็บร้าน ทั้งที่ความจริงยังลอบสังเกตเข็มทิศเป็นระยะ
กระทั่งเห็นว่ามือหนาโยนผ้าเช็ดโต๊ะลงบนอ่างล้างมือด้วยความหงุดหงิด เดินหนีหายเข้าไปในห้องแต่งตัวพนักงาน แม้ไม่รู้ว่าเรื่องสำคัญที่ทั้งคู่ต้องคุยกันคืออะไร แต่ถือได้ว่าแผนการผ่านไปได้สวย
“ฟางกลับบ้านเลยก็ได้นะ ตำรวจมาแล้ว” บาร์เทนเดอร์หนุ่มบอกบริกรหญิงที่ยังง่วนอยู่กับการยกเก้าอี้ขึ้นบนโต๊ะลำพัง
“ฟางยังเก็บโต๊ะไม่เสร็จเลยค่ะคุณ เอ๊ย! พี่เรนนี่”
“เดี๋ยวเรนนี่จัดการต่อเอง กลับไปพักเถอะ เป็นผู้หญิงกลับดึกดื่นมันอันตราย” น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยเผยออกมาพร้อมอวดลักยิ้มซุกซน ไม่ลืมที่จะปิดท้ายด้วยประโยคแบบพ่อไมโครเวฟ “เรนนี่ห่วงฟางน่ะ”
ร้อยทั้งร้อยเจอประโยคแสดงความห่วงใยแบบนี้เข้าไปคล้อยตามทุกคน พนักงานสาวพยักหน้าแก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย รีบยกมือโบกลาเขาด้วยความเขินอาย
เรนนี่บอกแล้ว ว่าผู้หญิงส่วนใหญ่อาจจะชอบคนหล่อ แต่ถ้าหล่อแล้วใส่ใจด้วยก็อาการงี้กันทุกคน
“กลับบ้านดีๆ นะ เอ้อ! ฝากบอกคนอื่นๆ ในห้องแต่งตัวด้วยว่าออกทางหลังร้านดีกว่า ไม่งั้นถูกตำรวจเรียกตัวไปโรงพักด้วยคงได้กลับบ้านเช้า”
“ได้เลยค่ะ ขอบคุณพี่เรนนี่นะคะ ^^”
“ขอบคุณน้องฟางเช่นกันค่ะ”
“ขอบคุณฟางทำไมคะ?”
“ก็...อยากขอบคุณเฉยๆ ไงคะ ขอบคุณที่วันนี้แต่งตัวสวยก็ได้ เรนนี่มองเพลินมาก”
พนักงานสาวยิ้มกว้างกับคำชม ยกมือจับผมจับแก้มตนเองไม่หยุด ก่อนจะวิ่งหายไปเปลี่ยนชุดกลับบ้าน
เจ้าของร่างกายแข็งแรงใช้เวลาไม่นาน เก้าอี้ทุกตัวในร้านก็ถูกยกขึ้นโต๊ะเก็บเป็นระเบียบ พอดีกับเฌอริตาพูดคุยกับตำรวจเสร็จและเดินกลับเข้ามาในร้าน
ร่างอรชรหันมองซ้ายมองขวา จากนั้นจึงปะทะสายตาเข้ากับวสันต์ที่กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์บนเก้าอี้ทรงสูงหน้าบาร์เครื่องดื่ม
“เห็นพี่เข็มทิศหรือเปล่า?”
“กลับไปแล้วครับ”
“กลับไปแล้ว!?” คนตัวเล็กเลิกคิ้วขึ้นด้วยความงุนงง “กลับแล้วจริงอะ?”
“ก็เห็นเดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ออกไปทางหลังร้านแล้วนะ”
“ได้ไง... นัดเอาไว้แล้วแท้ๆ”
หญิงสาวบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ขี้เกียจเกินกว่าจะตามเขากลับมาคุยกันอีกในวันนี้จึงได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ โดยไม่ทันได้เห็นว่าคนที่ตนเองเพิ่งสนทนาด้วยเปรยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจกับแผนการร้ายของตนเอง