เมื่อบทลงทัณฑ์สวาทครั้งสุดท้ายจบลง คนถูกพิพากษาลงทัณฑ์หลับคาอกกว้างแทบทันที ธิติดึงผ้าห่มมาห่มให้เธอกับตัวเอง เขากกกอดร่างอ่อนระทวยไว้แนบอก จูบขมับหอมกรุ่นแล้วทอดถอนใจบางเบา เขาอิ่มเอมจนไม่รู้สึกหิว ทั้งที่ผ่านช่วงเวลาอาหารค่ำจนเลยมาถึงสามทุ่มแล้ว
ผู้พิพากษาทัณฑ์สวาทลูบไล้ผิวกายเนียนมือเบา ๆ เขาลูบหัวไหล่มนแล้วเลื่อนลงไปจนถึงข้อมือบางสองข้างที่ยังถูกพันธนาการไว้ด้วยเนกไท
ธิติประคองข้อมือบางขึ้นมาจูบเบา ๆ เขาหวนคิดถึงบทสวาทเมื่อครู่ใหญ่ คิดถึงตอนที่เขามัดข้อมือและข้อเท้าสองข้างของเธอไว้ด้วยเนกไท เธอมองเขาด้วยสายตาหวาดหวั่น ใบหน้าของเธอตื่นตระหนก เธออ้อนวอนเสียงสั่นเจือสะอื้น ทุกอย่างที่เธอแสดงออกมากระตุ้นให้เขาตื่นตัวถึงขีดสุด และเมื่อเขาเริ่มบทรักดุดัน เธอก็แอ่นกายเข้าหาตอบสนองอย่างร่านสวาทถึงใจ
คนกำลังดื่มด่ำกับความสุขสมอิ่มเอมคงจะนอนกกเมียจนถึงเช้า หากไม่มีเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่โต๊ะข้างหัวเตียงดังขึ้นเสียก่อน ธิติตัดใจจากเรือนร่างเนียนนุ่ม เขาปล่อยเมียออกจากอ้อมกอด เลิกผ้าห่มออกจากตัว แล้วขยับไปนั่งริมเตียง ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับสาย เขาทักถามคนที่โทรมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด เพราะถูกขัดห้วงเวลาแห่งความสุข
“มีเหี้ยไรไอ้ชาติ !”
คนที่โทรหาเจ้านายตอนสามทุ่มกว่า ๆ ถึงกับสะดุ้ง ชาติชายอยากจะวางสายหนีคนดุ แต่ก็ติดอยู่ตรงที่ว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นในไร่ เขาจึงไม่อาจทำแบบนั้นได้
“เงียบหาพ่อมึงเหรอ กูถามว่ามีอะไร”
“ไม่เงียบครับ ไม่เงียบ ชาติจะพูดแล้วครับ” หากนี่เป็นการวิดีโอคอลหากัน ธิติคงได้เห็นว่าชาติชายลอบถอนหายใจ และลูบอกป้อย ๆ เพราะกลัวเขาจะกินหัว
“ก็ว่ามาสิวะ”
“ครับ ๆ มีคนงานหลอนย***าครับ มันจับลูกสาวตัวเองเป็นตัวประกัน แล้วเอามีดจี้คอเด็กด้วยครับ”
“เวรเอ๊ย !” ธิติสบถด้วยความโกรธจัด เขาเข้มงวดเรื่องยาเสพติดมาก ๆ แต่ก็ยังมีพวกสารเลวรอดหูรอดตาจนเกิดเรื่องจนได้ ธิติกดวางสาย เขารีบลงจากเตียง ตรงไปเปิดตู้ หยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่และออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
6 ยัยเด็กงอแง
“เมื่อไรจะพาคะน้ากลับไร่คะ” คะน้าถามคนที่เอาแต่จ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขานั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขก โดยมีโน้ตบุ๊กวางไว้บนโต๊ะกระจกตรงหน้า แล้วเขาก็เอาแต่จ้องมันมานานมากแล้ว โดยไม่สนใจเธอเลย เธอนั่งรอจนรากจะงอกแล้วนะ งานในสวนหน้าบ้านที่เขาใช้ให้เธอทำก็เสร็จตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันตกดินด้วยซ้ำ แถมเธอยังทำกับข้าวมื้อเย็นให้เขากินแล้วด้วย
หมอนัทเหลือบตามองเด็กงอแงที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขากำลังประชุมผ่านระบบออนไลน์กับคณะผู้บริหารโรงพยาบาล ยังดีที่เขาปิดไมค์ไว้ เลยไม่มีใครได้ยินเสียงงุ้งงิ้งของยัยเด็กงอแง
“ไปนั่งรอก่อน ถ้าหิวก็ไปหาอะไรกิน” เจ้าของบ้านบอกแล้วหลุบตามองจอตามเดิม เขาตั้งใจฟังสิ่งที่คนร่วมประชุมพูดคุยกัน
คะน้ามองค้อนคนที่ไล่เธอไปหาอะไรกิน เด็กสาวทำท่าว่าจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง แต่เขาก็เหลือบตาดุขึ้นมามองพอดี เหมือนเขารู้ว่าเธอจะไม่ยอมเงียบ หมอนัทใช้นิ้วชี้แตะที่ริมฝีปากเป็นเชิงห้ามไม่ให้เธอพูด แล้วเขาก็คลิกเปิดไมค์พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟัง คะน้าจึงอ้าปากค้าง เพราะไม่ได้พูดสิ่งที่ตั้งใจจะพูด เด็กสาวยืนนิ่งฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างไม่ค่อยเข้าใจ เขาพูดภาษาไทยแท้ ๆ แต่ศัพท์แสงแต่ละอย่าง เธอไม่เห็นจะรู้เรื่องด้วยเลย
เด็กงอแงถอนหายใจหงุดหงิด ตอนนี้สามทุ่มแล้ว อาหารที่เธอกินเข้าไปพร้อมเขาก็ย่อยหมดแล้วด้วย เธอจึงหิวอย่างที่เขาว่าจริง ๆ และพอดูท่าทางแล้ว เขาคงประชุมอีกนาน เธอไม่อยากรออยู่ตรงนี้แล้ว ไปหาอะไรกินให้สบายใจดีกว่า
หมอนัทมองตามหลังเด็กสาวที่เดินไปทางห้องครัวแวบหนึ่ง เขายิ้มและส่ายหน้ากับยัยเด็กงอแงที่เขาหนีบมาที่บ้านด้วย ทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้เธอทำ แต่เขาก็หาข้ออ้างไปเรื่อย เพราะอยากอยู่ลำพังกับเธอ อยากใกล้ชิด อยากชื่นใจ
“อยากให้ทำอะไรก็เอาแต่สั่ง ๆ งานเสร็จตั้งนานแล้วก็ไม่พากลับบ้าน คอยดูนะจะกินให้เกลี้ยงตู้เย็นเลย” คะน้าเปิดตู้เย็นออกแล้วหยิบของกินออกมาหอบไว้เต็มแขน เด็กสาวหอบมันออกมากองไว้ที่เคาน์เตอร์บาร์หรูหราในห้องรับแขก เธอนั่งบนเก้าอี้สตูลบาร์ตัวสูงแบบหมุนได้ โดยนั่งหันหลังให้เขา และเริ่มลงมือกินเพื่อให้ลืมความหงุดหงิดเพราะคนขี้โกหก
คนขี้โกหกโทรไปบอกป้าสมรตอนค่ำ ๆ ว่า เธอบอกคนงานลงต้นไม้ผิดที่ มันผิดหลักฮวงจุ้ย และตอนที่เขาโทรหาป้าของเธอ คนงานคนอื่นกลับไปหมดแล้ว เขาจึงต้องลงมือขุดต้นไม้ขึ้นมาย้ายที่ปลูกเอง ป้าสมรจึงบอกเขาว่าให้เธออยู่ทำช่วยจนกว่าจะเสร็จ เพราะเป็นความผิดของเธอที่ไม่คุมคนงานให้ดี ทำเสร็จแล้วค่อยกลับไร่เดือนเต็มพร้อมกับเขา คะน้าอยากจะบอกความจริงให้ป้าได้รู้นักว่า คนที่ป้าไว้ใจ คนที่ป้าบอกเธอเสมอว่าเป็นคนอ่อนโยนใจดี เขาไม่ได้เป็นอย่างที่ป้าบอกสักหน่อย