EP10 แม่ทัพแห่งเมืองอวิ๋น

2000 คำ
เวิ่นเวิ่นเดินลงมาจนถึงชั้นหนึ่งซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่กรู่กันออกร้านเกือบหมดแล้ว เหลือเพียง ไม่กี่คน พร้อมพนักงานที่ตัวสั่นเทาต่อเหตุการณ์ เธอค่อย ๆ เดินเลี่ยงกลางโถงเพื่อสนทนากับพนักงานร้านคนหนึ่งที่หลบมุมร้าน จากนั้นจึงถามการรับมือของทางร้าน “ขออภัยนะเจ้าคะ สถานการณ์เช่นนี้ ทางร้านมีแผนจัดการอย่างไรเจ้าคะ ข้าและผู้ติดตามของข้ายังทานมื้ออาหารเพียงไม่กี่คำอยู่เลย” เวิ่นเวิ่นเอ่ย พลางโบกพัดเบาๆ “เอ่อ .... คุณลูกค้าขอรับ ข้าเพิ่งเข้ามาเป็นพนักงานได้ไม่กี่วัน ส่วนนี้ข้าไม่สามารถตอบท่านได้ต้องขออภัยจริง ๆ ขอรับ แต่ดูเหมือนทางผู้ดูแลร้านท่านลี่ฉุนจักวิ่งออกไปทางหลังร้านแล้วขอรับ” “ออกไปหลังร้านงั้นรึ เหตุใดถึงออกไป ผู้ดูแลร้านควรออกมารับหน้าไม่ใช่หรือ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ ทั้งที่สถานการณ์แย่ขนาดนี้ แต่ผู้ดูแลร้านกลับหนีเอาตัวรอดอย่างไม่น่าให้อภัย ด้านกลุ่มชายหัวรุนแรง ยังคงอาละวาด ทั้งเตะ ทั้งถีบ โต๊ะเก้าอี้ภายในร้านจนเกลื่อนกลาดไปทั่วทั้งโถง “บอกว่าเอาสุรามา มีเท่าไหร่เอามาให้ข้าดื่มให้หมด หากพวกแกยังไม่ฟัง อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” ชายร่างใหญ่พูดพร้อมยกดาบขึ้นชี้ไปทางพนักงานต้อนรับหญิงที่เพิ่งจะถูกตบจนเลือดอาบ บัดนี้เมื่อดาบถูกชี้พาดบนบ่าของตนก็สติกระเจิง จนพรั่งพรูคำพูดอันหวาดกลัวออกมาพร้อมน้ำตา “ช่วยข้าที!!!! รีบเอาสุราออกมาให้พวกเขา” พนักงานต้อนรับหญิงตะโกนลั่น เวิ่นเวิ่นหันไปหาพนักงานชายที่ยืนอยู่ข้างๆ พร้อมกระซิบข้างหูเบาๆ “เพื่อร่วมงานเจ้าโดนขนาดนั้น เจ้ายังไม่วิ่งไปเอาสุรามาให้พวกนั้นอีกหรือ” “ข้า.....ข้าไม่อาจเข้าไปหลังร้านได้ขอรับ มันเป็นกฎของร้านเฉพาะตำแหน่งคนครัวเท่านั้นที่เข้าไปได้ขอรับ “พนักงานชายพูดแล้วจึงก้มหน้าลง “ไปเอามาเถอะ เจ้าอยากเห็นคนตายในร้านหรืออย่างไร หากเกิดอะไรขึ้นกับเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าเอง ข้ารู้จักเจ้าของที่นี่ดี” พนักงานชายเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงตัดสินใจวิ่งกรูเข้าไปในครัวทันที ไม่นานนัก พนักงานชายก็เข็นไหสุราหลายใบออกมา ท่ามกลางสายตาหลายคู่ของผู้เฝ้ามองเหตุการณ์ ที่จับจ้องด้วยความตึงเครียด “ข้านำสุรา มาให้แล้วขอรับ” พนักงานชายพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เขาหลับตาปี๋ยอมรับชะตากรรม “ต้องแบบนี้สิวะ ไอ้หนุ่มเจ้าออกไปได้” พนักงานหนุ่มเมื่อได้ยินดังนั้นก็หันหลังวิ่งออกจากจุดนั้นทันที “เอาสาวมารินเหล้าให้ข้า” ชายร่างใหญ่หัวโจก ลดดาบออกจากคอพนักงานต้อนรับหญิง แล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ด้วยความสบายใจ ท่ามกลางสายตามหลายสิบคู่ที่ยังยืนอยู่ภายในร้าน “ลูกพี่ แบบนี้ต้องหาหญิงแจ่มๆ มารินเหล้าให้แล้วขอรับ” หนึ่งในลูกน้องเอ่ยออกมา ชายร่างใหญ่ที่กำลังจะยกไหขึ้นมาดื่มเมื่อได้ยินข้อเสนอแนะของลูกน้องก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ เขาจึงวางไหไว้ที่เดิม พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนสะดุดตากับหญิงสาวเสื้อผ้าอาภรณ์สีม่วงอ่อนที่ออร่าโดนเด่นกว่าใครในความรู้สึก “แม่นางชุดสีม่วงอ่อนคนนั้น ออกมารินเหล้าให้ข้าเดี๋ยวนี้” ชายร่างใหญ่ชี้ไปยังเป้าหมาย “ข้า.........ข้าหรือเจ้าคะ” เวิ่นเวิ่นชี้ที่ตนเอง บัดนี้สายตาทุกคนจ้องมองมายังหญิงสาวที่โชคร้ายอย่างเธอด้วยสายตาเวทนา “คุณหนูเวิ่นเจ้าคะ อย่าออกไปนะเจ้าคะ” ซูเม่ยรั้งโดยจับมือของเวิ่นเวิ่นไว้ “พี่ซูเม่ย ไม่เป็นไรข้ารับมือได้ ข้าเชื่อว่า พี่เจียลี่จะพาท่านตงหยางและทหารมาทันเวลา” เวิ่นเวิ่นเอ่ยตอบ พร้อมกับค่อย ๆ เดินออกมาอย่างสง่า พลางโบกพัดเบาๆ พร้อมเผชิญหน้ากับชายร่างใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว “เป็นเกียรติอย่างยิ่งเจ้าค่ะ ที่มีโอกาสได้รินเหล้าให้ท่าน” เวิ่นเวิ่นเอ่ย พร้อมกับยกไหรินเหล้าไปยังแก้วใบเล็กตรงหน้าชายร่างใหญ่ที่เป็นหัวโจก “ฮ่า......ฮ่า...... เหล้าก็ดี แม่นางสวย สมเป็นร้านอาหารหวังฉินจริงๆ” เสียงหัวเราะดังสนั่นร้าน “นี่แม่นาง เหตุใดเจ้าต้องปกปิดหน้า เผยโฉมงามเจ้าออกมาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้” ชายร่างใหญ่พูดพลางยืนมือมาลูบใบหน้าที่กั้นด้วยผ้า “แค่ก ... แค่ก ต้องขออภัยท่านด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่สามารถปลดผ้าปิดหน้านี้ได้ ข้าไม่สบายหนักเกรงว่าจะนำโรคภัยมาสู่ท่านได้” เวิ่นเวิ่น ยกพัดโบกเบา ๆ พร้อมดวงตาสุกสกาว แต่แฝงด้วยความยิ่งทะนงตน “ข้าไม่สน ข้าบอกให้เปิดก็ต้องเปิด ถ้าไม่อยากตายก็ทำตามซะ” ชายร่างใหญ่ลุกขึ้นชี้ดาบไปที่คอระหงของเวิ่นเวิ่น กรีดที่คอของเธอเล็กน้อยเป็นเชิงขู่ ทำให้ต้นคอระหงปรากฏเลือกไหลซิบ ๆ ออกมา “คุณหนู................... เจ้าจะทำอะไรคุณหนูเวิ่น” ซูเม่ยที่ตื่นตระหนกเมื่อเห็นต้นคอผู้เป็นนายได้รับบาดแผลก็ทนต่อไปไม่ได้ วิ่งปรี่เข้ามาด้านหน้าเวิ่นเวิ่นทันที จนเวิ่นเวิ่นเองก็ตกใจในความกล้าของซูเม่ย ตอนนี้สิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้ก็ผิดแผนไม่หมด จากนั้นชายร่างใหญ่ก็สั่งให้ลูกน้องดึงตัวของซูเม่ยออกไป เธอถูกตบไปหนึ่งฉากจนเลือดกลบปากทรุดลงกับพื้น ภายในดวงตาของเวิ่นเวิ่นปรากฎความอาฆาตแค้นเมื่อต้องเห็นผู้ติดตามถูกกระทำเยี่ยงนั้น “ฮ่า.....แม่นางชื่อเวิ่น งั้นหรือ ชักถูกใจแล้วล่ะสิ มาเป็นภรรยาข้าดีไหม นั่นอาจเป็นหนทางเดียวที่จะรอดชีวิตได้เลยนะ” ชายร่างใหญ่ เดินเข้ามาด้วยการวางมาด และยื่นหน้ามาจ้องมองเวิ่นเวิ่นอย่างเจ้าเล่ห์ “ขอบคุณความหวังดีของท่านเจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าคงไม่สามารถตบแต่งกับคนที่ไร้อารยธรรม แบบนี้ได้” เวิ่นเวิ่นหาได้เกรงกลัวชายร่างใหญ่ไม่ เธอปะทะคารมเชือดเฉือนอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด “แม่นางเจ้ากว่าด่าข้า...” ชายร่างใหญ่จ้องเขม็ง กำมือแน่นด้วยความโกรธ “ข้าเปล่าเจ้าค่ะ ใครจะกล้าว่าท่านผู้เก่งกาจเช่นนี้ได้ เพียงแต่ท่านพ่อข้าเคยสอนว่า หากจะเลือกบุรุษมาเป็นสามี ต้องเลือกคนที่ดูแลปกป้องข้าได้ และไม่ทำเรื่องหยาบทรามใดๆ ต่อผู้อื่นเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นจ้องตาประชัน “ยัยนี่ วอนตายซะแล้ว” ชายร่างใหญ่ยกมือบีบคอระหงของเวิ่นเวิ่น เวิ่นเวิ่นที่กำลังตกอยู่ในอันตรายนั้น ก็เอื้อมมือทั้งสองจับไปที่ข้อมือของชายร่างใหญ่ นี่เป็นไปตามแผนของเธออีกหนึ่งแผน การยั่วโมโหแบบมีชั้นเชิง เพื่อให้ชายร่างใหญ่เข้ามาประชิดตัวเธอเอง โดยเหล่าลูกน้องของเขายังอยู่ด้านหลัง เพื่อที่จะใช้เคล็ดวิชาที่ฝึกสำเร็จตอนปลุกปราณจู่โจมในระยะประชิดหักกระดูกข้อมือของเขาซะ “จะฆ่าข้ายังเร็วไปแสนล้านปีนักเจ้าค่ะ.” เวิ่นเวิ่นที่กำลังดึงปราณเพื่อหักข้อมือของชายร่างใหญ่นั้น จู่ๆ ชายร่างใหญ่นั้นดันกระอักเลือดออกมาเสียก่อน โดยที่เธอยังมิได้ทำอันใด “อั่ก.......” ชายร่างใหญ่สำลักเลือดออกมาอย่างหนักจนกระเซ็นไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่เสื้อผ้าอาภรณ์ของเวิ่นเวิ่นที่กำลังถูกเขาบีบคออยู่ จากนั้นร่างของชายคนนั้นก็ล้มลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว จนเธอเองก็ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “คุณหนู...................” ซูเม่ยวิ่งปรี่เข้าหาผู้เป็นนายด้วยใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตา “เจ็บตรงไหนหรือไม่เจ้าคะ” ซูเม่ยจับมือเวิ่นเวิ่นอย่างแผ่วเบา “ข้าไม่เป็นไร พี่ซูเม่ย” เวิ่นเวิ่นยืนแข็งทื่อ แต่ยังพอมีแรงตอบสนองด้านคำพูดได้ “แต่ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ จู่ๆ เขาก็ล้มลงไปเอง” เวิ่นเวิ่นที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเหตุการณ์ยังคงช็อก นี่นะหรือ ความรุนแรงของของผู้ใช้ปราณ แล้วใครกันที่ใช้พลังปราณนี้ มันรวดเร็วมากจนเธอมิได้สังเกต ไม่นานนักเมื่อเริ่มตั้งสติได้ เธอก็พบว่ามีกลุ่มทหารกำลังเดินเข้ามา โดยมีหัวหน้าทหาร สั่งการให้ลูกน้องทหารนำตัวกลุ่มชายหัวรุนแรงพวกนี้ออกไป จากนั้น คนที่ดูมีออร่าความเป็นผู้นำทหารคนนั้นก็เดินตรงดิ่งมายังเวิ่นเวิ่นที่ทรุดนั่งลงเก้าอี้ไปก่อนแล้ว เธอได้แต่คิดภายในใจ ‘ปราณของคนผู้นี้เป็นแน่’ “แม่นาง บาดเจ็บตรงไหนรึไม่” หัวหน้าทหารกล่าว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าไม่ไม่ได้บาดเจ็บอันใด เป็นท่านที่จัดการชายคนนี้ใช่หรือไม่เจ้าคะ” “ใช่ เป็นข้าเองที่จัดการเขาระยะไกล โดยลืมคำนึงถึงแม่นาง ข้าต้องขออภัยจริง ๆ จนต้นคอ แม่นางมีบาดแผล โปรดใช้ผ้าผืนนี้ เช็ดแผล และคราบเลือดตามตัวของท่านเถิด” สิ้นคำพูดของหัวหน้าทหาร เวิ่นเวิ่นจึงเงยหน้าจ้องมองเขาผ่านสายตาสุกสกาว บุรุษที่ส่วมชุดเกราะทหารท่านนี้นอกจากใบหน้าที่หล่อเหล่า รูปร่างสูงสง่าผ่าเผยแล้ว นิสัยเท่าที่เห็นกลับสุภาพยิ่งนัก แม้จักเป็นหัวหน้าคน แต่ความนอบน้อมโอบอ้อมอารีย์นั้นได้แผ่รัศมีออกมาจนรู้สึกได้ จนทำให้เธอคลายความวิตกไปไม่น้อย “ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ข้าขอรับน้ำใจนี้ไว้” เวิ่นเวิ่นตอบกลับพร้อมรับผ้ามาเช็ดเลือกที่คอ “พี่ซูเม่ย พยุงข้าที” เวิ่นเวิ่นเอ่ยอย่างแผ่วเบา “เจ้าค่ะ ค่อยๆ ยืนนะเจ้าคะ” ซูเม่ยเข้าไปประคองเวิ่นเวิ่น “แม่นาง อยู่จวนไหน ให้ทหารของข้าคุ้มครองไปส่งดีหรือไม่” หัวหน้าทหารเอ่ยตามสมควร “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ คนขับรถม้าของข้าอยู่ด้านนอกนี้เอง” เวิ่นเวิ่น ตอบหัวหน้าทหารไปไม่ทันไร จู่ๆ เจียลี่ก็วิ่งร้องลั่นวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว “คุณหนูเวิ่นเวิ่น ข้ามาแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูได้รับบาดเจ็บหรือเจ้าคะ” เจียลี่เดินเข้ามาจับมือเวิ่นเวิ่นจนน้ำตาไหลอาบแก้ม “ข้าไม่เป็นไรแล้วพี่เจียลี่ พี่ทั้งสองพาข้าออกจากที่นี้เถิด ข้าเหนื่อยอยากพักผ่อน” “เจ้าค่ะ/ค่ะ” ทั้งสองตอบรับพร้อมค่อย ๆ พยุงเวิ่นเวิ่นออกมา แต่เมื่อใกล้จะพ้นประตูร้าน เวิ่นเวิ่นก็หันหลังกลับมายังหัวหน้าทหารคนนั้นก่อนเอ่ยบางสิ่ง “เอ่อ..หัวหน้าทหารเจ้าคะ หากต้องการสอบปากคำเพื่อถามหาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แนะนำสอบถามพนักงานชายตรงโน้นนะเจ้าคะ คนนั้นดูจะมีสติดีที่สุดเจ้าค่ะ” “ขอบคุณแม่นางที่แนะนำ” หัวหน้าทหารเอ่ยขอบคุณ “ข้าขอตัวกลับเจ้าค่ะ” เวิ่นเวิ่นเอ่ยก่อนจะหันหลังเดินออกไปทางหน้าร้านจนลับตา หัวหน้าทหารที่ยังยืนอยู่ตรงนั้น กวาดตาไปรอบ ๆ มองความเสียหายที่เกิดขึ้น “ร้านนี้เกรงว่าจะหละหลวมด้านความปลอดภัยไปจริง ๆ หากข้ามาช้าอีกนิดมีหวังต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายมากมายเป็นแน่” หัวหน้าทหารเผยสีหน้าเคร่งขึม “มู่ก่าย เจ้าไปนำคนมาสอบปากคำพนักงานในร้านนี้ให้หมด โดยเฉพาะ พนักงานชายคนนั้นดูเหมือนเขาจะอยู่ในเหตุการณ์ตลอด” “ได้ครับท่านแม่ทัพ” ชายผู้ที่ใครๆ มองว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มทหาร แท้จริงแล้วเป็นแม่ทัพที่เพิ่งเดินทางมาจากเมืองอวิ๋น ผู้ที่กุมกองทหารกองหลังของแคว้นสี่ ทั้งหมด “ชื่อเวิ่นเวิ่น งั้นรึ” แม่ทัพเอ่ยชื่อออกมาอย่างแผ่วเบา โดยไม่มีใครล่วงรู้ได้ว่า แท้จริงแล้วแม่ทัพผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่
อ่านฟรีสำหรับผู้ใช้งานใหม่
สแกนเพื่อดาวน์โหลดแอป
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    ผู้เขียน
  • chap_listสารบัญ
  • likeเพิ่ม