ย้อนไปตอนอายุสิบปี
เด็กหญิงหน้าตาน่ารักผิวขาวจัด ที่มีลักยิ้มบุ๋มที่แก้มทั้งสิงข้าง นั่งเล่นอยู่ที่ชิงช้าในสวนสาธารณะกลางหมู่บ้านหรูหมู่บ้านหนึ่ง ที่รวมครอบครัวของคนมีฐานะเข้าไว้ด้วยกัน ตอนนี้เป็นเวลากว่าหกโมงครึ่งที่ฟ้าจวนใกล้จะค่ำแล้ว เด็กหญิงหน้าตาน่ารักยังคงนั่งแกว่งชิงช้ามองออกไปยังทะเลสาบที่อยู่ใกล้ๆ ด้วยความที่ผิวขาวจัดใบหน้าของคนที่ใกล้จะร้องไห้เต็มทนจึงได้แดงกล่ำคล้ายกับลูกมะเขือเทศสุก ที่เข่าทั้งสองข้างมีรอยถลอกจากการวิ่งแล้วล้ม แต่เด็กหญิงคนนี้มีความอดทนมาก ทำให้เธอเพียงแค่อดกลั้นต่อความเจ็บนั้นเอาไว้ น้ำตาที่พยายามกั้นไว้เลยไม่ออกมาจากตากลมโตแม้แต่หยดเดียวมองผิวเผินจากคนภายนอก คงมองว่าเด็กคนนี้มีความอดทน แต่ความจริงเด็กหญิงคนนี้เพียงรู้ว่าการร้องไห้ไม่ได้ทำให้แผลของเธอนั้นหาย
“ เธอ เจ็บทำไมไม่ร้องออกมาอดทนทำไม ”
เด็กชายตัวสูงวัยสิบเอ็ดปีที่กำลังจะเดินผ่านเด็กหญิงผิวขาวน่ารักคนนี้ไป อดทนไม่ไหวจึงต้องแวะพูดอะไรบางอย่าง เขาเป็นเพียงเด็กชายที่มาเยี่ยมคุณยายของเขาในหมู่บ้านนี้ แล้วออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะเพียงเท่านั้น แต่เขาดันเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่แรกที่เด็กหญิงคนนี้เดินเล่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสะดุดพื้นต่างระดับล้มลงไป เด็กชายได้แต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงร้องไห้ออกมาน่าจะเสียงดังจนน่ารำคาญ รีบเดินออกไปจากตรงนี้ดีกว่า แต่เกินคาดจากสิ่งที่เด็กชายคิด สาวน้อยคนนั้นทำให้ได้เพียงอดกลั้นลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่เปื้อนตามตัวใช้มือเล็กๆขาวๆปาดน้ำตาออกอย่างลวกๆ จากนั้นก็เดินต่อไปเด็กชายอยากรู้ว่าเด็กหญิงคนนั้นจะทำอย่างไรต่อ เลยเดินตามไปด้วยความสงสัย สิ่งที่เขาเห็นคือเด็กหญิงหน้าตาน่ารักคนนั้นขึ้นไปนั่งบนชิงช้าแกร่งชิงช้าไปมา บนชิงช้าเก่าตัวนั้น มองทอดออกไปยังทะเลสาบเบื้องหน้าเป็นเวลานานสองนาน เด็กชายจึงอดทนไม่ไหวเดินตรงเข้าไปหาเด็กหญิงคนนั้น
“ ฉันไม่ชอบร้องไห้ ”
“ หึ ”
“ ขำอะไรของนาย ”
“ ขำเธอไง ”
“ ขำทำไม ”
“ เจ็บก็ร้อง ”
“ ร้องแล้วจะหายเจ็บหรอ ”
เด็กชายได้แต่คิดตามคำพูดนั้นจนคิดว่ามันก็จริงว่าการที่ร้องไห้ออกมาไม่ได้ช่วยให้แผลนั้นหายเจ็บเลย
“ ไม่หายแต่อย่างน้อยก็ได้ระบาย ”
“ หึ ฉันร้องไห้มามากพอแล้ว ”
จากการพบกันครั้งแรกเด็กชายได้แต่สงสัยว่าคำพูดนั้นของเด็กหญิงหน้าตาน่ารักนั้นหมายความว่าอย่างไร
“ จะมืดแล้วทำไมเธอยังไม่เข้าบ้านอีก ”
“ ไม่เป็นไรหรอก ”
“ ไม่เป็นไรได้ไง ที่บ้านไม่ว่าหรือ ”
“ ว่าเรื่องอะไร ”
“ ที่เธอกลับบ้านเย็นไง ขนาดฉันเป็นเด็กผู้ชายพ่อแม่ฉันยังตามกลับบ้านเลย ”
“ มันเป็นยังไงหรอ ”
“ อะไรหรอที่ว่าเป็นยังไง? ”
“ ความรู้สึกที่โดนพ่อแม่ตามให้กลับบ้านน่ะ นายรู้สึกยังไงหรอ? ”
นั่นเป็นคำถามที่เด็กชายวัยสิบเอ็ดปีไม่คิดว่าจะได้ยินออกมาจากปากเด็กสาวที่ยังดูเด็กอยู่เลย ทั้งๆที่เธออายุน่าจะน้อยกว่าเขาด้วยซ้ำ หลายคนเคยพูดกับเขาอยู่บ่อยๆว่าเค้าเป็นเด็กที่ฉลาด แต่เขากลับคิดว่าเด็กหญิงที่อยู่เบื้องหน้านั้นกลับฉลาดมากกว่าเขาเสียอีก เด็กหญิงสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้านคล้ายลูกสาวของบ้านเศรษฐีคนใดคนหนึ่งในหมู่บ้านนี้ แต่ใบหน้าจิ้มลิ้มที่เปื้อนยิ้มบางๆที่ระบายออกมาขณะถามคำถามนั้นกับเขา มันช่างดูเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน และมันก็ช่างน่าเศร้ามากเสียด้วย ด้วยความที่เขาไม่ใช่เด็กผู้ชายที่ช่างพูดและฉลาดมากพอที่จะรู้ว่าไม่ควรถามคำถามใดต่อ เขาทำได้แต่ยืนเงียบแล้วมองเด็กหญิงคนนั้นแกว่งชิงช้าไปเรื่อยๆ ใจนึงเค้าก็อยากรีบกลับบ้านแต่อีกใจหนึ่งเขาก็เป็นห่วงเหลือเกินว่าเธอจะนั่งอยู่ตรงนี้เพียงลำพังไปถึงเมื่อไหร่กลางค่ำกลางคืนมันอันตรายสำหรับเด็กไม่ว่าจะเพศไหนก็ตาม
“ นายรีบกลับบ้านไปเถอะเดี๋ยวพ่อแม่นายจะเป็นห่วง ”
“ แล้วเธอล่ะ ”
“ ฉันไม่เป็นไรหรอกฉันอยู่แบบนี้ทุกวัน ”
ทุกวัน?
เด็กชายได้แต่มองว่าบ้านไหนหนอปล่อยให้ลูกสาวที่น่ารักน่าชังออกมานั่งค่ำมืดอยู่คนเดียว โดยอีกด้านหนึ่งในใจลึกๆของเด็กหญิงวัยสอบขวบที่แสนจะน่ารักน่าชังคนนี้คิด คือต่อให้ฉันรีบกลับบ้านฉันก็คงต้องถือข้าวเข้าไปกินในห้องคนเดียว ฉันไม่อยากร่วมโต๊ะอาหารที่แสนอบอุ่นของคนอื่นเลย ที่นั่นมันไม่มีที่สำหรับฉัน ต่อให้ฉันจะอยู่ดึกตรงนี้อีกสักหน่อยมันก็ไม่เป็นอะไรหรอก เพราะไม่เคยมีใครถามฉันด้วยซ้ำว่าไปไหนมาหรือทานข้าวบ้างหรือยัง
“ เธอ ”
“ หืม ”
“ ไปทานข้าวที่บ้านคุณยายฉันไหม ”
เด็กสาวได้แต่มองหน้าเด็กชายหน้าตาดีตรงหน้า ที่อยู่ๆก็เข้ามาทักเธออย่างตกใจ จากนั้นก็พยักตอบกลับไปทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเด็กชายตรงหน้ากับครอบครัวของเขาจะเป็นคนดีหรือเปล่า
หงึกๆ
“ มา ”
เด็กชายผู้เงียบครึ้มยื่นมือออกไปข้างหน้าเพื่อให้เด็กหญิงตัวเล็กจับมือของเขาแล้วเดินไปพร้อมกัน
“ อื้อ ”
หมับ
เด็กชายหญิงสองคนเดินกลับไปยังบ้านของคุณยายพร้อมกันโดยที่ไม่รู้เลยว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่น่าเอ็นดูของพวกเขาทั้งสอง
“ ตายแล้วตาคราม ทำไมกลับบ้านมาเอาป่านนี้ ”
ทันทีที่เด็กชายเดินนำหน้าเข้ามาในบ้าน หญิงสูงวัยฐานะดีที่เป็นถึงเจ้าของหมู่บ้านที่รวบรวมเหล่าคนมีฐานะทางการเงินและทางสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ได้เอ่ยขึ้นกับหลานชายของเขาโดยไม่ทันได้สังเกตว่า มือของหลานชายนั้นได้จุงมือเล็กที่เดินตามหลังมาด้วยอีกหนึ่งคน
“ ครามขอพาเพื่อนมาทานข้าวด้วยได้ไหมครับ ”
ยังไม่ทันที่หญิงสูงวัยจะได้ถามต่อ ก็ได้เห็นเด็กหญิงตัวเล็กหน้าตาน่ารักแต่งกายด้วยชุดสะอาดสะอ้านพร้อมกับบาดแผลที่เข่าทั้งสองข้าง
“ ตายแล้วไปทำอะไรมาถึงได้แผลมาแบบนี้คะลูก ”
“ หนูสะดุดล้มค่ะคุณยาย ”
“ ไปๆตาครามพาเพื่อนไปทำแผลก่อน แล้วมาทานข้าวกัน ”
คุณยายมองภาพหลานชายที่จูงมือเพื่อนตัวน้อยเดินเข้าไปในบ้านอย่างเอ็นดูเด็กทั้งสอง เมื่อได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง
“ จะไม่ร้องจริงๆหรือ ”
“ ไม่ร้อง ”
“ ถ้าเจ็บก็ร้องออกมาได้นะฉันไม่ล้อหรอก ”
“ นายก็อย่าทำแรงสิฉันก็จะไม่ร้องหรอก ”
“ คราม ฉันชื่อคราม ”
“ อืม เราชื่อขนม ”
คุณยายเห็นภาพที่หลานชายผู้เงียบครึมพาเด็กหญิงตัวน้อยกลับมาบ้านด้วย ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเด็กหญิงที่เคยอยู่ในบทความสนทนาของเหล่าคนมีฐานะ เกี่ยวกับเรื่องการแต่งงานของตระกูลที่มีฐานะทางการเงินทั้งสองตระกูล แต่ก็ไม่ได้เป็นที่ลงรอยกัน บาดแผลขนาดใหญ่สำหรับผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมันจะไปเท่ากับบาดแผลของเด็กตัวเล็กๆที่ไม่มีส่วนผิดในเรื่องนี้เลยได้ยังไงกัน ท่านได้แต่คิดว่าต่อไปนี้หลานชายคงจะมาหาท่านบ่อยๆอีกเป็นแน่
“ เพื่อนครามที่บ้านอาหารไม่ค่อยอร่อยน่ะครับ ”
เมื่อหลานชายเห็นว่าคุณยายเหมือนมีคำถามจึงรีบตอบออกมาก่อนที่คำถามของคุณยายอาจจะไปทำร้ายจิตใจของเพื่อนใหม่ของเขาได้
“ งั้นหรอคะลูก งั้นหนูขนมก็ทานเยอะๆนะคะ ไว้มาทานข้าวกับคุณยายบ่อยๆนะลูก ตาครามเขาไม่ค่อยได้มา ยายอยู่คนเดียวยายเหงา ”
“ ได้ยินแล้วใช่ไหมต่อไปนี้หลังห้าโมงเย็นแล้วก็ให้มาอยู่เป็นเพื่อนคุณยายฉัน ”
หงึก หงึก