EP.6 มื้ออาหาร

1527 คำ
บนโต๊ะอาหาร เหล่าผู้รับผิดชอบในครัว ก็ทยอยนำอาหารมาจัดวางไว้บนโต๊ะอย่างละลานตา โดยอาหารทั้งหมดนี้จะเป็นวัตถุดิบอาหารทะเลเป็นส่วนใหญ่ มีทั้งต้ม นึ่ง ย่าง เวิ่นเวิ่นถูกลุงฉินเชิญให้นั่งลงร่วมโต๊ะ แม้ภายในใจเธออยากจะปฏิเสธและมองว่าไม่เหมาะสมนัก แต่สถานการณ์ที่ยังถูกเหล่าผู้ติดตามของตระกูลหวังเหล่านี้คอยจ้องมองอยู่ จึงทำให้เธอไม่สามารถกระทำหรือพูดอะไรตามอำเภอใจออกมาได้ เวิ่นเวิ่น จ้องมองไปยังอาหารที่อยู่เต็มโต๊ะด้วยความสงสัย อาหารทั้งหมดนี้ เพื่อลุงฉินคนเดียวอย่างนั้นหรือ ถึงวันนี้จะมีเธออีกคนที่ได้นั่งร่วมโต๊ะ แต่อาหารที่อยู่บนโต๊ะเหล่านี้ก็มากเกินควรไปจริง ๆ “อาหารไม่ถูกปากรึไง ยัยหนู” ลุงฉินเอ่ยปากเมื่อมองเห็นว่า เวิ่นเวิ่นเอาแต่จ้องมองอาหารบนโต๊ะแต่ไม่ยอมทานเสียที “ไม่ใช่เจ้าค่ะ อาหารน่าทานทั้งนั้นเลย เพียงแต่จำนวนมากขนาดนี้ข้าเลือกไม่ถูกว่าจะทานอะไรก่อนดีเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นกล่าวไป พลางถือตะเกียบในมือมองไปยังอาหารเล่านั้น “อยากทานอะไรก็ทานไปเถิด นี่เป็นอาหารของตระกูลหวังเชียวนะ” ลุงฉินยิ้ม “ท่านลุงฉินเจ้าค่ะ อาหารเต็มโต๊ะขนาดนี้ปกตินั่งทานคนเดียวแบบนี้หรือเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นตัดสินใจเอ่ยถามออกมา “ก็ใช่ แบบนี้ประจำ” ลุงฉินตอบ “หากทานเหลือ พวกท่านจัดการอย่างไรเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่น หันหน้าไปถามคนครัว “ทิ้งเจ้าค่ะ” คนครัวกล่าว “ก็ต้องทิ้งสิ กิน ไม่หมดก็ทิ้ง อาหารหนึ่งมื้อ ก็ต้องกินภายในมื้อเท่านั้นยัยหนู” ลุงฉินตอบออกมา “ทิ้ง....เหตุใดถึงต้องทิ้งเจ้าคะ บางจานข้ายังไม่เห็นท่านลุงฉินแตะเลยด้วยซ้ำ เสียดายแย่ น่าจะนำไปให้ ผู้ติดตามตงหยาง หรือ ผู้ติดตามคนอื่น ๆ ได้ทานด้วยนะเจ้าคะ” หลังสิ้นคำของเวิ่นเวิ่น เหล่าผู้ติดตามในจวนตระกูลหวัง เบิกตาโพลงอย่างตกใจ ยิ่งตงหยางด้วยแล้ว แทบกระวนกระวายใจต่อคำพูดเวิ่นเวิ่นที่กล่าวออกมา “คุณหนูเวิ่น เอ่ยอะไรออกมาขอรับ บ่าวอย่างพวกข้าจะทานอาหารชั้นสูงเหล่านั้นของนายท่านได้เยี่ยงไร มิกล้าหรอกขอรับ” ตงหยางพูดด้วยสีหน้าร้อนรนใจ “ฮ่า. .ฮ่า....” เสียงหัวเราะของลุงฉินดังสนั่น จากนั้นจึงกล่าวต่อ “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั่นล่ะ ยัยหนู” “ก็อาหารมากมายขนาดนี้ หากท่านลุงฉินทานอยู่ผู้เดียว ทานยังไงก็ไม่หมดอยู่แล้วเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่นึกเสียดายก็เท่านั้น อย่างน้อยคนในจวนก็จะได้ทานอาหารดีๆ พวกเขาเหล่านี้จะมีแรงในการทำงานต่อไปให้กับในจวนด้วยนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกล่าว “.........” ลุงฉินนิ่งเงียบไป จนเวิ่นเวิ่นฉุกคิดได้ว่าเผลอเอ่ยอะไรที่ไม่ควรพูดออกมา “ท่านลุงฉินเจ้าคะ ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ข้าเผลอพูดอะไรออกมาโดยไม่คิด โปรดอย่าใส่ใจคำพูดของเด็กอย่างข้าเลยนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นรีบวางตะเกียบก้มหน้ารู้สึกผิดกับคำพูดตนเองที่กล่าวออกมาโดยไม่มองสถานะของตนเองภายในจวนตระกูลหวัง “ดี....พูดได้ดี เป็นข้าเองที่ลืมใส่ใจพวกเขา” ลุงฉินเอ่ยด้วยความพึงใจ “ป่าวนะเจ้าคะ ข้าไม่ได้หมายถึงแบบนั้น” เวิ่นเวิ่นกระวนกระวายใจ “ข้าเข้าใจที่เจ้าจะสื่อ ทานต่อกันเถอะ ยัยหนู” ลุงฉินยิ้ม และทานอาหารต่อไป เวิ่นเวิ่นที่ยังรู้สึกผิด ก็ฝืนนั่งทานต่อ เพราะความเป็นจริง เธอยังไม่ได้ทานอะไรเลย หลังมื้ออาหารก็เป็นไปตามคาด อาหารมากมายเกือบยี่สิบจานไม่มีทางที่จะทานหมด ในหนึ่งถึงสองคน แถมบางจานยังดูเหมือนจะถูกทานไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ลุงฉินจึงสั่งการคนครัวให้นำอาหารที่อยู่บนโต๊ะนี้ให้กับผู้ติดตามในจวนทั้งหมด พร้อมสั่งให้คนครัวทำอาหารเพิ่มให้ด้วย “ตงหยาง เจ้าเองก็ไปทานกับพวกเขาคอยดูแลอาหารให้ทั่วถึงด้วยล่ะ” ลุงฉินสั่งตงหยางไป “ขอรับนายท่าน” ตงหยางตอบเสียงดังฟังชัด ใบหน้ายิ้มแทบปากฉีกถึงใบหู เหล่าคนในจวนทั้งหลายก็เช่นกันเผยรอยยิ้ม โค้งคำนับให้นายท่านฉินยกใหญ่ และไม่ลืมที่จะหันมาโค้งให้กับเวิ่นเวิ่นเช่นกัน “พวกเจ้าทั้งหมดออกไปกันได้แล้ว ข้ามีเรื่องจะคุยกับหลานข้า” ลุงฉินกล่าวออกไป จากนั้น ผู้ติดตามในจวนทั้งหมดก็รับคำสั่งเดินออกจากห้องรับประทานอาหารทั้งหมด “ยัยหนู” ลุงฉินเอ่ยขึ้น “เจ้าคะ” “ข้าว่าเจ้าเป็นคนฉลาดหลักแหลม กล้าคิด กล้าพูด เจ้ามาจากหมู่บ้านเล็กๆ จริงๆ เหรอ” ลุงฉินถามด้วยใบหน้าจริงจัง “จริงเจ้าค่ะ ข้าเป็นเด็กบ้านนอก อาศัยอยู่กับท่านพ่อท่านแม่เท่านั้นเองเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตอบ “อย่างนั้นรึ งั้นข้าจะไม่ถามเกี่ยวกับพื้นเพครอบครัวของเจ้าอีกแล้ว ข้าเอาแต่เอ่ยว่าเจ้าเป็นหลานข้าไปทั่วเมือง จนลืมถามความยินยอมจากเจ้า ข้าขอเอ่ยถามตรงนี้ จากนี้ไปเจ้ายินดีจะเป็นหลานข้าหรือไม่” “เหตุใดข้าจะไม่ยินดีเจ้าคะ ท่านลุงฉินเป็นผู้มีพระคุณของข้า เพียงแต่ความเหมาะสมนี้ดูเหมือนข้าควรเป็นแค่ บ่าวในเรือนท่านมากกว่าด้วยซ้ำเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยด้วยความจริงที่เธอคิดว่าควรจะเป็น “เจ้าไม่อยากเป็นหลานข้า???” “อยากเจ้าค่ะ ข้าแทบจะนับถือท่านเหมือนเป็นพ่อคนที่สอง เพียงแต่ข้ารู้สึกตัวเองต่ำต้อยเกินกว่าจะได้รับโอกาสดีๆ แบบนี้เจ้าค่ะ” “ยัยหนู ข้านะถูกชะตากับเจ้ายิ่งนัก ยิ่งคุยยิ่งถูกคอ เห็นข้าร่ำรวยเช่นนี้ แต่กลับโดดเดี่ยว ลูกชายทั้งสองของข้า ตั้งแต่ได้รับราชการทหารเมืองอวิ๋นก็แทบปลีกตัวมาหาข้าไม่ได้เลย จนวันสองวันก่อนที่ ตาแก่อย่างข้าได้พบเจ้า ข้าก็รู้สึกเอ็นดูเป็นลูกหลานจริง ๆ” “ท่านลุงฉิน ... ข้า ...ข้าดีใจเจ้าค่ะ ข้ายินดีเป็นหลานท่านลุงฉิน” เวิ่นเวิ่นเมื่อได้ฟังคำตอบก็ซาบซึ้งอยู่ภายในใจเป็นหมื่นล้านคำ จนอดน้ำตาคลอมิได้ “ดี....ยัยหนูเวิ่นหลานข้า ฮ่า ฮ่า” ลุงฉินหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข “เออ....ยัยหนู เจ้าเห็นว่าข้าทานอาหารมากมายก่ายกองขนาดนี้ คงมองว่าข้าฟุ่มเฟือยมากสินะ จริง ๆ ข้ามีเหตุผล” “เพราะเหตุใดเจ้าคะ” “ช่วงนี้เพราะธุรกิจในเมืองฉีต่างก็เฟื่องฟู โดยเฉพาะร้านอาหาร แต่ก่อนร้านหวังฉินของข้า ก็แทบจะผูกขาดตลาดจึงไม่พบปัญหาอะไรนัก แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้ว เมืองฉีเป็นเมืองท่า วัตถุดิบดีๆ สดใหม่มากมาย ก็ทำให้เกิด ร้านอาหารเกลื่อนไปหมด ข้าจึงต้องสั่งคนครัวทำอาหารจำนวนมากเพื่อหาอาหารใหม่ๆ ให้กับทางร้านนะสิ ยอดขายร้านของตระกูลเริ่มตก ข้าจึงต้องหาวิธีรับมือ” “เป็นแบบนี้เองรึเจ้าคะ ท่านลุงฉินทำไมไม่บอกข้าเมื่อกี้ล่ะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นกล่าว “ข้าไม่อยากให้คนในจวนต้องรับรู้สถาณการณ์ของร้านหวังฉินมากนัก ว่าแต่เจ้าคิดว่าอาหารวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง” “อร่อยมากเจ้าค่ะ เพียงแต่.......” “กล่าวออกมาได้เลย ข้าอยากได้ความเห็นเจ้า ยัยหนู” “พื้นฐานอาหารส่วนใหญ่ลอกเลียนแบบกันง่ายดายนัก ส่วนรสชาติ หากเป็นอาหาร ต้ม นึ่ง ดีแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่อาหารประเภทย่าง ข้าคิดว่า ไม่ว่าร้านใด ก็สามารถทำขายได้อยู่แล้ว จุดนี้แหละเจ้าค่ะที่คนจะหันไปซื้อร้านที่ถูกกว่ามาทานทนแทนได้” “แบบนี้เอง ปกติอาหารประเภทย่างจะทำรายได้เป็นส่วนใหญ่ของร้านข้าเลย เพราะเหมาะแก่การทานควบคู่สุรา” “ท่านลุงฉิน เจ้าคะ ข้าเหมือนจะพอคิดวิธีได้บ้างเจ้าค่ะ แต่อาจต้องใช้เวลานึกอีกสักครู่ โปรดให้ข้าไปช่วยที่ร้านอาหารหวังฉินนะเจ้าคะ ข้าอยากตอบแทนท่านเจ้าค่ะ” “ฮ่า.....ได้ตกลง เจ้ามีความคิดอะไรมาคุยกับข้าได้เสมอ....คิดถูกจริงๆ ที่รับเจ้ามาเป็นหลานข้า” ลุงฉินมอบรอยยิ้มให้เวิ่นเวิ่นอย่างอบอุ่น จากนั้นจึงเรียกให้ตงหยางพาเวิ่นเวิ่นไปยังเรือนพักซึ่งตั้งอยู่ด้านขวาของเรือนใหญ่ โดยมีผู้ติดตามสองคนคอยให้ความดูแล เวิ่นเวิ่นได้อาบน้ำ พร้อมกับจัดการห่อสัมภาระขนาดเล็กของตัวเองเสร็จเรียบร้อย จึงเข้าไปพักผ่อนบนฟูกเตียงนุ่ม ที่เจ้าตัวไม่เคยได้สัมผัสมาตลอด สิบแปดปี ‘เวิ่นเวิ่นเอ่ย ในความโชคร้ายที่พบเจอ ก็ยังมีความโชคดีอยู่มิน้อย ท่านลุงฉิน แห่งตระกูลหวังดีต่อเจ้าจริง ๆ ตอนนี้เจ้าเองก็คงไม่ต่างอะไรจากหนูตกถังข้าวสาร’ เวิ่นเวิ่นนอนขบคิดไปต่าง ๆ นานา สักพักดวงตาก็คล้อยหลับไป
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม