อารัมภบท
ณ ร้านขายรถมือสอง
เงินก้อนหนึ่งถูกยื่นส่งให้กับสาวสวยในชุดนักศึกษา เสื้อช็อปสีแดงที่ทับอยู่ด้านนอก บอกถึงคณะที่เธอเรียนได้เป็นอย่างดี
“ขอเพิ่มอีกสักพันไม่ได้เหรอเฮีย”
เธอเอื้อมมือรับเงินก้อนนั้นจากมือเจ้าของร้านร่างอ้วนท้วนขึ้นมานับ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นร้องขอให้เห็นใจ
“นี่อั๊วก็ช่วยสุด ๆ แล้วนา แต่รถลื้อมันเก่ามากจริง ๆ ไม่น่าจะขายได้ถึงสองหมื่นด้วยซ้ำ”
ชายอ้วนกอดอกมองมาที่พิกแล้วเดินหันหลังกลับเข้าไปในร้าน เปิดโอกาสให้เธอได้กอดลารถคันเก่งที่อยู่ด้วยกันมานาน
“ทับทิมกรอบลูกแม่ ไว้แม่หาเงินได้เมื่อไหร่จะตามมาไถ่คืนนะลูก ถ้ายังไม่มีใครมารับหนูไปอยู่บ้านใหม่ซะก่อน”
มือเล็กเรียวลูบสัมผัสรสสีแดงอย่างอาลัยอาวรณ์ พร้อมกับแนบหน้าใส่กระจกรถราวกับไม่พร้อมจะทิ้งไป แต่จะให้ทำยังไงได้ เธอไม่มีหนทางที่ดีกว่านี้แล้ว เพราะอีกแค่สองวันเท่านั้นก็จะหมดเขตจ่ายค่าเทอมรอบสุดท้าย อีกแค่นิดเดียวเธอก็จะเรียนจบแล้ว ตอนนี้มีสมบัติอะไรจึงต้องขนมาขายไปก่อน ไม่เว้นแม้แต่ไอ้ทับทิมกรอบ รถคู่ใจที่แม่ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีมาแล้ว
“น้อง”
พนักงานในร้านเอ่ยเรียกพร้อมกับยกมือขึ้นสะกิดเบา ๆ เธอถึงได้หลุดออกมาจากห้วงความรู้สึกที่ยากลำบาก แล้วเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่อยู่ในชุดพนักงานของร้าน
“ร่ำลาเสร็จยัง จะเข็นเข้าร้าน”
เขาเอ่ยเสียงห้วนพร้อมกับยกแขนขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาจากหน้าผาก เนื่องจากทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย โรงรถก็ใหญ่ แต่เถ้าแก่ขี้เหนียวจึงจ้างพนักงานมาเพียงน้อยนิด
“แป๊บหนึ่งพี่”
เธอตอบเสียงเศร้าสร้อยพร้อมแนบหน้าลงกับเบาะรถพลางหลับตาพริ้ม เพราะรู้ดีว่านี่อาจจะเป็นการกล่าวลาครั้งสุดท้าย เธอกับเจ้าทับทิมกรอบอาจจะไม่มีทางได้กลับมาเจอกันอีกเลย
“เร็ว ๆ ต้องไปดูรถคันอื่นต่อเนี่ย”
“อืม ๆ ลาเสร็จแล้ว เข็นไปเลย”
เธอถอนหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ขนาดจะร่ำลากันยังมีเวลาให้เพียงแค่น้อยนิด ไม่เพียงพอให้เธอได้ทำใจเลย
หลังจากที่ตัดสินใจขายยานพาหนะคู่ใจ เธอก็ต้องเดินกลับมาที่ห้องเช่าที่ห่างออกไปไกลอยู่พอสมควร เดินจนเหนื่อยหอบกว่าจะมาถึงหน้าห้อง แต่พอถึงที่หมายกลับทำให้เธอเจอเข้ากับบางอย่างที่ทำให้ขาแทบทรุด
มือที่แทบไร้เรี่ยวแรงเอื้อมหยิบแผ่นกระดาษสีขาวแผ่นใหญ่ที่ติดอยู่หน้าห้อง ด้านในมีใจความว่าเธอค้างค่าเช่ามา 3 เดือนแล้ว หากไม่ชำระ เจ้าของหอจะนำกุญแจมาล็อกห้องของเธอไว้
“มีแต่เรื่องจริง ๆ”
เธอพึมพำพลางถอนหายใจออกมาอีกรอบของวัน จากนั้นก็ขยำกระดาษปาทิ้งลงถังขยะที่วางอยู่ด้านหน้า แต่มันกลับแรงเกินไปนิดหน่อย เป็นเหตุให้ก้อนกระดาษลอยผ่านถังขยะไป
“ทำไมชีวิตช่วงนี้มันหยิบจับอะไรก็เฮงซวยไปหมดเลยวะ!”
คนที่หัวร้อนก่อนหน้าเดินตรงไปยังก้อนกระดาษอันเดิมที่ตนโยนไม่ลงถัง จากนั้นก็คว้ามันขึ้นมาปาใส่ถังขยะสุดแรงที่มี ราวกับต้องการระบายอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ภายใน
“มีแต่เรื่องให้ปวดหัวโว้ยย!!”
ตุบ ตุบ!
มือที่สั่นเทาคว้ากำปากถังขยะสีเหลืองใบใหญ่ไว้แน่น ก่อนจะกระหน่ำเตะอย่างบ้าคลั่งด้วยความเก็บกด ทำเอาของที่เหม็นหึ่งอยู่ภายในถังนั้นปลิวกระจายออกมานอกบริเวณ แต่กระนั้นเธอก็ยังไม่ยอมหยุดจนกระทั่ง...
โผละ!
ถังสีเหลืองที่มองผิวเผินดูแข็งแรงทนทาน แต่พอโดนเธอกระหน่ำเตะเป็นกระสอบทรายไปสิบกว่าทีมันกลับแตกออกง่าย ๆ นาทีนี้เธอถึงได้รู้ว่าความซวยมาเยือน พอหันไปมองที่หน้าห้องเจ้าของหอ เห็นว่ามีเสียงปลดล็อกประตูเธอก็ไม่รอช้า รีบพุ่งตัวกลับเข้าห้องของตัวเองพร้อมกับปิดประตูแน่น
“เชี่ยเอ๊ย! หมาตัวไหนมาคุ้ยขยะอีกวะเนี่ย”
พิกที่ยืนพิงประตูได้แต่เกร็งตัวนิ่ง พร้อมกับเอียงหูฟังสถานการณ์ด้านนอก ได้ยินเสียงเจ้าของหอบ่นอุบแล้วเดินวนอยู่ข้างถังขยะอยู่สักพักใหญ่ ๆ ก่อนที่เธอจะเงียบหายไป
“เฮ้ออ นึกว่าจะซวยอีกซะแล้ว”
คนตัวเล็กผ่อนลมหายใจออกมาหนัก ๆ พลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ แต่ก็ต้องเบ้หน้าย่นจมูกเพราะปะทะเข้ากับกลิ่นไม่พึงประสงค์
“กลิ่นอะไรวะ ขมคอฉิบหาย”
จมูกโด่งเริ่มสูดดมหากลิ่นที่ชวนให้เวียนหัวนี้ ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาดมและพบว่ามันคือกลิ่นที่มาจากมือของเธอ น่าจะเกิดจากการที่จับปากถังขยะเมื่อครู่นี้
“ถึงว่า... กลิ่นมันอยู่ใกล้ ๆ”
เธอส่ายหน้าอย่างเหนื่อยอ่อนก่อนจะตรงเข้าไปล้างมือบนซิงค์ เสร็จจากนั้นถึงได้กลับมานั่งบนโต๊ะทำงานแล้วหยิบเงินที่หามาได้ทั้งหมดมานับรวม
“เจ็ดสิบแปด... เจ็ดสิบเก้า...”
แกร๊ง ๆ
กระปุกสีฟ้าถูกยกขึ้นมาเขย่าอย่างแรง ก่อนที่เศษเงินเหรียญสุดท้ายจะร่วงแหมะลงที่หน้าตัก
“แปดสิบพอดี”
เธอเริ่มนับรวมเงินทั้งหมดใหม่อีกครั้งอย่างตื่นเต้น รอลุ้นว่าเงินที่หามาได้มีมากแค่ไหนแล้ว แต่พอเห็นยอดกลม ๆ ก็แทบลมจับ เพราะนี่มันยังไม่ถึงครึ่งของค่าเทอมเลย
“เพิ่งสามหมื่นห้าเองเหรอเนี่ย...”
พิกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างหมดแรง หากแม่เธอยังอยู่ และครอบครัวของเธอยังร่ำรวยเหมือนก่อนหน้า มันคงไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
มหาวิทยาลัยที่เธอเข้าเรียน นับได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ใคร ๆ ก็เรียกว่ามหาวิทยาลัยของคนรวยกันทั้งนั้น และที่เธอได้เรียนที่นี่ก็เพราะเกรดถึงเกณฑ์ แถมเงินทางบ้านก็พร้อมซัปพอร์ต สามารถจ่ายค่าเทอมหลักแสนได้สบาย ๆ แต่ตัดภาพมาตอนนี้สิ
“เอาไงดีวะ นี่ก็เทอมสุดท้ายแล้ว”
พิกยกเข่าขึ้นกอดบนเก้าอี้ สายตาลอยเคว้งอย่างหมดหวัง เหมือนว่าทางข้างหน้ามืดมนไปหมด หากจะหยิบยืมเพื่อนสนิท เธอก็เกรงใจ เพราะค่าเทอมรอบก่อนเธอยังใช้คืนเพื่อนไม่หมดเลย ตอนนี้ยังเหลือค้างอีกตั้งสามหมื่น แม้เพื่อนเธอจะไม่เคยมีปัญหาในเรื่องนี้ แต่เธอก็ไม่ชอบเป็นหนี้บุญคุณใครอยู่ดี ยังไม่นับรวมเรื่องที่เธอถูกคนในมหาลัยบูลลี่ และกล่าวหาว่าเธอคบเพื่อนรวยเพื่อหวังเกาะ เธอไม่อยากถูกมองว่าไร้ศักดิ์ศรี แม้ว่าตอนนี้... คนทั้งมหาวิทยาลัยจะมองเธอเป็นแบบนั้นแล้วก็ตาม