อารัมภบท
อารัมภบท
หนึ่งในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง สิงคโปร์ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ผิดกับพื้นที่ขนาดเล็กใหญ่กว่าจังหวัดภูเก็ตประเทศไทยไม่มาก แต่การจัดการภายในทำให้เศรษฐกิจของที่นี่เติบโตรวดเร็วมากสองคนพี่น้องเดินเคียงคู่กันเพื่อกลับบ้านเหมือนอย่างเคย เรือนร่างอรชรของอีกคนหยุดเดินก่อนจะหันไปพูดคุยกับพี่สาว ใบหน้าสวยริมฝีปากรูปกระจับเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำแต่งเติมหน้าเพียงเล็กน้อย เรือนผมสีไวน์แดงยาวสลวยถึงกลางหลังดวงตากลมโตสีดำสนิทขนตางอนยาวมีเสน่ห์จับจ้องมองใบหน้าของอีกคน นาเนีย เปล่งน้ำเสียงหวานพูดจากับพี่สาวทีละคำพูดทีละประโยค
“นาเดียจะบอกแม่ว่ายังไง จะบอกว่าอยากกลับไปใช้ชีวิตที่ประเทศไทยอย่างงี้เหรอ”
“ใช่ เดียอยากกกลับไปหางานทำที่นั่นคิดว่าไงอยากไปอยู่ด้วยกันไหม”
สาวเจ้าระเบียบกลุ่มผมสีน้ำตาลเข้มขยับปากตอบกลับน้องสาวไม่พอเธอยังทิ้งทวนคำถามชวนคิดมากให้แก่นาเนีย ร่างบางยกท่อนแขนขึ้นกอดอกพลางครุ่นคิดทบทวนคำตอบอยู่ภายในใจ นาเดีย ตัดสินใจเล่าเรื่องที่เธออยากกลับไปใช้ชีวิตในประเทศไทยให้น้องสาวฟังโดยไม่ต้องมีอะไรปกปิด ซึ่งเธอยังไม่ทันจะเล่าเรื่องนี้ให้พ่อกับแม่ฟัง ไม่รู้ว่าพวกท่านจะเห็นด้วยหรือไม่แต่การตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอและน้องสาวไปตลอดกาล
“แต่พ่อกับแม่ยังอยู่ที่นี่นะ เดียจะไม่คิดถึงพ่อกับแม่เหรอ”
“คิดถึงสิแต่เดียโตแล้วนะ”
“เรากลับบ้านกันดีกว่า เนียหิวแล้ว”
ร่างบางของสองพี่น้องก้าวเท้าเดินกลับบ้านอย่างที่ตั้งใจในตอนแรก เกือบยี่สิบห้าปีนิวาหอบลูกมาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในประเทศสิงคโปร์พร้อมกับสามีใหม่อย่าง ออสติน เคหะของรัฐบาลจำนวนสามห้องนอนสี่ห้องน้ำซึ่งราคาถูกกว่าการควักเงินซื้อคอนโดเอกชน สร้างครอบครัวแสนอบอุ่นมีลูกสาวสองคนกับผู้ชายสิงคโปร์แต่กำเนิดทว่าดันไม่ใช่สายเลือดของออสตินเลยแม้แต่คนเดียว
นาเดีย พี่สาวว่ากันว่านิวารับมาเลี้ยงก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวร ส่วนลูกสาวคนเล็กอย่าง นาเนีย ขึ้นชื่อว่าเป็นสายเลือดเดียวกันกับเธอแท้ๆ และเธอคือลูกสาวของกันยา อดีตคนรักที่จากโลกไปนานสิบปี เวลาผ่านไปไวราวกับโกหกลูกสาวของเธอทั้งคู่เติบโตเต็มวัย หญิงวัยกลางคนเข้าครัวเพื่อเตรียมอาหารรอสามีและลูกกลับจากด้านนอก ฝ้าหม้อที่ยกขึ้นส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลของอาหาร
“ทำอาหารเหรอคุณ”
“ใช่ค่ะ คุณนั่งรอลูกๆ กลับมาก่อนนะ”
ชายวัยกลางคนกลับมาจากทำงานเหนื่อยๆ ได้กลิ่นหอมของอาหารที่ภรรยาตั้งใจทำสุดฝีมือเขาคลี่ยิ้มให้แก่นิวาพลางนั่งรอลูกสาวสองคนกลับมาถึงบ้าน ผ่านไปไม่นานประตูถูกเปิดออกเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพวกเธอกลับมาแล้ว สองคนพี่น้องทักทายพ่อกับแม่เมื่อเข้ามาด้านในและทำการเปลี่ยนรองเท้าเสร็จแล้ว
“วันนี้มีอะไรกินเหรอคะ หิวมากๆ”
“พ่อกลับมาเร็วกว่าปกตินะคะ”
“วันนี้ทำงานเสร็จไวกว่าทุกวัน มานั่งสิลูก”
ครอบครัวนั่งพร้อมหน้าพร้อมตาทานมื้อค่ำของวันอย่างมีความสุข นิวายกเมนูอาหารมาเสิร์ฟจากนั้นเธอนั่งลงด้านข้างสามี ลูกสาวคนโตเอ่ยประโยคที่คาดไม่ถึงนั่นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้เป็นแม่เปลี่ยนทันที
“หนูจะย้ายกลับไปอยู่ไทยถาวรเลยนะคะ”
สามสัปดาห์ต่อมา
ประเทศไทย ครอบครัวกิตติธาดาสกุล
บ้านหรูหลังโตใจกลางเมืองหลวงบรรยากาศช่วงเย็นครึกครื้นพิเศษ เนื่องจากว่าเหล่าบรรดาลูกๆ ทั้งสามคนกลับเข้ามาพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อทานอาหารมื้อค่ำ อลินดาและลูกสาวอย่างแพรไพลินยกอาหารมาเสิร์ฟ ระหว่างที่พ่อลูกทั้งสองกำลังพูดคุยเรื่องงานอยู่อีกห้อง โดยปกติแล้วพวกเขาแทบจะไม่นำเอาเรื่องงานกลับมาทำที่บ้านเลยสักครั้ง แต่พอพบอุปสรรคก็ต้องหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมหาทางออก
“พับแพรไปตามพ่อกับพี่ๆ มาทานข้าวค่ะ”
“ได้เลยค่ะคุณแม่ เดี๋ยวหนูรีบไปตามเดี๋ยวนี้เลย”
ลูกสาวคนเล็กของบ้านเดินไปตามพ่อและพี่ชายตามคำบอกของผู้เป็นแม่ สิงหราชนั่งขมวดคิ้วเป็นปมจ้องมองหน้าจอสีฟ้าเบื้องหน้า ในขณะที่พระรามลูกชายคนโตกำลังอธิบายถึงรายละเอียดของกราฟบนจอ ส่วนเพทายทำได้เพียงนั่งมองพ่อกับพี่ชายคุยกันเนื่องจากว่าเขาคือผู้สืบทอดตำแหน่งประธานคนถัดไป
แม้ความต้องการของสิงหาคือให้ลูกคนโตอย่าง พระรามรับช่วงต่อแต่ไม่ว่าจะรบเร้าด้วยหนทางใด ลูกชายยังคงยืนยันว่าจะทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ภายในบริษัทเท่านั้น ความกดดันตกมาอยู่ที่เพทายน้องชายคนต่อมา เห็นว่าพ่อและพี่ชายทั้งสองหน้าตาเคร่งเครียดพับแพรจึงสาวเท้ามาหยุดตรงหน้า อุ้งมือบอบบางปิดหน้าจอเบื้องหน้าของทุกคนอย่างถือวิสาสะ จากนั้นเปล่งน้ำเสียงใสบอกกล่าวทุกคนว่า
“คุณแม่ให้มาตามไปทานข้าวค่ะ”
“เราไปทานข้าวดีกว่าครับ”
“เอาไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้ ไปลูกทานข้าวกัน” เพียงแค่น้องสาวคนเล็กของบ้านเอ่ยปากทุกคนก็พร้อมละความสนใจจากหน้าจอและลุกจากที่นั่งเพื่อเดินไปยังห้องรับประทานอาหาร
“วันนี้แม่ทำอะไรบ้างครับ”
เพทายเดินนำหน้ามาคนแรกเอ่ยคำถามขึ้น เมื่อเห็นว่าทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อย เขาว่าพลางเดินไปหยิบชามข้าวเพื่อตักแบ่งใส่จานของทุกคน อลินดานั่งรออยู่ก่อนแล้วฉีกยิ้มให้กับลูกๆ และสามี ทั้งสิงหราช พระรามและพับแพรนั่งลงประจำตำแหน่งของตัวเอง เธอเอ่ยปากกับพระรามเมื่อเห็นสีหน้าอิดโรยของเขา
“เหนื่อยไหมครับ ช่วงนี้ทำงานหนักเหรอ”
“ช่วงนี้ทั้งบริษัทปรับปรุงระบบครับ ผมต้องทำงานหนักขึ้น”
“พ่อบอกแล้วว่าให้มาสืบทอดตำแหน่งต่อจากพ่อ เป็นโปรแกรมเมอร์มันเหนื่อย”
“แต่ก็เท่ดีนะคะ พี่รามเก่งมากๆ”
ผมฉีกยิ้มให้กับครอบครัวแม้ว่าทั้งวันจะเจอเรื่องที่หนักหนามากแค่ไหน พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ผมชอบอะไรที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เป็นหลักจึงเลือกเรียนและยึดมั่นเป็นอาชีพหลัก ช่วงนี้บริษัทเจออุปสรรคคู่แข่งรายใหม่พึ่งเปิดตัวได้ไม่นานแต่ได้ข่าวว่ามีเงินทุนจากสิงคโปร์
“เรามาทานข้าวกันดีกว่า ดูซิว่ามีของโปรดใครบ้าง”
เมนูอาหารบนโต๊ะอย่าง แกงเขียวหวานไก่ พล่ากุ้ง ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ วางเรียงกันตรงหน้าลูกทั้งสามคน พับแพรระบายรอยยิ้มออกมาก่อนจะเอ่ยเสียงหวานบอกชื่อเมนูที่ตนชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก
“แกงเขียวหวานไก่ของโปรดหนู”
“นี่แม่ทำของโปรดพวกเราทั้งหมดเลยเหรอครับ”
“ใช่แล้วค่ะ กว่าพวกเราจะกลับมาทานข้าวพร้อมหน้ากัน”
“มาทานข้าวกันดีกว่าเด็กๆ”
ครอบครัวแสนอบอุ่นนั่งทานข้าวพร้อมหน้ากันอย่างเคย หลังจากที่ลูกทั้งสามคนเติบโตขึ้นพวกเขาก็แยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเองตั้งแต่ขึ้นมหาวิทยาลัย วันหยุดจึงมีโอกาสกลับมารวมตัวกันอีกครั้งพระรามเรียนจบแล้วและทำงานในบริษัทพ่อของตัวเอง ส่วนเพทายตอนนี้กำลังฝึกงานอีกไม่มีกี่เดือนก็จบและเข้ารับตำแหน่งต่อจากพ่อ พับแพรยังเหลืออีกหลายปีแต่เธอก็ทำงานหาเงินใช้เองได้แล้ว อลินดานั่งยิ้มไม่หุบมองภาพลูกๆ ทานข้าวพร้อมหน้าเวลาผ่านไปไวทั้งสามคนโตเป็นหนุ่มเป็นสาวหมดแล้ว
อาหารในจานหมดเกลี้ยงเหลือเพียงรอยยิ้มแห่งความสุขของผู้เป็นแม่ เพทายเลื่อนฝ่ามือหนาตบจับไล่พี่ชายเบามือราวกับว่ารู้ใจทั้งคู่หันมามองที่พ่อกับแม่
“คืนนี้พวกผมขอเข้าไปที่ร้านนะครับ”
“เอาสิ แล้วพวกแกจะกลับเข้ามาค้างที่บ้านไหม”
“กลับครับ ผมกับน้องแค่จะไปตรวจร้านสักหน่อย” กลีบปากหนาขยับบอกผู้เป็นบิดา ผมนัดกับเพื่อนไว้แล้วที่ร้านว่าวันนี้จะเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยสักหน่อย ถือเป็นโอกาสได้ผ่อนคลายจากงานที่ตึงเครียดมานับสัปดาห์ วันนี้ผมกับเพทายจะเข้ามานอนบ้าน เพราะเป็นช่วงวันหยุดยาว
“งั้นก็อย่ากลับดึกนะครับเด็กๆ ยิ่งพระรามทำงานหนักด้วยช่วงนี้” อลินดาฉีกยิ้มพร้อมกับเอ่ยวาจาบอก
“คืนนี้หนูนอนเป็นเพื่อนคุณพ่อคุณแม่เองค่ะ”
“ไม่อยากไปกับพี่เขาเหรอ”
“ไม่ต้องให้น้องไปหรอกครับ พับแพรยังเด็ก”
พี่ชายคนกลางเอ่ยขึ้นเมื่อไม่เห็นด้วยกับความคิดของพ่อ นั่นทำให้พับแพรหน้าบูดบึ้งแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยิ้มร่าในเวลาถัดมา
“พี่ไปกับพี่รามเลย หนูจะอยู่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่”
ทั้งสองคนขอตัวออกมาด้านนอกและขับรถออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปยังไนต์คลับ กิจการที่พระรามรับช่วงต่อมาจากอาอีกที นั่นก็คือเสือน้องชายของสิงหา
Black swan Nightclub
เพียงร้านเปิดไม่กี่ชั่วโมงความชุลมุนวุ่นวาย ทำให้ลูกค้าหลายรายวิ่งหนีกันทั่วหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์จำนวนนับสิบชีวิตโผล่เข้ามาทำลายของข้าวภายในร้านอย่างไม่ปรานีใคร เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจและเปลี่ยนจากนั่งเป็นลุกขึ้นวิ่งออกไปจากร้าน บอดี้การ์ดสวมชุดสูทดูภูมิฐานปรี่เข้ามาห้ามปราม มือสองข้างจับตัวของชายกลุ่มนั้นแต่ก็ไม่วายที่พวกเขาจะหลุดพ้นไปได้
ลูกน้องคนสนิทอย่าง คทา วิ่งหน้าตาตื่นมาหาเจ้านาย พระรามไม่รอให้บอดี้การ์ดส่วนตัวพูดจบประโยค เขาก้าวเท้าออกจากห้องและวิ่งลงไปดูเหตุการณ์ด้านล่าง ภายใต้แสงไฟสว่างไสวร่างสูงพุ่งเข้าไปกระชากข้อมือหญิงสาวคนหนึ่ง
“เดี๋ยวสิ..”
ดวงตาคมคายไม่ทันสังเกตความเสียหายของพื้นที่ชั้นล่าง คว้าเรียวแขนของคนที่คิดว่ามีส่วนร่วมครั้งนี้ขึ้นไปชั้นบน วินาทีวิ่งหนีตายของใครหลายชีวิตทว่าเธอคนนี้กลับยืนมองภาพนั้นพร้อมยกท่อนแขนขึ้นกอดอก เธอมีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์วุ่นวายนั่นใช่ไหม
ผมไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น แต่ทำไมท่ามกลางความชุลมุนด้านล่าง เธอคนนี้กลับโดดเด่นขึ้นมา ผู้หญิงคนนี้ยืนมองด้วยความเฉยชาข้างกายเธอคือผู้ชายอีกคนซึ่งผมคุ้นหน้ามาก ไม่รู้ว่าเคยเจอที่ไหนรู้ตัวอีกทีผมก็พาเธอเข้ามาในห้องส่วนตัว ก่อนที่เราสองคนจะมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้น
เธอสวยงามราวกับว่านางฟ้าตกลงมาจากสวรรค์ชั้นที่สูงที่สุด วินาทีนั้นผมนิ่งไปเสียสนิทจ้องมองใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่ง ขณะที่เธอจ้องมาที่ผมเช่นเดียวกันดวงตาระหงสองคู่ตรงนี้ดึงดูดให้ผมไม่อาจเคลื่อนสายตาไปจากเธอได้ แม่สาวผมแดงคนนี้คือใครกันนะ
“คุณตกลงมาจากสวรรค์ชั้นไหนครับ สวยอะไรขนาดนี้”
****