EP.11 ภัยใกล้ตัว

1378 คำ
ณ.ห้องรับรอง ของ จวนตระกูลหวัง เมื่อเวิ่นเวิ่นกลับมาถึง จวนตระกูลหวัง ทุกคนภายในจวนก็ถูกเรียกรวมตัวกันที่ห้องรับรอง เพื่อหารือกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยนายท่านใหญ่แห่งตระกูลหวัง หวังฉินจื่อ ขณะนี้อยู่ในอารมณ์โกรธสุดขีดอย่างกับระเบิดลูกใหญ่ “มันเป็นแบบนี้ได้ยังไง เหตุใดเมืองฉีถึงปล่อยให้พวกอันธพาล เข้าเมืองมาได้ จนเกิดเรื่องร้ายแรงกับหลานข้า และร้านของข้า” ลุงฉินเอ่ยด้วยความตึงเครียด “ท่านลุงฉินโปรดใจเย็นลงก่อนเจ้าค่ะ ข้าเองก็มิได้เป็นอันใด” เวิ่นเวิ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียอ่อนโยน เพื่อลดความโกรธของท่านลุงฉินลง “ไม่เป็นอันใดงั้นรึ ฮึ...ยัยหนู เจ้าถูกดาบจี้คอจนเลือดไหล นี่มันเรื่องเกี่ยวพันถึงชีวิตเลยนะ” ลุงฉินหันกล่าวมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดแรงอาฆาตลงเลย “.............” จากนั้นบรรยากาศภายในห้องรับรองก็เงียบสงัดไปอีกครั้ง “ว่าแต่เหตุใน ทางร้านถึงไม่มี ผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยที่สามารถรับมือกับพวกหัวรุนแรงเลยเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นถามตรงประเด็น “คุณหนูเวิ่นขอรับ ไม่ว่าร้านใดทั่วทั้งเมืองฉีก็ไม่มีการจ้าง ผู้ใช้วิถียุทธ ดูแลร้านเลยขอรับ เพราะทั่วทั้งตัวเมืองฉีแห่งนี้ มีความปลอดภัยสูงมาก แล้วคนในเมืองฉีก็รักษากฎระเบียบกันอย่างเคร่งครัด เนื่องด้วยกฎหมายที่รุนแรงขอรับ” ตงหยางอธิบาย “งั้นเหตุใด ถึงมีกลุ่มชายหัวรุนแรงในเมืองได้ละเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยด้วยความสงสัย “นั่นแหละขอรับที่เราต้องสืบ ว่าเหตุใดชายกลุ่มนี้ถึงไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายเมืองฉีเลย แล้วยังดูเหมือนเพ่งเล็งมายังร้านอาหารหวังฉินโดยเฉพาะ” ตงหยางเอ่ยไปตามการคาดเดาที่พอคาดการณ์ได้ “ตงหยาง เจ้าได้แจ้งทางการให้แล้วใช่หรือไม่” ลุงฉินนั่งลงหัวโต๊ะก่อนจะเอ่ยด้วยความสงบมากขึ้น “เรียบร้อยขอรับ โชคดีที่คุณชายฉินอี้ กลับมาพอดี” ตงหยางเอ่ย “ไอ้ลูกชายข้ากลับมาแล้วเหรอ....” ลุงฉินเบิกตาโพลง “คุณชายเล็กยังไม่กลับมาขอรับ ซึ่งคุณชายฉินเยียนจะตามมาภายหลังเพราะยังติดงานด้านเอกสารต่อเจ้าแคว้นสี่ ส่วนคุณชายใหญ่ฉินอี้เพิ่งมาถึงเลยขอรับ กำลังเข้าไปแจ้งสารจากเมืองอวิ๋น แก่ผู้ดูแลเมืองฉี แต่เมื่อข้าไปถึง ข้าก็รีบบอกเหตุการณ์ที่เกิดภายในร้าน คุณชายก็รีบจัดการทันทีขอรับ” “แล้วตอนนี้ได้ความอย่างไรบ้าง” “จับกลุ่มชายหัวรุนแรงได้ทั้งหมดขอรับ ตอนนี้คุณชายน่าจะกำลังตรวจสอบ คิดว่าอีกไม่นานคุณชายคงได้ข้อสรุปไม่เกินวันพรุ่ง ขอรับ” “อย่างนั้นรึ งั้นข้าก็โล่งใจ ตงหยางเจ้าก็ส่งคนในจวนเราไปช่วยเก็บกวาดที่ร้านด้วยนะ อาจจะต้องปิดปรับปรุงสัก หนึ่งสัปดาห์” ลุงฉินสั่งการแก่ตงหยาง “ขอรับ” ตงหยางรับคำ ก่อนที่จะออกจากห้องเพื่อดำเนินการทันที “วันนี้พอแค่นี้ก่อน พวกเจ้าแยกย้ายกันไปทำงานตามเดิมได้” สิ้นคำ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามหน้าที่ของตน ส่วนเวิ่นเวิ่นยังคงนั่งครุ่นคิดบางสิ่ง จนลุงฉินจับสังเกตได้ “ยัยหนู ........ เจ้ามีอะไรรึเปล่า หรือว่ายังเจ็บแผลที่คอเจ้า” ลุงฉินเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “เปล่าเจ้าค่ะ ท่านลุงฉิน ข้ามิเป็นไร เพียงแต่ ข้า...” เวิ่นเวิ่นอึกอัก เพราะเกรงว่าสิ่งที่พูดอาจจะกระทบกับท่านลุงฉิน และยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะเอ่ย “หึมมมม... มีอะไร เจ้าพูดมาเถอะ ข้าจะรับฟัง” ลุงฉินเอ่ยด้วยความจริงใจ “ข้าที่อยู่ในเหตุการณ์จับสังเกตได้อย่างนึงเจ้าค่ะ แต่ยังไม่มีหลักฐานจึงไม่รู้ว่าควรเอ่ยดีหรือไม่” “เอ่ยมาเถอะ ข้าจะไม่โทษเจ้า” “ข้าเกรงว่า เรื่องราวในครั้งนี้ ผู้ดูแลร้านลี่ฉุน มีส่วนเกี่ยวข้องเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นตัดสินใจเล่าสิ่งที่คิดทั้งหมด “ลี่ฉุน??? ยัยหนูทำไมถึงคิดเช่นนั้น” ลุงฉินคาดไม่ถึงที่จะได้ยินชื่อนี้จากปากเวิ่นเวิ่น เนื่องจาก ลี่ฉุน คือคนที่ท่านลุงฉิน มอบโอกาสอันดีจนไว้วางใจให้เขาช่วยดูแลและสั่งการ ร้านอาหารหวังฉินในบางครั้ง “ในช่วงที่เกิดเหตุ ปกติ ผู้ดูแลต้องเป็นผู้ออกมารับหน้า และคลี่คลายสถานการณ์ไม่ใช่รึเจ้าคะ แต่ผู้ดูแลลี่ฉุน ตอนแรกก็อยู่โถงร้านปกติ แต่เขากลับเดินกลับไปยังหลังร้าน ราวกับรู้ว่า จะมีกลุ่มอันธพาลมาเลยเจ้าค่ะ จากนั้นผู้ดูแลลี่ฉุนก็ไม่ปรากฎตัวภายในที่เกิดเหตุอีกเลย” ลุงฉินนิ่งเงียบไป สีหน้าดูเฉยเมยไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนแปลง “ขอบใจเจ้ามา ยัยหนู.. ข้าจะลองตรวจสอบดู” “ท่านลุงฉิน ก็อย่าให้ท่านลี่ฉุนรู้ตัวว่าท่านสงสัยเขานะเจ้าคะ ข้าเพียงแค่ยังไม่มั่นใจในหลักฐานที่มี” “ข้ารู้แล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” “เจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นโค้งคำนับ และเดินออกจากห้องรับรอง กลับมาจนถึงเรือนขวาของตน “พี่ซูเม่ย พี่เจียลี่ พวกพี่ไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ ข้าเองก็อยากพักสักครู่” เวิ่นเวิ่นเอ่ยให้ซูเม่ยกับเจียลี่ไปพักผ่อน ก่อนที่เธอจะกลับเข้าห้องของเธอเอง เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้รู้ว่า ตนเองนั้นยังด้อยพลังนัก แม้จะมีสติปัญญาที่แกร่งกล้าแค่ไหน คงยังไม่พอที่จะเอาตัวรอดในหกแคว้นได้ และการจะหาคทาศักดิ์สิทธิ์คงจะเป็นเรื่องยากเป็นแน่ เวิ่นเวิ่นล้มตัวนอนลงบนเตียงคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพลางแหงนมองดูฝ้าเพดาน ด้วยความเหม่อลอย ภายในใจเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เธอเองยังตกใจในความกล้าของตน ความบ้าบิ่นที่คิดว่าตนเองเก่ง จนทำให้ซูเม่ยได้รับบาดเจ็บ การคิดถึงแค่ตนเอง คงจะทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะบัดนี้เธอมีผู้ติดตามที่แสนภักดี อย่าง ซูเม่ย และ เจียลี่ ‘สักวันข้าจะต้องเก่ง อย่างกับ หัวหน้าทหารผู้นั้นให้ได้สักวัน’ ภาพของหัวหน้าทหาร รูปงามปรากฏในจิตใจของเธอ ก่อนที่เธอจะหลับตาพริ้มไปในที่สุด ( ‘ลูกสาวพ่อ อยู่ทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง’ ‘ลูกสบายดีไหม’ ‘เมื่อไหร่จะกลับมาหาพ่อ’ ‘พ่อคิดถึงลูกเหลือเดิน’ ‘ไม่ว่าจะนานแค่ไหนพอก็จะรักษาร่างนี้ของลูกไว้ จนกว่าวันที่ลูกจะฟื้นขึ้นมานะ’ ) เวิ่นเวิ่น ค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความมึนงง เธอลุกขึ้นมานั่งด้วยความฉงนเช่นเคย ภายใต้ความฝันของเธอ ยังคงเป็นชายคนหนึ่งที่แต่งตัวประหลาดแปลกไปจากที่เวิ่นเวิ่นเคยพบเห็น “ฝันถึงคนผู้นั้นอีกแล้ว ทำไมถึงเอาแต่เรียกข้าว่าลูกกันนะ พ่อข้าที่หมู่บ้านป่าไผ่ หาใช่คนนี้ไม่ เป็นฝันที่แปลกประหลาดเสียจริง” เวิ่นเวิ่นลุกจากเตียง เดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งที่อยู่มุมห้อง จ้องมองกระจกอย่างครุ่นคิดกับตนเอง ‘แท้จริงแล้ว ข้าเป็นใครกันแน่ เกิดมาก็ถูกคนทั้งหมู่บ้าน เรียกว่า เทพธิดาแห่งบุตรราชินี พอออกหมู่บ้านก็กลายเป็นคนของแคว้นเจ็ดเพียงหนึ่งเดียวที่ยังอยู่ จวบจนฝันปริศนาที่มีชายแปลกหน้าต่างถิ่นกล่าวอ้างว่าเธอคือลูกของเขา’ ความคิดของเวิ่นเวิ่นปนเปไปหมด จนเธอรู้สึกไม่อยากค้นหาความจริงสิ่งใดอีก “อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ข้าก็คือข้า ความจริงคงปรากฏให้ข้ารู้ได้สักวัน” เธอชี้ไปยังเงากระจกที่สะท้อนร่างตนเพื่อย้ำเตือนสติมิให้คิดฟุ้งซ่าน เวิ่นเวิ่นถอนหายใจเบาๆ เธอคิดว่าหากเธอยังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแห่งนี้ เธอคงไม่หลุดพ้นจากความคิดเหล่านี้เป็นแน่ เธอเดินออกไปจากห้อง ทอดน่องเดินไปตามระเบียงตะโกนสุดเสียงเรียกผู้ติดตามของตน “พี่ซูเม่ย พี่เจียลี่ เราไปสวนหลังตำหนักใหญ่กัน”
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม