EP.15 เริ่มฝึกเคล็ดวิชาลมปราณ (2)

1809 คำ
ในขณะที่ เวิ่นเวิ่นนั่งขัดสมาธิ ปรับลมปราณให้ไหลเวียนไปทั่วร่าง เพื่อสร้างความคุ้นชิน ฉินอี้ก็ยืนไขว้หลัง เดินไปมาอย่างช้า ๆ คอยสังเกต กระแสลมปราณภายในร่างของเวิ่นเวิ่นอยู่เสมอ “ทำให้ปราณนิ่งกว่านี้อีกและพยายามคิดภาพดึงปราณออกมาใช้ เวิ่นเวิ่น เจ้าอย่าให้สติฟุ้งซ่านเด็ดขาด” ฉินอี้เอ่ยแนะ เมื่อเห็นว่า ปราณของเวิ่นเวิ่นดูเหมือนจะไหลเหวียนไม่สม่ำเสมอ จนใบหน้าของเวิ่นเวิ่นแสดงอาการออกมา “ค่อย ๆ ปรับลมหายใจให้นิ่งไว้” เวิ่นเวิ่นพยายามอย่างหนัก และดูเหมือนเธอจะรับแรงปราณไม่ไหว จนสำลักเลือดออกมาเล็กน้อย ทันทีที่ฉินอี้เห็น เขาก็เข้าไปจี้จุดตามชีพจรเพื่อให้ลมปราณไหลเวียนดีขึ้น เวิ่นเวิ่นลืมตาขึ้นมาเช็ดเหงื่อ และเลือดที่ปากก่อนจะนั่งในท้วงท่าที่สบายขึ้น “ไหนลองบอกพี่มาสิ ว่าในขณะที่เจ้าพยายามดึงปราณมาใช้เกิดอะไรขึ้น” ฉินอี้นั่งลงตรงหน้าก่อนจะเอ่ยถามถึงสาเหตุที่ทำให้ไม่บรรลุผลสำเร็จ “ท่านพี่ ในขณะที่ข้าปรับลมปราณให้ไหลไปทั่วร่างนั้น เมื่อพยายามจะดึงปราณออกมา จู่ ๆ ก็เหมือนมีสิ่งที่ค่อยตรึงปราณข้าไว้ เมื่อข้าพยายามยื้อคืนมา ก็เหมือนแรงต้านจะมากขึ้นเจ้าค่ะ ราวกับปราณกำลังต่อสู่กันเองเป็นสองขั้ว” “นี่เจ้า.........” ฉินอี้จ้องมองเวิ่นเวิ่นไม่ละสายตา “ทำไมเหรือท่านพี่ หรือว่าข้าจะฝึกปราณไม่ได้” เวิ่นเวิ่นสะดุ้ง เมื่อเห็นสายตาของฉินอี้ที่จ้องมองมา ฉินอี้ กุมขมับหนักอึ้ง ก่อนเอ่ยออกมาด้วยความวิตกกังวล “เกรงว่าพี่คงจะสอนเจ้าได้แต่ พื้นฐานเท่านั้น เวิ่นเวิ่น” ฉินอี้คว้าข้อมือเวิ่นเวิ่น ตรวจสอบอีกครั้ง “มิน่า ข้าเองก็แปลกใจว่า ปราณเจ้าที่อ่อนช้อย ขนาดนั้น กลับมีความรุนแรงแฝงด้วย ข้านึกว่าเจ้าเป็นปราณวารีขั้นพิเศษ แต่ข้าคาดการณ์ผิด” “งั้นท่านพี่พอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่า ปราณข้าเกิดอันใดขึ้น” เวิ่นเวิ่นยื่นหน้าสบตาฉินอี้ด้วยความใคร่รู้ “พี่ยังไม่เคยพบคนที่มีปราณเช่นเจ้าหรอก แต่พี่เคยได้ยินอาจารย์ของพี่เคยพูดว่า ในโลกนี้ มีคนที่มีสองปราณในร่างเดียว แต่มันหาได้ยากยิ่งกว่าสิ่งใด เฮ้อ” ฉินอี้หยุดไป พลางถอนหายใจ แล้วกล่าวต่อ “เวิ่นเวิ่น ความสามารถข้ามองเห็นปราณเจ้าเพียงแต่ปราณวารีเท่านั้น แต่อีกปราณข้าไม่สามารถระบุให้เจ้าได้ เกรงว่าพี่จะไม่สามารถดึงศักยภาพของเจ้าได้เต็มที่ละนะ ปราณของเจ้าอีกปราณมันผิดแผกไปจากทั้ง 6 วิถี เป็นปราณที่พี่ไม่เห็นผู้ใดใช้และไม่เคยเจอในตำรับตำราใด” “งั้นเหรอเจ้าคะ ข้าควรทำอย่างไรดีท่านพี่” เวิ่นเวิ่นกล่าวพลางหลุบตาลง ด้วยความห่อเหี่ยวใจ “เอาแบบนี้ดีหรือไม่ ในช่วงที่พี่อยู่เมืองฉี พี่จะสอนพื้นฐานของปราณวารีให้เจ้าก่อน หากมีโอกาส พี่จักให้เจ้าได้รู้จักอาจารย์ของพี่ให้เขาชี้แนะ” “จริงหรือเจ้าคะท่านพี่” เวิ่นเวิ่นดวงตาทอประกาย “แต่พี่คงได้แค่แนะนำเจ้าแก่อาจารย์ ส่วนอาจารย์จะรับเจ้าเป็นศิษย์หรือไม่นั้นล้วนอยู่ที่ตัวเจ้าเองนะเวิ่นเวิ่น คนที่อยากเป็นศิษย์อาจาย์ของพี่มีมากทั่วสารทิศแม้แต่ต่างแคว้น เจ้าต้องเก่งกล้าขึ้นฝ่าฟันด่านทดสอบของ สำนักปราณเทพชิงหมิง ล่ะนะ ” “เจ้าค่ะ ข้าจะพยายามเรียนรู้จากท่านพี่ให้ได้มากที่สุดเจ้าค่ะ ข้าต้องเก่งขึ้น ” เวิ่นเวิ่นลุกขึ้นยืดตัวตรงพูดด้วยความมั่นใจ “แต่จงจำไว้อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้ามีสองลมปราณเด็ดขาด พี่จะสอนเจ้าเท่าที่พอจะสอนได้” “เวิ่นเวิ่นจะจำไว้เจ้าค่ะ ท่านพี่” เวิ่นเวิ่นตอบรับคำ “เอาล่ะ มาเริ่มฝึกกันใหม่” “เจ้าค่ะท่านพี่” เวิ่นเวิ่นกลับไปนั่งขัดสมาธิบนโขดหินริมลำธาร ฉินอี้ลุกขึ้นยืนไขว้หลังคอยดูแลเช่นเคย “เอาล่ะ คราวนี้พี่จะให้เจ้า นั่งปรับลมปราณ เพ่งสมาธิ แล้วพยายามนึกภาพปราณภายในร่างเจ้าให้ออก จนกว่าเจ้าจะแยกแยะปราณทั้งสองได้” เวิ่นเวิ่นที่นั่งขัดสมาธิ หลับตาหายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะเสมอกัน พยายามจินตนาการปราณในร่างการให้เป็นรูปร่าง จนเกิดขึ้นเป็นภาพออร่าแบ่งออกเป็นสองสี ซึ่งเธอเห็นในความนึกคิดของเธอเป็นสีฟ้า และสีทอง เวิ่นเวิ่น ค่อยลืมตาช้า ๆ “ท่านพี่ข้าเห็นแล้วเจ้าค่ะ ภายในร่างกายข้ามีลมปราณสองแบบจริง ๆ ปราณหนึ่งสีฟ้า ไหลเวียนทั่วร่างราวกับสายน้ำ โดยมีอีกปราณเป็นสีทองเจ้าค่ะ แต่ลมปราณนี้กลับกระจายออกไปตามจุดชีพจรเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นอธิบายตามที่เธอเข้าใจ “สีทองงั้นเหรอ???? เอาล่ะเมื่อเจ้าแยกปราณออกแล้ว หลังจากนี้ในการฝึกเราจะใช้ลมปราณสีฟ้าในการฝึกฝนพื้นฐานเคล็ดวิชาปราณวารีนะเวิ่นเวิ่น เจ้ากลับไปนั่งขัดสมาธิ จากนั้นตั้งจิตให้นิ่ง ควบคุมให้ปราณสีฟ้าไหลเวียนให้ดี จากนั้นดึงปราณสีฟ้าออกมารวมกันที่ฝ่ามือ โดยต้องควบคุมสติอีกส่วนให้ตรึงปราณสีทองไว้” ฉินอี้แนะ “เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเมื่อได้รับการเสนอแนะ จึงทำตามฉินอี้อย่างเคร่งครัด เธอนั่งขัดสมาธิ ตั้งจิต แล้วพยายามรวบรวมปราณสีฟ้ามาไว้ที่ฝ่ามือ แม้ว่าใบหน้าเธอมีหยดเหงื่อจากการพยายามควบคุม แต่ดูเหมือนว่า สีหน้าดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ในครานี้เธอสามารถแยกเอาปราณสีฟ้าออกมารวมไว้ที่ฝ่ามือได้ โดยที่ปราณสีทองมิได้ปนเข้ามา ทำให้เธอผลักปราณสีฟ้าที่อยู่ในมือ ออกไปได้ทันที ทันทีที่ปราณสีฟ้า ถูกเธอผลักออกไปทางลำธาร ปราณนั้น ก็ทำให้เกิดแรงบีบอัดให้เห็นว่า ปราณของเธอกำลังโอบขังน้ำอยู่กลางลำธาร ซึ่งยังแสดงผลเพียงห้าวิเท่านั้น เวิ่นเวิ่นเบิกตามอง พลางคิดในใจ ‘ห้าวินาทีเองรึเนี๊ย เฮ้อ’ ด้านฉินอี้ที่เห็นแววตาซึมของเวิ่นเวิ่นก็เอ่ยขึ้น “เก่งมากแล้วเวิ่นเวิ่น เจ้าเพิ่งเปิดเส้นลมปราณ การที่ปราณวารีเจ้า โอบขังน้ำได้ถึงห้าวินาทีได้ภายในครั้งแรกถือว่าอัจฉริยะมากแล้ว” “ท่านพี่มิได้ปลอบใจข้าใช่ไหมเจ้าคะ” “ดีก็คือดี ไม่ดีคือไม่ดี ข้าพูดไปตามเนื้อผ้าที่เห็น” เวิ่นเวิ่นที่เห็นฉินอี้พูดแบบนั้น จากหน้าซึม ก็กลับมาฉีกยิ้มด้วยความรู้สึกดีใจ “ตอนนี้ที่ปราณเจ้าทำได้เพียงเท่านี้นี้เป็นเพราะเจ้ายังไม่แกร่งมากนัก เจ้าต้องอาศัยการฝึกฝนปรับลมปราณ ให้ชำนาญ จนว่าที่เจ้าสามารถดึงปราณไปจุดต่าง ๆ โดยไม่ต้องนั่งขัดสมาธิ นั่นแหละที่เจ้าจะเริ่มได้ศึกษาเคล็ดวิชาที่แท้จริง ” “เข้าใจแล้วค่ะ เป็นอย่างที่ท่านพี่พูด กว่าข้าจะปล่อยปราณเมื่อสักครู่ออกมาได้ ข้าใช้เวลารวมปราณนานมากเจ้าค่ะ อีกทั้งยังรู้สึกเหนื่อยง่ายด้วย” “ไม่เป็นไร นี่เพิ่งจะวันแรกเท่านั้น พี่มีเวลาขัดเกลาเคล็ดวิชาให้เจ้าทั้งเดือน พี่เชื่อว่าเจ้าจะเก่งขึ้นอย่างแน่นอน” ฉินอี้ลูบหัวเวิ่นเวิ่นด้วยความเอ็นดู “เอาล่ะ ไปพักทานข้าวกันก่อน เดี๋ยวพี่จะสอบวิชาตัวเบา” ฉินอี้เอ่ยขึ้น ทำให้ดวงตาของเวิ่นเวิ่นเปล่งประกายเมื่อได้ยินคำว่า วิชาตัวเบา ซึ่งเป็นวิชาที่เธออยากร่ำเรียนมากนัก “เจ้าค่ะ ท่านพี่ ข้าทำข้าวปั้นมาเผื่อท่านพี่เยอะเลย” เวิ่นเวิ่นคว้ามือของฉินอี้ ก่อนจะพาไปนั่งเสือผืนเล็กใต้ต้นไม้ที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เธอหยิบกล่องข้าวที่ห่อด้วยผ้าสวยงาม เมื่อเปิดออกมา ก็เต็มไปด้วยข้าวปั้นน่ารับประทานมากมาย “ท่านพี่เชิญทานเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยพร้อมยกกล่องข้าวไปตรงหน้าฉินอี้ “งั้นพี่ไม่เกรงใจนะ” ฉินอี้หยิบข้าวปั้นมาหนึ่งชิ้นก่อนจะรับประทาน ไปจนหมดคำ จากนั้นตามด้วยซุปอุ่นๆ “รสชาติเป็นอย่างไรบ้างท่านพี่ ถูกปากหรือไม่” “อร่อยดีนะ ข้าเพิ่งเคยเห็น ข้าวที่ถูกปั้นในลักษณะนี้เป็นครั้งแรกแถมมีรสชาติกำลังดี กินกับซุปอุ่นๆ ที่เจ้าทำ เข้ากันได้ดีมาก” “ขอบคุณเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นยิ้มรับกับคำชม “เวิ่นเวิ่น เจ้าทำอาหารเก่งเหมือนกันนะ แถมยังมีเอกลักษณ์ ข้ามิเคยเห็นอาหารแบบนี้จากที่ใดมาก่อนในแคล้นสี่เลย” “ป่าวเจ้าค่ะ ข้าทำเอง ไม่เคยได้ทานจากที่ใดเหมือนกัน” “ไม่คิดจะเปิดร้านอาหารเองของตนเองบ้างรึ” ฉินอี้แนะ “ไม่หรอกเจ้าค่ะ ข้ามิได้ชอบเข้าครัวขนาดนั้น ข้ามีสิ่งที่อยากทำมากกว่านั้นเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตอบด้วยความจริงใจ “งั้นเจ้าบอกสิ่งที่อยากทำแก่พี่ให้ฟังได้หรือไม่” ฉินอี้เอ่ยถาม “เอ่อ........ข้า” เวิ่นเวิ่นนึกลังเลชั่วครู่ “ถ้าเจ้าไม่อยากเอ่ยก็ไม่เป็นไรนะ ข้ามิได้บังคับ” “ไม่ใช่อย่างนั้นเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกว่า การที่พูดออกไปอาจดูเห็นแก่ตัวไปเล็กน้อย ข้าเพิ่งได้รับความช่วยเหลือจากท่านลุงฉินให้มาอยู่จวนตระกูลหวัง ข้ารู้สึกยินดีมากเจ้าค่ะ และก็อยากอยู่ช่วยเหลือตระกูลหวังไปนาน ๆ เพียงแต่ก่อนพ่อข้าจะจากไปท่านเคยบอกให้ข้าออกเดินทางไปทั่วแคว้นทั้งหก เพื่อตามหาของบางอย่างประจำตระกูลเจ้าค่ะ ซึ่งข้าไม่อาจละเลยได้” เวิ่นเวิ่นหลุบตาลง พูดด้วยความลำบากใจ “เจ้าอย่าได้คิดมาก การที่ท่านพ่อเอ็นดูเจ้าจนรับเจ้ามาเป็นหลานเข้าจวน ใช่ว่าท่านพ่อข้าจะรั้งเจ้าให้อยู่ในจวนเสียหน่อย เพียงแต่การที่ท่านมอบความเอ็นดูให้เจ้าขนาดนี้ ท่านพ่อคงแค่อยากให้เจ้ารู้ว่า ไม่ว่าเจ้าอยู่ที่ใดในดินแดนแห่งนี้ เจ้าก็เป็นคนของตระกูลหวังเสมอ หากวันหนึ่งเจ้ามีความจำเป็นต้องเดินทางข้าเชื่อว่าท่านพ่อเองก็คงจะสนับสนุน เหมือนกับพี่ และ น้องเล็กนั่นแหละน่ะ” “ขอบคุณท่านพี่ฉินอี้ที่รับฟังนะเจ้าคะ” “เอาล่ะรีบกินข้าวกันเถอะ อีกประเดี๋ยวเราต้องฝึกเคล็ดวิชาตัวเบากันต่อ” “เจ้าค่ะ” ทั้งคู่สบตายิ้มให้กันและกัน ก่อนจะเตรียมตัวเพื่อนฝึกฝันเคล็ดวิชาถัดไป
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม