EP.12 คุณชายฉินอี้

1772 คำ
เวิ่นเวิ่น เดินชมสวนด้านหลังตำหนักใหญ่ของจวนโดยมีซูเม่ย และ เจียลี่เดินตามไม่ห่าง ต้นไม้และดอกไม้นานาพรรณถูกเนรมิตจัดอย่างสวยงามภายในสวนแห่งนี้ ด้วยการดูแลของคนสวนหลายสิบชีวิต ความสดชื่นได้แผ่ซ่านไปทั้งร่างกาย คลายว่าจะหายจากการเหนื่อยล้าเป็นปลิดทิ้ง เวิ่นเวิ่นกางแขน หมุนตัว สามร้อยหกสิบองศา หลับตาพริ้ม สูดรับอากาศอันแสนบริสุทธิ์ แสงแดดที่ส่องมารำไร ภายในต้นดอกท้อต้นใหญ่นี้ ทำให้ใจของเธอค่อย ๆ เบิกบาน เธอนั่งลงบนม้านั่งใต้ต้นดอกท้อนี้ ชุดอาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวไปตามลมเอื่อย พลางแหงนมองท้องฟ้าสีครามที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความสบายใจ “พี่ซูเม่ย พี่เจียลี่ บรรยากาศดีๆ แบบนี้ข้าอยากได้น้ำชา กับซาลาเปาสักหน่อย” “ได้เจ้าค่ะ คุณหนูเวิ่น” ทั้งสองโค้งให้ก่อนจะเดินออกไป ดอกท้อร่วงหล่นมาตามสายลม เมื่อมันตกมายังบนตักเธอ เธอจึงหยิบมันมาทัดหูอย่างภิรมย์ เวิ่นเวิ่นหันมองต้นดอกท้อต้นใหญ่นี้อีกครั้งก็พบว่า กิ่งก้านที่แตกแขนงนั้น ดูแข็งแรงมากนัก “ไปนอนเล่นบนนั้นรอดีกว่า” สิ้นคำ เวิ่นเวิ่น ยืนบนเก้าอี้เพื่อไต่ขึ้นไปยังกิ่งไม้ของต้นดอกท้อ โดยไม่คำนึงถึงชุดอาภรณ์ที่เธอใส่เลย “ฮึบ.....ปีนยากชะมัด ถ้าข้าได้เรียนเคล็ดวิชาตัวเบา คงเหินขึ้นโดยไม่ต้องเหนื่อยแล้วมั้งเนี๊ย” ชุดอาภรณ์สีขาวของเธอ เสียดสีไปตามลำต้นของต้นดอกท้อจนปรากฏรอยคราบน้ำตาลเป็นทางยาว แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้สนใจมันนัก เธอขึ้นไปยังตำแหน่งกิ่งไม้ที่มีขนาดใหญ่ และสามารถรับน้ำหนักได้ดี เอนตัวนอนราบไปตามแนวกิ่งไม้แต่เพราะว่า ผมหางม้ายกสูงของเธอทำให้เธอนอนไม่สะดวกมากนัก เธอจึงปลดผมหางม้าออกปล่อยให้พลิ้วไสวไปตามลมเอื่อย ลมที่พัดมาเบาๆ กับแสงแดดอ่อนๆ เยี่ยงนี้ ทำให้เธอผ่อนคลายจนอยากปล่อยวางทุกสิ่ง เธอนำแขนทั้งสองกุมอกไว้ จากนั้นก็หลับตาลงนอนไปอย่างไม่รู้ตัว...... “สวบ...สวบ” เสียงฝีเท้าอันแผ่วเบา ค่อยๆ สะกิดทำให้เธอตื่นจากภวังค์ ดวงตาเธอค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้าๆ แต่แสงที่สาดส่องมานั้น ทำให้ดวงตาเธอหรี่ลงอย่างช่วยไม่ได้ “พี่ซูเม่ย พี่เจียลี่ ข้าขอน้ำชาได้หรือไม่ บรรยากาศน่าดื่มนัก” เวิ่นเวิ่นยังคงนอนระนาบไปตามกิ่งอย่างนั้น ดวงตามองไปยังปลายยอดต้นดอกท้อ พลางยื่นมือเพื่อรับแก้วช้า แต่ไม่ว่าเธอจะกระดิกมือเท่าไหร่ถ้วยชานั้นก็ไม่ส่งถือมือเธอสักที “พี่ซูเม่ยพี่เจียลี่ ข้าขอน้ำ ชะ.....” เวิ่นเวิ่นเบิกตาโพรง แน่นิ่งราวกับโดนมนต์สะกด นี่ไม่ใช่พี่ซูเม่ยพี่เจียลี่ แต่กลับเป็นชายรูปงามท่านหนึ่ง คุ้นตายิ่งนัก ดวงตาประสาน กับชายผู้นั้น ใบหน้าที่หล่อเหลา กับชุดทรงฮั่นฝูสีดำตัดแดง ดูองอาจ สามารถทำให้หญิงสาวทั่วเมืองหลงใหลได้ ไม่เว้นแม้แต่เธอเช่นกัน สายตาเธอตอนนี้ก็คงไม่ต่างกับ สายตาเหล่าชายหนุ่มที่เคยมองมายังเธอเช่นกัน ทันใดนั้นอาจเพราะความตกตะลึงของเวิ่นเวิ่นเองทำให้เธอเสียหลักจากกิ่งไม้จนร่วงตกลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว สีหน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด “ฟิ้ว.............” ชายผู้นั้นที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักเหาะเหินเดินอากาศมาอย่างรวดเร็วราวกับคลื่นเสียง เขาโอบรับเวิ่นเวิ่นได้ทันท่วงที เวิ่นเวิ่นที่ยังคงคิดว่าตนเองต้องตกลงไปเป็นแน่ ยังคงหลับตาปี๋ ไม่ยอมลืมตา จวบจนทุกอย่างนิ่งงัน เธอก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอถูกใครโอบอุ้มไว้อยู่ ดวงตาค่อยๆ เปิดออก ประสานสายตาอย่างใกล้ชิดในระยะไม่ถึงคืบ หัวใจเต้นแรงสั่นไหวราวกับแผ่นดินไหวที่ยากจะยืนนิ่งได้ ‘หล่อจัง’ จิตใจเธอฟุ้งซ่านเตลิดไปไกล แน่นิ่งค้างอยู่แบบนั้น จนชายผู้นั้นต้องเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน “ยืนไหวหรือไม่” ชายผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันทุ้ม ฟังแล้วนุ่มนวลพาให้เคลิบเคลิ้ม เพียงแค่เสียงของเขาก็ทำให้สติของเวิ่นเวิ่น ตื่นจากภวังค์ที่กำลังล่องลอยไปได้ “ไหวเจ้าค่ะ ข้ามิเป็นไร” เธอรีบผลักตัวเองออกจากอ้อมแขนของชายผู้นั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมโค้งตัวพลางหลุบตาลง ไม่อยากสบตาด้วยความรู้สึกอับอาย “ต้องขอขอบคุณที่ช่วยเหลือข้า ด้วยนะเจ้าคะ เป็นข้าที่สะเพร่าเกินไป มิเช่นนั้นข้าคงได้รับบาดเจ็บอีกแผลเป็นแน่” “ไม่เป็นไร เห็นคนลำบากย่อมต้องช่วยเหลือเป็นธรรมดา” ชายผู้นั้น ยิ้มให้ด้วยความไมตรี “คุณหนู น้ำชาดอกท้อได้แล้วเจ้าค่ะ” “คุณหนูซาลาเปาไส้ถั่วแดง ได้แล้วเช่นกันเจ้าค่ะร้อนๆ เลย” ซูเม่ย และ เจียลี่ เดินนำของว่างเข้ามาว่างไว้บนโต๊ะใต้ต้นดอกท้อ หลังวางไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งสองเห็นว่า นายของตนกำลังสนทนากับชายรูปงามอยู่ ใคร่อยากรู้ยิ่ง จึงแอบกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูของเวิ่นเวิ่น “คุณหนูเจ้าคะ ท่านนี้คือผู้ใดเจ้าคะ” เจียลี่เอ่ยกระซิบ “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันพี่เจียลี่ แต่พวกพี่อยู่ที่จวนมาก่อนข้า ไม่เคยเห็นท่านนี้มาเยี่ยมจวนเลยเหรอ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยถาม ทั้งสองจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมา และกระซิบตอบกลับไปอีกว่า “พวกข้าเพิ่งมารับใช้ที่จวนได้ราว สองปีเท่านั้นเจ้าค่ะ” ชายผู้นั้นเห็น ทั้งสามซุบซิบกันอย่างไม่ปิดบังตน จึงได้เอ่ยขึ้นมาบ้าง “เพิ่งมาอยู่ที่จวนนี้กันใช่หรือไม่ ถึงไม่รู้จักข้า” ชายหนุ่มพูด พลางนั่งลงบนม้านั่ง จิบน้ำชาอย่างไม่เกรงใจ เวิ่นเวิ่นที่เห็นท่าทางของเขาดูสบายราวกับคุ้นเคยที่จวนเป็นอย่างดี ก็ปรับตัวได้ทัน ภายในความคิดเธอ ถ้าเขาไม่ใช่คนของตระกูลหวัง กับคงเป็นมิตรสหายของตระกูลเป็นแน่ เธอเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้อีกตัวไม่ห่างนัก และตอบคำถามตามมารยาท “เจ้าค่ะ ข้าเพิ่งมาไม่นาน ส่วนพวกผู้ติดตามของข้า อยู่ภายในจวนมาก่อนราวๆ สองปีได้เจ้าค่ะ หากไม่เป็นการเสียมารยาท ข้าอยากถามท่านชายว่ามาจากจวนใดเจ้าคะ” “ข้า............” ยังไม่ทันที่ชายผู้นั้นจะเอ่ยตอบ ตงหยางก็วิ่งกรู่เข้ามา ยืนนิ่งหอบก่อนจะโค้งให้ เวิ่นเวิ่น และ ชายคนนั้น “คุณชายฉินอี้ขอรับ ข้าหาท่านตั้งนาน...เฮือก...” “ใจเย็นๆ ตงหยางมีอะไรว่ามา” ชายผู้นั้นเอ่ยด้วยความสนิทสนม “นายท่านฉินเรียกคุณชายไปพบขอรับ เห็นว่า มีเรื่องที่ต้องคุย” “เจ้ากลับไปบอกท่านพ่อ บอกว่าอีกสักครู่ข้าจะตามเข้าไปพบ” “ได้ขอรับ” ตงหยางโค้งตัว ก่อนจะปลีกตัวออกไป เวิ่นเวิ่น และ ผู้ติดตามของเธอทั้งสองคน เมื่อได้ยินการสนทนาระหว่าง ชายผู้นั้นและตงหยาง ก็กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ขนแขนลุกซู่ ราวกับเจอเรื่องราวสุดตะลึง “คุณชายฉินอี้!!!!!!” เวิ่นเวิ่นจ้องมอง คุณชายฉินอี้ ก่อนจะหันไปสบตาเจียลี่และซูเม่ย อย่างหวาดวิตก ‘เขาจะเห็นว่าเราเสียมารยาทต่อเขาไหมนะ’ เวิ่นๆ ได้แต่คิดในใจ พรางหลุบตาลงมองพื้นไม่กล้าสบตา “เจ้าคือ เวิ่นเวิ่น ที่ท่านพ่อข้ารับเจ้ามาเป็นหลานงั้นสินะ” ฉินอี้ยืนขึ้นเอ่ย “จะ...เจ้าค่ะ ท่านลุงฉินท่านเป็นคนเมตตาช่วยเหลือข้าที่กำลังลำบาก จนมิสามารถทดแทนบุญคุณทั้งชีวิตได้เจ้าค่ะ ข้านับถือท่านลุงฉินเจ้าค่ะ” “งั้นหรอกรึ พ่อข้า ยากนักที่จะถูกชะตากับใครปานนี้ แสดงว่าเจ้าต้องเป็นคนที่สมควรอยู่ตรงนี้แล้วล่ะ จวนตระกูลหวังยินดีต้อนรับเจ้าน่ะ” เสียงที่ทุ้มนุ่มนวลเอ่ยออกมา จนเวิ่นเวิ่นอดที่จะเงยหน้ามองเขาไม่ได้ นอกจากท่านลุงฉินที่จิตใจดีแล้ว ลูกชายคนโตอย่างฉินอี้นั้นก็ไม่ต่างกัน เธอรู้สึกอบอุ่นหัวใจที่ได้ยินคำพูดเหล่านี้จริง ๆ “เจอกันครั้งแรก เวิ่นเวิ่นดูเหมือนว่าจะเสียมารยาทต่อคุณชายฉินอี้แล้วเจ้าค่ะ ข้าต้องขออภัยนะเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นโค้งตัวให้อีกครั้ง “ข้าไม่ได้ถือสาหรอก แต่เจ้าน่ะ เป็นสตรีคนแรกที่ข้าเคยพบว่าสามารถปีนขึ้นไปนอนต้นดอกท้อด้วยความสบายใจเช่นนั้นได้เลยนะ” ฉินอี้ ยิ้มกรุ่น “ข้า..... เอ่อ จะระมัดระวังกิริยาเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นกลืนน้ำลายไปยกใหญ่ “ไม่หรอกข้าไม่ได้จะห้ามเจ้า อ่อ อีกอย่างเจ้าเข้าจวนตระกูลหวังของเรามาในตำแหน่งหลานของท่านพ่อ ดังนั้น อย่าเรียกข้าว่าคุณชายเลย เรียกว่าท่านพี่เถิด” “คะ???? ข้าเอ่อ... ข้าคงมิกล้าหรอกเจ้าค่ะ” “การที่ข้าเปล่งวาจาออกมาแล้ว เจ้าก็ต้องเชื่อฟังนะ” เวิ่นเวิ่นนิ่งงั้น ทำไมจู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าเหตุการณ์นี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยผ่านมา จนเธอหันไปสบตากับซูเม่ยและเจียลี่ ซึ่งทั้งสองได้แต่อมยิ้มจนเกือบขำออกมาอย่างไม่สามารถปกปิดได้ “เจ้าค่ะท่านพี่ฉินอี้” เวิ่นเวิ่นได้แต่พยักหน้ายอมรับ “เอาล่ะข้าไปก่อน ท่านพ่อกำลังรอข้าอยู่” ฉินอี้ หันหลังเดินจากไปอย่างช้า ๆ แผ่นหลังที่สง่าผ่าเผยองอาจ ผมที่ถูกรวบตึง ไม่ว่าจะมองดูกี่ครั้งก็น่ามอง เวิ่นเวิ่นมองฉินอี้อย่างไม่ละสายตา แต่แล้วจู่ๆ ฉินอี้ก็ชะงักหยุดเดิน และพูดบางอย่างออกมาโดยไม่ได้หันหลังมามอง “อ่อ เวิ่นเวิ่น จริงๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้ากับเจ้าเจอกันหรอกนะ” สิ้นคำพูด ฉินอี้ก็ชี้นิ้วไปที่คอ เป็นเชิงบอกกล่าว จากนั้นเขาก็เดินออกจากสวนหลังจวนตำหนักใหญ่ลับตาไป เวิ่นเวิ่นทรุดตัวนั่งลงม้านั่ง หยิบซาลาเปาใส้หวานที่เย็นชืดไปแล้วยัดเข้าปาก พลางนึกคิดไปต่างๆ นาๆ “พี่ซูเม่ย พี่เจียลี่” เวิ่นเวิ่นเอ่ย “เจ้าคะ/คะ” ทั้งสองขานรับ “คุณชายฉินอี้ เขาคือ หัวหน้าทหารคนนั้นไงพี่”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม