EP.5 บ้านตระกูลหวัง

1331 คำ
ลุงฉินขับรถม้า เดินทางออกจากย่านตัวเมือง มุ่งสู่ ย่านที่พักอาศัยของเมืองฉี ซึ่งเรียงรายไปด้วยบ้านของผู้คนละลานตา โดยมีการจัดสรรผังเมืองเป็นอย่างดีทำให้ดูไม่แออัด และเป็นระเบียบอย่างมาก “ท่านลุงฉินเจ้าคะ บ้านของท่านอยู่ที่นี่แน่หรือเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถามลุงฉินที่กำลังควบม้าอยู่ด้านหน้าโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดรถม้าแต่อย่างใด “อยู่ในย่านนี้แหละ เจ้าจะใจร้อนไปใย” ลุงฉินหันมาตอบก่อนจะหันกลับขับรถม้าต่อไป “ข้าปล่าวใจร้อนเจ้าค่ะ เห็นท่านลุงฉินขับผ่านบ้านเรือนมามากมาย แต่ก็ยังไม่ถึงจุดหมาย จวบจนจะถึง ภูเขาทางโน้นแล้วนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกล่าว “ฮ่า....ยัยหนู ก็ภูเขานั่นแหละ คือจุดหมายของข้าคนนี้” ลุงฉินหัวเราะให้กับคำตอบของเวิ่นเวิ่น “อย่าบอกนะเจ้าคะ ว่าบ้านของท่านลุงฉิน อยู่บนเขา” เวิ่นเวิ่นตะลึงงั้น “บ้านข้าไม่ได้อยู่บนเขายัยหนู แต่ภูเขาทั้งลูกนั่นต่างหากที่เป็นบ้านของข้า” สิ้นคำของท่านลุงฉิน “จริงเหรอเนี๊ย!!!!!! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย” เวิ่นเวิ่น ที่กำลังนั่งถือห่อผ้าที่เป็นสัมภาระของตน เมื่อได้ยินคำกล่าวของท่านลุงฉินก็มือไม้อ่อนยวบจนเผลอปล่อยห่อผ้าตกไม่รู้ด้วย “ตกใจทำไมก็แค่บ้าน เอาล่ะพอไปถึงเจ้าก็จะเห็นบ้านตระกูลหวังของชายชราอย่างข้าที่สร้างมันมากับมือเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ท่านลุงฉินหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจ ในขณะที่เวิ่นเวิ่นได้แต่อ้าปากค้าง และไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้อีก เธอนั่งนิ่งแข็งทื่อ ภายในความนึกคิด สับสนปนเป ราวกับคลื่นสึนามิที่โหมกระหน่ำ ซัดเข้ามาจนทำให้เธอต้องเปลี่ยนความคิดบางอย่างออกไป ลุงชายชรานามท่านลุงฉินที่ช่วยเหลือเธอผู้นี้ คงมิได้เป็นเพียงเศรษฐีที่ร่ำรวยแล้วกระมัง เกรงว่าอิทธิพลของเขาในเมืองฉี หรือไม่ก็ ทั่วทั้งแคว้นสี่นี้ คงมีหน้ามีตามิใช่น้อย เวิ่นเวิ่นพยายามสลัดความคิด และตั้งสติและพยายามมองว่าเขาคือบุคคลที่กำลังจะเป็นเจ้านายของตน ที่จะทำให้เธอเริ่มต้นการใช้ชีวิตที่แสนโดดดี่ยวให้ผ่านไปได้ในช่วงนี้ แน่นอนเธอต้องการเงิน เงิน เงิน และเงิน เพื่อที่จะสามารถออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายที่ได้วางไว้ เป้าหมายของเธอยิ่งใหญ่เกิดกว่าใครจะรับรู้ได้ เวิ่นเวิ่น หันมองบรรยากาศไปรอบ ๆ ที่เต็มไปด้วยต้นไผ่ ซึ่งนั้นก็ทำให้ใจเธอหวนนึกไปถึงหมู่บ้านป่าไผ่ที่เธอกำเนิดมาอย่างอดใจไม่ได้ “ทุกคนจะเป็นอย่างไรกันบ้างนะ” เวิ่นเวิ่น เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา แต่ก็ไม่รอดพ้นที่ลุงฉินจะได้ยิน “ทุกคน ที่ไหนของเจ้า” ลุงฉินถาม “ข้าหมายถึงคนที่จากไปเจ้าค่ะท่านลุงฉิน ข้าหวังว่า พวกเขาจะเป็นอิสระ และโบยบินมองข้าอยู่บนท้องฟ้าที่แสนไกล” เวิ่นเวิ่นตอบไปพลางแหงนมองท้องฟ้าใส “ในเมื่อเจ้าคาดหวังให้พวกเขามองเจ้า ดังนั้นเจ้าควรที่จะทำให้ตนมีความสุข และทำให้พวกเขาเหล่านั้นหมดห่วงไม่ใช่รึ” ลุงฉินชี้แนะ นั่นทำให้เธอหันไปมองลุงฉินราวกับมีภาพซ้อนของพ่อของตนอยู่ “เจ้าค่ะ.......” เวิ่นเวิ่นตะโกนตอบเสียงดังฟังชัด “เอาล่ะ ถึงทางเข้าบ้านข้าแล้ว” ลุงฉินหยุดม้าที่ขับ ก่อนที่จะหันมาเอ่ยกับเธอ ภาพเบื้องหน้าเป็นประตูไม้ขนาดใหญ่ที่มีขนาดปากทางเข้าราวๆ ห้าเมตร ด้านบนประตูมีป้ายแขวนว่า ‘ตระกูลหวัง’ และมีการดูแลรักษาความปลอดภัย ประจำประตูราวหกคน “เปิดประตูให้ข้า เดี๋ยวนี้” “ครับนายท่าน” สิ้นคำสั่งของลุงฉิน เหล่าผู้ดูแลประตูด้านหน้าก็รับคำสั่งทันทีเพื่อเปิดทางให้รถม้าของผู้เป็นนายท่านให้ผ่านเข้าไป เมื่อรถม้าเข้าสู่บริเวณเขตที่พักอาศัยของตระกูลหวังแล้วนั้น เวิ่นเวิ่นก็ตื่นตาไปกับธรรมชาติที่ถูกจัดแต่งผ่านการดูแลมาอย่างดี มีทั้งบ่อปลาขนาดเล็ก น้ำตกขนาดย่อม สายธารที่ไหลผ่าน จนได้ยินเสียงน้ำกระทบกับหิน ชวนให้เคลิบเคลิ้ม จวบจนมองเห็นบ้านหลังใหญ่เด่นตระหง่าน และรายล้อมไปด้วยบ้านเล็กๆ อีกนับไม่ถ้วน ด้านหลังเป็นภูเขาสีเขียวชอุ่ม เมื่อมองเป็นมุมกว้าง ทำให้สิ่งที่ปรากฏในสายตาาสวยงามดั่งภาพวาดฝาผนังขนาดใหญ่ “บ้านท่านลุงฉินสวยมาก ๆ เลยเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยปากชม ลุงฉินไม่เอ่ยสิ่งใด ได้แต่หันมามอบรอยยิ้มก่อนที่จะขับมาจอดที่ลานจอดรถม้าในตัวบ้าน เบื้องหน้าเหล่าผู้ติดตามยืนรายเรียงรอต้อนรับผู้เป็นนาย โดยมีชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นผู้ติดตามคนสนิทวิ่งแจ้นออกมาหาลุงฉินอย่างร้อนรน “นายท่านกลับมาแล้วรึขอรับ ท่านเดินทางออกไปด้านนอกเหตุใดไม่เรียกข้าให้ขับล่ะขอรับ” ชายผู้ติดตามคนสนิทเอ่ย “ข้ามีธุระของข้า เลยไม่ได้เรียกเจ้าน่ะ ตงหยาง ฮ่า...ฮ่า” ท่านลุงฉินเอ่ยกล่าวกับผู้ติดตามคนสนิทซึ่งมีนามว่า ตงหยาง “นายท่านออกไปผู้เดียว ข้าก็กังวลใจกลัวมีคนคิดทำร้ายไม่ประสงค์ดีนะขอรับ” ตงหยางพูดด้วยความร้อนใจ “ใครจะกล้าทำร้ายข้าในเมืองฉีกันเล่า ตงหยาง เจ้าคิดมากไปแล้ว” ท่านลุงฉินเอ่ยพลางตบบ่าตงหยาง “หากเกิดเรื่องราวอะไรไป คุณชายทั้งสอง เล่นงานข้าน้อยตายแน่ขอรับ” ตงหยางเอ่ยถึงความลำบากใจ “เอ้า!! เจ้าเป็นผู้ติดตามข้า หรือว่า ผู้ติดตามลูกชายข้ากันแน่” “เป็นผู้ติดตามนายท่านฉินสิขอรับ เพียงแต่ คุณชายฉินอี้ กับ คุณชายฉินเยียน เป็นห่วงนายท่านเลยกำชับข้าให้ตั้งใจดูแลนายท่านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก” ตงหยางตอบนายท่านของตนไป “ไอ้เจ้าลูกชายสองคนนั่น ปากก็บอกว่าห่วงข้า แต่พอข้าส่งเข้ารับราชการที่เมืองอวิ๋นของแคว้นสี่ ก็แทบไม่กลับบ้านมาเยี่ยมข้าเลย เหอะ” ลุงฉิน ยืนกอดอกนิ่ง เมื่อต้องนึกถึงลูกชายทั้งสองที่ไปรับราชการทหารเมืองอวิ๋นซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นสี่ คุณชายเป็นห่วงนายท่านนะขอรับ ส่งจดหมายมาหาตลอด แต่ช่วงนี้ดูเหมือนเมืองอวิ๋นจะวุ่นวายมากขอรับ” ตงหยางรายงาน “หยุดพูดถึงลูกชายข้าได้แล้ว ไปเตรียมอาหารให้ข้า” ลุงฉินกล่าวต่อตงหยาง แต่ยังไม่ทันที่ตงหยางจะเดินไปสั่งการผู้ติดตามคนอื่น สายตาก็สะดุดเห็น หญิงสาวบนรถม้า “นายท่านขอรับ คุณหนูที่อยู่บนรถม้านั่น” ตงหยางเอ่ยถาม “เออ.... ลืมไปเลย เวิ่นเวิ่นลงมาสิ” ลุงฉินกวักมือเรียกเวิ่นเวิ่นให้ลงออกมาจากรถม้า เธอเอื้อมมือหยิบห่อผ้าที่เป็นสัมภาระหนึ่งเดียวที่มี จากนั้นก็ค่อย ๆ ลงจากรถม้า สายลมที่พัดโชยผ่านมาทำให้ชุดเขียวอ่อนของเธอ พลิ้วปลิวไสวไปตามแรงลม ผมหางม้าเองก็ปลิวสลวยไปตามทวงทำนองลมที่พัดโชยมาเช่นกัน ภาพที่เห็นเบื้องหน้าส่งผลให้ตงหยางและผู้ติดตามคนอื่น ๆ ยื่นนิ่งมองราวกับโดนมนต์สะกด “คุณหนูท่านนี้คือ...” ตงหยางที่ยังคงมองไม่ล่ะสายตา “ข้าชื่อ หวัง เวิ่นเวิ่น เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นแนะนำตัวต่อหน้าผู้ติดตามทุกคน ก่อนจะโค้งคำนับเพื่อเป็นการทักทาย “เวิ่นเวิ่นเป็นหลานข้า จากนี้ไปยัยหนูนี่จะเป็นคนของตระกูลหวัง พวกเจ้าต้องปฏิบัติดั่งหลานของข้าเข้าใจรึเปล่า” ลุงฉินเอ่ยคำสั่งให้รับทราบกันถ้วนหน้า “รับทราบขอรับ/ค่ะ นายท่าน” ผู้ติดตามทั้งหมดของจวนตระกูลหวังขานรับกันอย่างพร้อมเพรียง
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม