บทที่ 1
วาสนาดีหรือบุญส่ง
ร้านอาหารตามสั่งนิด
ร่างอรชรของแพรไพลินกำลังตระเตรียมวัตถุดิบสำหรับใช้ทำอาหาร วันนี้เข้าวันที่สองกับการใช้ชีวิตอยู่บ้านคุณยาย มือบางล้างผักอย่างระมัดระวังด้านในร้านมีโต๊ะและเก้าอี้จัดเตรียมต้อนรับลูกค้าคนแรกของวัน ทว่าเธอต้องอยู่เฝ้าร้านคนเดียวเพราะน้านิดและกระถินกลับไปเอาของที่บ้าน หญิงสาวตั้งหน้าตั้งตาล้างผักอยู่ในครัวไม่ทันสังเกตว่ามีคนเดินเข้ามาใหม่
ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาจับจองที่นั่งภายในร้าน เสียงเรียกของลูกค้าดังขึ้นทำให้เธอต้องละความสนใจจากอ่างน้ำไปต้อนรับ มือสองข้างยกขึ้นเช็ดผ้ากันเปื้อนที่พับแพรสวมใส่ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้กับโต๊ะของเขามากยิ่งขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทคู่สวยปะทะเข้ากับร่างกายของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอคุ้นหน้ามากแต่ไม่เคยได้มีโอกาสพูดคุยกันส่วนตัว
“รับอะไรดีคะ แต่ต้องรอหน่อยนะคนทำไปเอาของอยู่ค่ะ”
“เอาผัดกะเพราหมูสับพิเศษ ไข่ดาวบ่สุกสองจานครับ” เป็นผู้ชายที่ชื่อบิ๊กเอ่ยวาจาขึ้น แม้ว่าจะฟังไม่ค่อยออกแต่เธอก็พอจับใจความได้เพราะมาเยี่ยมเยือนคุณยายบ่อยๆ
“ได้ค่ะ เดี๋ยวรอก่อนนะ”
“แล้วกะเอาต้มขม ลาบดิบนำเด้อครับ” (แล้วก็เอาต้มขม กับลาบดิบด้วยครับ)
“ได้ค่ะ รับอะไรเพิ่มอีกไหม”
“รับหัวใจคนผู้งามได้บ่ครับ เอ๊อะเจ็บ!” (รับหัวใจคนสวยได้ไหมครับ)
ฝ่ามืออรหันต์ของคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามออกแรงฟาดลงตรงไหล่ด้านซ้ายของบิ๊ก ชายหนุ่มร่างสูงไม่ได้เอ่ยพูดอะไรตั้งแต่เดินเข้ามานั่งในร้าน ดูไม่พอใจเท่าไหร่ที่บิ๊กเอ่ยแซวหญิงสาวออกไปอย่างนั้น
“อย่าเฮ็ดให้เขากลัวมึง เอาส่ำนั้นก่อน” (อย่าทำให้เขากลัวมึง เอาแค่นั้นก่อน)
“โอเคค่ะ รอสักครู่นะคะ”
“ย่างไปเอาน้ำมา” (เดินไปเอาน้ำมา)
“ได้ครับลูกพี่” บิ๊กลุกขึ้นจากเก้าอี้เพื่อเดินไปตักน้ำแข็งใส่แก้วจำนวนสองใบ ก่อนจะเทน้ำใส่ในปริมาณที่เต็มจนเกือบล้นออกมา จากนั้นหยิบหลอดใส่ทั้งสองแก้วแล้วเดินกลับมาที่โต๊ะ
“อันนี้ให้ค่ะ”
“อิหยังเนี่ย ให้ลูกพี่ผมบ่ครับ” (อะไรเนี่ย ให้ลูกพี่ผมเหรอครับ)
“ใช่แล้วค่ะ แพรให้แทนคำขอบคุณ”
มือบางของคนตัวเล็กวางจานผลไม้รวมเอาไว้เบื้องหน้าของหรั่ง สองตาคู่นั้นจับจ้องมองผลไม้สลับกับดวงหน้าสวยของเธอพลันเสียงทุ้มของลูกน้องอย่างบิ๊กก็เอื้อนเอ่ยวาจาถามไถ่ รอยยิ้มหวานของเธอส่งไปให้เขายามที่เปล่งถ้อยคำตอบกลับ ตัดสินใจลุกออกจากที่นั่งเพื่อปลีกตัวออกไปให้คนสองคนได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ผมไปรถก่อนตามสบายเลยครับ” บิ๊กกล่าวจบก็เดินออกจากร้านตรงไปยังรถกระบะคันสีขาว ภายในใจมีเป็นล้านเรื่องที่อยากจะถามไถ่ผู้ชายคนนี้จึงเลื่อนเก้าอี้ด้านข้างของหรั่งแล้วหย่อนก้นนั่งลง
“จ้องหน้ากู มีเรื่องหยัง” (จ้องหน้ากู มีเรื่องอะไร)
“รู้จักหนูเหรอคะ ถึงได้เอาตุ๊กตาให้ทุกปี”
คนตัวเล็กเอื้อนเอ่ยวาจาถามไถ่ร่างกำยำทีละคำทีละประโยคแม้จะมีเป็นหมื่นล้านคำพูดมากมายในใจแต่พับแพรเลือกจะถามสิ่งที่อยากรู้มากที่สุดตอนนี้ เพราะทุกปีเธอกลับมาเยี่ยมคุณยายที่ขอนแก่นก็มักจะได้ตุ๊กตาติดไม้ติดมือกลับกรุงเทพไปด้วย
“บ่มีไผบ่ฮู้จักเจ้าดอก คุณหนูพับแพรรวยล้นฟ้าป่านนั้น เจ้ากลับมาแต่ยามเทศกาลแม่นบ่ละ ถ้าบ่เอาให้กะบ่ฮู้สิได้พ้อกันอีกยามใด๋” (ไม่มีใครไม่รู้จักเธอหรอก คุณหนูพับแพรรวยล้นฟ้าขนาดนั้น เธอกลับมาแค่ตอนเทศกาลใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่เอาให้ก็ไม่รู้จะได้เจอกันอีกตอนไหน)
“อย่างนี้เองเหรอจ๊ะ แล้วลุงทำงานอะไรเหรอเห็นขับรถเกี่ยวข้าวด้วย”
“กูบ่มีเวียกดอก รถเกี่ยวกะกิจการของครอบครัว” (กูไม่มีงานหรอก รถเกี่ยวก็เป็นกิจการของครอบครัว) ชายหนุ่มร่างสูงตอบกลับเธอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางมือข้างหนึ่งหยิบองุ่นในจานขึ้นมาใส่ปาก “แต่เดี๋ยวทำไมถึงเรียกว่าลุง”
“แพรเรียกว่าลุงได้ไหมคะ แต่ว่าอายุน่าจะเยอะกว่าแพร”
“กูยังบ่เฒ่าป่านนั้น เรียกพี่ดีกว่านะคนสวย” (กูยังไม่แก่ขนาดนั้น เรียกพี่ดีกว่านะคนสวย)
ประโยคเมื่อครู่ทำให้แพรไพลินช้อนดวงตากลมโตคู่สวยขึ้นมาสบตากับเขา พลันหัวใจดวงนี้เต้นแรงอย่างไม่เป็นจังหวะ ใครจะไปเชื่อว่าเขาจะได้จ้องมองใบหน้าที่งดงามของหญิงสาวที่แอบชอบมาแรมปี ตัวเล็กคลี่ยิ้มหวานจนตาหยีก่อนที่เสียงรถมอเตอร์ไซค์จะมาจอดตรงหน้าร้าน ทำเอาหญิงสาวรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้าไปในครัวราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น น้านิดและกระถินมาถึงร้านทว่าทั้งคู่ก็พบกับหรั่งหรือรังสิมันต์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“อ้าว บักหรั่งไปเกี่ยวของผู้ใด๋ตอนบ่ายน่ะ” (อ้าวไอ้หรั่ง ไปเกี่ยวข้าวของใครตอนบ่ายน่ะ)
“ไปเกี่ยวของยายราตรีครับ”
“แล้วสั่งหยังล่ะ”
“เขาสั่งกะเพราหมูสับพิเศษ ไข่ดาวไม่สุกสองจานค่ะแล้วก็มีต้มขมกับลาบดิบ”
“แพรรับออเดอร์แล้วเหรอลูก จ้ะๆ น้าจะไปทำเดี๋ยวนี้”
พับแพรกลับมาเข้าครัวก่อนจะล้างไม้ล้างมือให้สะอาดพลันร่างของกระถินก็เดินเข้ามาช่วยเธอหั่นผักร้านอาหารนี้เป็นของกระถินและแม่ของเธอ ขณะที่แม่ครัวกำลังทำอาหารพับแพรก็เกิดความสงสัยกลีบปากได้รูปขยับถามน้านิดที่กำลังวุ่นอยู่กับกระทะตรงหน้า
“น้านิดคะ ว่าแต่ลาบมันกินดิบๆ ได้ด้วยเหรอแล้วมันจะดีต่อร่างกายเหรอคะ”
“คนที่นี่ส่วนใหญ่ชอบกินจ้ะ แต่ว่ามันก็ไม่ดีเท่าไหร่หรอก”
“เดี๋ยวจานผักกับผัดกะเพราแพรช่วยเอาไปเสิร์ฟหน่อยนะ เราไปเข้าห้องน้ำก่อน”
“ได้เลย เดี๋ยวเราเอาไปเสิร์ฟเอง”
“เสร็จแล้วจ้ะ เสิร์ฟได้”
ตัวเล็กเดินเข้ามาหยิบจานใส่ถาดแล้วจากนั้นนำไปเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าที่นั่งรออยู่ บิ๊กกลับเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามขณะที่พับแพรกำลังวางจานผัดกะเพราหมูสับไว้เบื้องหน้าของทั้งสองคนทว่าอีกสองเมนูยังไม่เสร็จเธอจึงต้องเอ่ยปากบอกเขาก่อน
“เดี๋ยวรอต้มขมกับลาบดิบก่อนนะคะ ผักเติมอีกได้นะ”
“ทำไมวันนี้มีสาวสวยช่วยที่ร้านครับ ป๊าดโท๊ะผู้งามคัก” (สวยมาก)
“อ้าวบักต้น คือได้กลับบ้าน” (อ้าวไอ้ต้น ทำไมได้กลับบ้าน)
ชายหนุ่มที่เดินเข้ามาใหม่พูดทักทายแม่ครัว เขานั่งลงโต๊ะด้านข้างของหรั่งต่อมาคนตัวเล็กเข้าไปรับออเดอร์ รอยยิ้มกว้างส่งมาทางเธอแค่ตอนที่ผู้ชายคนนี้ก้าวเท้าเหยียบร้านเขาก็เอ่ยแซวเธอแต่แรก ดูเหมือนว่าจะรู้จักน้านิดด้วยต่างจากลมหายใจฟึดฟัดพ่นออกมาจนบิ๊กสังเกตเห็นได้ รู้ว่าลูกพี่ไม่ชอบที่มีผู้ชายส่งยิ้มหวานให้พับแพรแต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะในเมื่อไม่ได้เป็นอะไรกับเธอ
“รับอะไรดีคะ”
“รับคนสวยได้ไหมครับ ชื่ออะไรเหรอ”
“…”
“อย่าๆ อย่ามาเต๊าะหลานกู อยากกินหยังกะสั่ง” (อย่าๆ อย่ามาแซวหลานกู อยากกินอะไรก็สั่ง)
“งั้นอยากสั่งอะไรก็จดได้เลยนะคะ”
“คนที่ไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่แหละเนอะ” บิ๊กจากที่นั่งสังเกตมาตั้งนานเอื้อนเอ่ยวาจาขึ้น
“เสือกหยังนำกู จีบหลานเจ้าได้บ่ครับแม่ใหญ่” (ยุ่งอะไรกับกู จีบหลานคุณได้ไหมครับยาย)
“กูยังบ่เฒ่า อยากกินหยังกะฟ้าวสั่งอย่าเฮ็ดให้หลานกูย้านมึง” (กูยังไม่แก่ อยากกินอะไรก็รีบสั่งอย่าทำให้หลานกูกลัวมึง)
ว่าจบแล้วน้านิดก็ยกถาดออกมาจากครัวเพื่อเสิร์ฟต้มขมกับลาบดิบให้โต๊ะของหรั่ง แต่สายตาคล้ายไม่พอใจจ้องมองไปยังต้นเพราะหลานสาวสุดสวยยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไหนจะผิวขาวตัดกับเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่ ตัวเล็กก้าวเท้าไปด้านหลังใกล้กับโต๊ะอีกฝั่งมากขึ้นแต่วินาทีต่อมาเธอสะดุดกับขาโต๊ะแล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงบนตักแกร่งของชายหนุ่ม ตัวเล็กถึงกับหน้าเหวอแต่สองมือยกขึ้นโอบกอดเอวบาง
“อ๊ะ ขอโทษค่ะ”
“โอ๊ย หนูแพรเป็นอะไรไหมลูก เจ็บตรงไหนไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“บ่เป็นหยังกะลุกออกไปได้แล้ว มันหนัก” (ไม่เป็นอะไรก็ลุกออกไปได้แล้ว มันหนัก) รังสิมันต์เปล่งน้ำเสียงเรียบบอกเธอแม้ว่าตัวเองนั้นจะเก็บอาการอยู่ ครั้งแรกที่ทั้งสองได้ใกล้ชิดสนิทพลันหัวใจเต้นรัวแรงขึ้น เขาแทบจะกลั้นลมหายใจยามดวงหน้าทั้งสองแนบชิดกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเธอยังคงติดอยู่ปลายจมูก
“แพรขอโทษค่ะ”
“ไปๆ เข้าครัวลูก เดี๋ยวน้ารับออเดอร์เอง”
ตัวเล็กพยักหน้าตอบรับท่าทีของเธอดูร้อนล้นที่จะรีบเดินกลับเข้าไปในครัว พึ่งจะได้มีโอกาสพูดคุยกันแท้ๆ แต่ทำไมหน้าอกด้านซ้ายถึงเต้นโครมครามราวกับจะหลุดออกมาจากทรวงอกอิ่ม
ผ่านไปหลายนาทีหลังจากจ่ายเงินเขาก็เดินออกจากร้านอาหารไม่มีเวลาโอ้เอ้มากนัก เพราะยังเหลืองานที่ต้องทำอยู่บางครั้งอาจจะล่วงเลยไปจนเกือบเที่ยงคืน จากคนว่างงานไม่มีอะไรทำพอเข้าสู่ช่วงฤดูเกี่ยวข้าวหรั่งจึงต้องขับรถช่วยกิจการที่บ้าน แถมไม่ได้มีรถเกี่ยวแค่คันเดียวด้วยคันอื่นๆ ก็กระจายไปตามหมู่บ้านหรือตำบลต่างๆ ช่วงต้นเดือนไปจนถึงปลายเดือนคิวงานเขาแน่นเอี๊ยดทุกวัน จะมัวแต่นั่งพักก็ไม่ได้เดี๋ยวจะไม่เสร็จเอาไหนจะถูกเร่งรัดจากเจ้าของนาอีก
“ยิ้มเลยเนาะลูกพี่ มักเขากะคือบ่บอกเขาไปล่ะถืกแย่งไปก่อนอย่ามาเสียใจเด้อ” (ยิ้มเลยนะลูกพี่ ชอบเขาทำไมไม่บอกไปล่ะโดนแย่งไปก่อนอย่ามาเสียใจนะ)
“กูเหมาะสมกับเขากูบ่ว่าเลย สวยป่านนั้นกูกะสิคือหมาวัดเด็ดดอกฟ้า” (กูเหมาะสมกับเขากูไม่ว่าเลย สวยขนาดนั้นกูก็เหมือนหมาวัดเด็ดดอกฟ้า)
“บ่ลองกะบ่ฮู้ครับลูกพี่หรั่ง กะดูมีแววอยู่บ่คือบักต้นดอก” (ไม่ลองก็ไม่รู้ครับลูกพี่หรั่ง ก็ดูมีแววอยู่ไม่เหมือนไอ้ต้นหรอก)
อย่างเขาเนี่ยเหรอจะเหมาะสมกับคุณหนูผู้รวยล้นฟ้าอย่างเธอแค่ชุดที่ตัวเองสวมใส่ก็ไม่เหมาะสมกับเธอแล้ว สายตาคมคายคู่นั้นก้มมองเสื้อทำงานของตัวเองรอยเปรอะเปื้อนดินตัดกับตัวหนังสือบ่งบอกอายุการใช้งานของมัน ส่ายหน้าเบาๆ สะบัดความคิดมากในหัวและมุ่งตรงไปยังรถกระบะคันสีขาวมองดูเวลาก็ใกล้จะบ่ายหรั่งและลูกน้องต้องรีบไปที่ทุ่งนาต่อ
****