K talk
โรงอาหารคณะวิศวะ
“ ไอ้ครามคืนนี้มึงจะเข้าร้านปะ จะให้ดูบัญชี ”
“ เดี๋ยวบอก ”
สวัสดีผมชื่อ คราม เรียนคณะวิศวะไฟฟ้าปีสาม ปกติผมเป็นพูดน้อยอยู่แล้ว จะพูดเยอะไปทำไมในเมื่อไอ้เสือกับ ไอ้ซากิ มันพูดแทนทุกคนบนโลกแล้ว
“ แล้วมึงอะไอ้ยักษ์ ”
“ ไม่อะ กูจะไปหาใบมิ้นท์ ”
“ ไอ้ห่านี่ติดเมีย ไอ้ครามมึงห้ามมันบ้างดิ ลืมหน้าเพื่อนหมดแล้วมั้ง วันๆอยู่แต่กับเมีย ”
“ มันติดเมียแล้วเกี่ยวไรกับกู ”
ไอ้เสือยังคงเซ้าซี้พวกผมไม่ลดละ ทั้งผม ไอ้ยักษ์ แล้วก็ไอ้พร้อมรบ ต่างก็ไม่ใช่พวกชอบพูด ตอนนี้มีแต่ไอ้เสืออยู่โต๊ะ ไอ้ซากิไปซื้อข้าวรอมันสองคนรวมตัวกันดิ แม่งปวดประสาทเกินทน
ปึก
“ โต๊ะข้างหลังอย่างสวย ขาวจั๊วะ ไอ้สักทีพ่อจะตั้งใจเรียน ”
ไอ้ซากิที่เพิ่งเดินมาถึงวางกระแทกจานข้าว ลงบนโต๊ะ ก่อนจะพูดจาที่สมกับการเป็นมันออกมา
“ ไหนๆ ”
“ มึงมองตรงไปตรงโน้นเลยไอ้เสือเพื่อนรัก ”
“ เชี่ย อย่างขาว ปิดไฟก็ไม่ต้องกลัวมองไม่เห็นเลย ”
ผมเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่ไอ้เสือกับไอ้ซากิกำลังคุยกันอยู่สายตาของผมสบเข้ากับตากลมโตของคนที่เพื่อนผมกับกำลังพูดถึงอยู่
ใช่เปล่าวะ
เธอหลบตาออกไปในจังหวะที่เพื่อนของเธอเดินมาที่โต๊ะพอดี ถึงจะไม่ได้เจอกันนานแล้ว แต่ผมมั่นใจว่าผมจำคนไม่ผิด แต่ตอนที่เจอครั้งล่าสุดก็จำได้ว่าหน้าตาดีแต่ตอนนั้นยังเด็กมาก ตอนนี้ดูโตเป็นสาวเต็มที่แล้ว สวยเอาเรื่อง ไว้ถ้าบังเอิญเจออีกคงต้องลองหยั่งเชิงดู
“ รีบกินเถอะมึงจะได้ไปเรียนต่อ ”
เป็นไอ้พร้อมรบที่ทนไม่ไหวจนต้องบอกให้ไอ้เสือกับไอ้ซากิรีบกินข้าว พอหันไปอีกทีเธอโต๊ะนั้นก็ลุกออกไปแล้ว หวังว่าจะได้เจอกันอีก
“ เห้อ เหนื่อยชิ* ”
“ เออ กว่าจะหมดคาบสมองแทบระเบิด ”
คงไม่พ้นไอ้เสือกับไอ้ซากินั่นแหละที่บ่นเป็นหมีกินผึ้ง
“ ก่อนกลับไปคาเฟ่ในมหาลัยกันก่อนไหม ร่างกายกูต้องการคาเฟ่อีนแบบด่วนๆ ”
“ ได้กูด้วย พวกมึงอะ ”
ผมกับไอ้พร้อมรบ มองหน้ากันแล้วพยักหน้าเล็กน้อยเป็นอันเข้าใจว่าผมกับมันจะไปคาเฟ่ด้วย บอกแล้วว่าพวกผมพูดน้อยพูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
“ งั้นกูกลับก่อนนะ ใบมิ้นท์เลิกไว ”
“ เออๆ ไว้เจอกัน ”
“ ไอ้ห่านี่ติดแฟนฉิบหาย อย่าให้กูมีบ้างนะ ”
“ หึ ชาตินี้คงมี ”
ส่วนอันนี้เป็นไอ้พร้อมรบที่รำคาญไอ้เสือจนต้องออกปากกระแหนะกระแหน มันแรดขนาดนั้นจะมีเมียชาติไหนดีกว่า จากนั้นเราก็เดินลัดตึกวิศวะมายังคาเฟ่ที่คุยกันเนื่องจากอยู่ใกล้กับคณะวิดวะเลยเดินมาแทนเอารถมาจอดที่คาเฟ่
“ เชี่ย คนนั้นในโรงอาหารนี่หว่า ”
กึก
“ จริงด้วย ยิ่งมองใกล้ๆยิ่งสวย ”
“ เออ เรียนคณะอะไรวะ สวยขนาดนี้ทำไมไม่เคยเจอ ”
“ เด็กปีหนึ่งเปล่ามึง ”
“ ไม่รู้ว่ะ ไปจีบสักหน่อยดีกว่า ”
ในขณะที่ไอ้เสือกับไอ้ซากิกำลังพิจารณาสาวสวยตรงหน้า ผมไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้สนทนากับเธอก่อนผมหรอก
“ อเมริกาโนแก้วนึงครับ ”
ในตอนที่ผมเดินเข้ามา สาวสวยตรงหน้าเหมือนกำลังง่วนกับการทำอะไรซักอย่างที่เคาน์เตอร์ เลยไม่ทันสังเกตว่ากำลังมีลูกค้าเดินมา
“ ค่ะ รับอะไรเพิ่มอีกไหมคะ 0.0 ”
ใช่จริงด้วย
“ หึ ”
ทำหน้าตกใจแบบนี้แปลว่าก็จำได้เหมือนกันนิ คนลืมเพื่อน
“ ไง ”
“ งะ ไง ”
“ ไม่คิดจะอธิบาย? ”
“ คะ คือว่า ”
สาวสวยตรงหน้ามองผมแล้วเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง นั่นทำให้แก้มป่องๆทั้งสองข้างเกิดเป็นรอยบุ๋มของรักยิ้มลงไป ตอนนั้นเธอน่ารักขนาดนี้เลยป่ะวะ นึกไม่ออก
“ อะไรๆ รู้จักกันหรอ ”
“ อืม ”
“ ชื่ออะไรครับคนสวย? ”
“ ขนม ”
ผมเอ่ยชื่อนั้นออกไปดื้อๆ คนตรงหน้าดูตกใจเล็กน้อยที่ผมจำชื่อเธอได้ เธอเห็นผมเป็นคนยังไงวะ
“ ค่ะ ชื่อขนมค่ะ ”
“ ชื่อน่ารักจังครับ แต่คนน่ารักกว่า ”
จิ๊ ใครมันมาสอนให้เพื่อนผมเสี่ยวได้ขนาดนี้วะ
“ มึงสองคนไปนั่งที่โต๊ะกับกูไป ให้ไอ้ครามมันสั่ง รอพวกมึงสองตัวกูว่าวันนี้คงไม่ได้แดก ”
ไอ้พร้อมรบที่หงุดหงิดง่ายกับทุกสิ่ง เริ่มหงุดหงิดไอ้สองตัวนี้ที่เอาแต่จีบสาว แต่จริงๆผมรู้มันมองออก ว่าคนนี้ไม่ได้ ไม่ได้ในที่นี้คือผมปล่อยให้พวกมันจีบไม่ได้
“ รับออเดอร์เพียงเท่านี้ใช่ไหมคะ ชำระเป็นแบบไหนดีคะ ”
คนตัวเล็กตรงหน้า ก้มหน้าก้มตาคิดเงินโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองผม
“ ทำไรผิดมาหรอ เลยไม่กล้าเงยหน้ามามอง ”
“ ปะ เปล่านะ ”
“ แน่ใจ? ”
ผมยักคิ้วเชิงคำถามอย่างกวนๆส่งกลับไปให้คนลืมเพื่อน
“ แน่สิ ”
เหมือนเธอจะเริ่มงอแงแล้วที่ผมเอาแต่ต้อนให้เธอจนมุม
“ เลิกงานกี่โมง ”
“ ห้าโมงเย็น ”
“ อืม เดี๋ยวรอ ”
“ รอเราทำไม? “
ใบหน้าสวยเอียงคอเงยหน้ามองผมอย่างสงสัย พร้อมกับคำถามของเธอ
“ ไม่คิดจะอธิบายอะไรหน่อยหรอ ”
ใบหน้าสวยก้มหน้าหงุดลงไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งนึง ก่อนจะถอนหายใจเพื่อระบายความหงุดหงิดออกมา
“ เห้อ โอเคๆ ”
End K talk
เห้อ ใครจะคิดว่าครามจะเข้ามาทักฉันจริงๆ แถมดูหัวเสียกับการที่ฉันหายไปดื้อๆอย่างไม่บอกไม่กล่าวในตอนที่ออกมาจากบ้านอีกด้วย
บอกตามตรงว่าตอนนั้นฉันสับสน ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ตรงไหน ไม่รู้ว่าจะบอกครามยังไงดี มันก็เป็นสิ่งไม่สมควรนั่นแหละเพราะตลอดเวลาหลายปีที่ฉันผ่านมาได้ก็มีครามเนี่ยแหละที่คอยรับฟังเรื่องของฉันมาตลอด ไม่ว่าฉันจะเล่าเรื่องอะไร ถามอะไรหรือพูดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ครามจะทำหน้าที่รับฟังฉันโดยไม่โต้แย้งก่อนที่จะรับฟังฉันจบด้วยซ้ำ เมื่อไหร่ที่ฉันมีความคิดที่ไม่ดีหรือไม่ควร ไม่ถูกต้อง ครามก็จะให้คำแนะนำ คอยเป็นคนที่ให้คำปรึกษาฉันตลอด ถือได้ว่าบางทีครามอาจจะเป็นคนที่เข้าใจหัวอกฉันมากกว่าคนที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นครอบครัวซะอีก แล้วตอนนั้นฉันลังเลอะไรกับการที่จะต้องบอกเพื่อนคนนึงว่าฉันกำลังจะออกไปจากชีวิต ออกไปอยู่อีกโลกนึงที่ต่างจากเขาเข้าไปอีก
เมื่อครามสั่งเครื่องดื่มเสร็จก็เดินไปนั่งที่โต๊ะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเคาน์เตอร์มากนัก ครามมองมาที่ฉันตลอดเวลาใช้คำว่าตลอดเวลาจริงๆ ไม่ละสายตาเลยแม้แต่วินาทีเดียว ฉันเข้าใจแล้วหน่า ไม่หนีหรอก หากรอบนี้หนีอีกไอ้หมอนี่คงฆ่าฉันแน่ๆ
คราม เป็นคนนิ่งๆ พูดน้อย ใบหน้าไม่ค่อยแสดงอารมณ์ แต่ถึงอย่างนั้นครามก็ใจดีกับฉันเสมอมา แต่ยังไงแล้วบ้านของครามก็เป็นครอบครัวที่มีอิทธิพลครอบครัวหนึ่ง หวังว่าครามจะไม่โกรธฉันจนถึงขั้นส่งคนมาเก็บฉันหรอกนะ ฮือ TT
เลิกคิดเรื่องครามแล้วทำงานต่อก่อนดีกว่า ไม่งั้นคงไม่เป็นอันทำงานทำการแน่ แต่ไม่รู้ว่าฉันคิดเองไปหรือเปล่า ทุกครั้งที่มีหนุ่มๆเข้ามาสั่งเครื่องดื่มกับฉัน พยายามพูดคุยหรือขอการติดต่อจากฉัน สายตาของครามที่มองมา มันดูนิ่งจนฉันคาดเดาไม่ได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ มันดูน่ากลัวมากกว่าทุกที แต่ฉันอาจจะคิดไปเองก็ได้ ในเมื่อเราเป็นเพื่อนกันหมายถึงเพื่อนสมัยเด็กอะนะ มันจะมีอะไรมากกว่านั้น แล้วอีกอย่างฉันไม่ได้เจอครามนานแล้วด้วยเพื่อนก็ต้องมีเปลี่ยนไปกันบ้างแหละ