ตอนที่ 8
ร่างกายของเธอยังไม่คุ้นชิน กับสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นมา ทั้งความใกล้ชิดความร้อนแรงและความตื่นเต้นที่ถาโถมเข้ามาในคืนเดียว มันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเธอๆ ทั้งสับสนทั้งอ่อนล้า… และยากจะลืมเลือน
"คนอะไรแรงเยอะชะมัด! ไม่ไหวแล้วฉันต้องไปหาหมอตอนนี้เลย"
หญิงสาวรีบลงจากเตียง หลังจากที่ทนความกลัวไม่ไหว ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้อง ร่างบางก็หยุดเท้ายืนตรงหน้าปฏิทินที่ว่างข้างโต๊ะโน้ตบุ๊ก สายตาเหลือบมองตุ๊กตากระต่ายสีฟ้า “บูบู้” ใช่มันชื่อบูบู้ เป็นชื่อที่เธอกับเด็กชายคนหนึ่งตั้งชื่อให้มัน
ความเดิมเมื่อสิบห้าปีก่อน...
เธอได้มันมาจากเด็กชายคนนั้น เมื่อตอนที่เธออายุเพียงเจ็ดขวบ แต่ตอนนี้เขาคงจะลืมเธอไปแล้ว ตอนนั้นเธอเรียกเขาว่าพี่ชายเพราะเขาดูตัวโตกว่า แววตาเขานั้นนิ่ง
พี่ชายคนนั้นให้ตุ๊กตากระต่ายสีฟ้า ตอนที่เธอนั่งร้องให้อยู่หน้าห้องฉุกเฉิน วันที่คุณพ่อของเธอถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
"หยุดร้องนะ..."
เสียงเด็กชายเอ่ยขึ้นก่อนยื่นตุ๊กตากระต่ายสีฟ้าให้เธอ
"เรามาตั้งชื่อมันด้วยกันไหม?
เด็กชายถามราวกับต้องการอยากจะโอ๋ เพื่อให้เด็กหญิงตรงหน้าหยุดร้องไห้
เธอเงยหน้าขึ้นก่อนถามเขาเบาๆ พร้อมเสียงสะอื้นก่อนยกหลังมือเล็กๆ เช็ดน้ำตา
"ฮึก! ฮึ! ชื่อ...บูบู้... ดีไหมคะ..."
เด็กชายพยักหน้าเบาๆ เขาไม่ได้ยิ้มให้เธอเลยสักนิด เขาเพียงแค่ลูบศรีษะของเธอเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป
มาตาลดาในตอนนั้น กระโดดลงจากเก้าอี้ที่สูงไม่มากนักในทันที ก่อนจะกอดตุ๊กตากระต่ายสีฟ้าไว้แน่น เธอตะโกนเรียกเขา
"พี่ชาย"
เด็กชายหยุดท้าวในทันทีก่อนจะหันกลับมายิ้มให้เธอ
จากนั้นเสียงรองเท้าของสองคู่ก็ดังมาจากด้านหลังของเธอ ทำให้เธอหันกลับไปมอง เป็นเสียงฝีเท้าของคุณหมอ กับคุณแม่กชกรของเธอที่เดินออกมาทางห้องฉุกเฉินพร้อมกัน
แต่เมื่อเธอหันกลับไปหาเด็กชายอีกครั้ง เด็กหญิงตัวเล็กในตอนนั้นก็ไม่เห็นเขาแล้ว
สุดท้ายวันนั้นคุณพ่อของเธอก็ได้เสียชีวิตลง ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองแตก เธอกับคุณแม่ร้องไห้กอดกันแทบขาดใจ จนเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้วันที่เธออายุครบ 22 ปี
ปัจจุบัน
เธอยืนยิ้มกับตุ๊กตากระต่ายสีฟ้า
"เดียวฉันกลับมานะ...ตอนนี้ต้องไปหาหมอก่อนแล้ว"
เธอถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะจับหัวตุ๊กตากระต่ายสีฟ้าที่ชื่อ 'บูบู้' นิ้วเรียวจิ้มลงสองครั้ง พิบ! พิบ! เธอพึมพำกับมันเสียงเบา
"พักร้อนวันแรกของฉัน… หมดไปกับความเจ็บปวดและอาการเมาหัวราน้ำ เสียงเงินยังไม่พอ ยังเสียตัวให้กับหนุ่มโฮสต์ของผับหรูอีก และที่หนักกว่านั้นฉันยังต้องมาเสียอิสระภาพอีกด้วย"
มือบางหยิบปากกาขึ้นมา ขีดฆ่าวันในปฏิทินทิ้งไปหนึ่งวัน
"อีกแค่สองวันนะ… ขอให้มีความสุขกับการพักร้อนที่เหลือเถอะ...!
เธอหันไปมองกระตุ๊กตา 'บูบู้' อีกครั้งก่อนเอ่ยราวกับว่ามันมีชีวิต
"ฉันเล่าเรื่องอับอายนี้ให้นายฟัง นายห้ามบอกทุกคนในบ้านนะ! ไม่งั้นฉันต้องแย่แน่ๆ เลย"
จากนั้นเธอคว้ากระเป๋า ก่อนจะเดินลงไปยังชั้นล่างทันที
ร่างบางเดินลงบันใดอย่างช้าๆ บ้านหลังใหญ่ในวันนี้เงียบสงบเช่นเคย เพราะคุณแม่'กชกร' กับพี่เพชรลดาพี่สาวแท้ๆ ของเธอออกไปเปิดร้านเพชรที่ห้างดังตั้งแต่เช้า
ภายในบ้านจึงมีเพียงคุณย่าพวงเพชร ที่นั่งจิบชาอยู่ในห้องรับแขกบนโซฟาตัวโปรด ส่วนแม่บ้านสองคน 'พี่ส้ม'กับ 'พี่มะลิ' กำลังช่วยกันเตรียมอาหารกลางวันอยู่ในครัว
หญิงสาวเดินย่องลงมาช้าๆ ตั้งใจจะหลบหน้าคุณย่าเพื่อออกไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่ทันพ้นบันไดดี ลุงโจ พ่อบ้านประจำบ้าน ก็เดินเข้ามาพร้อมกุญแจรถหรูของเธอ
“คุณหนูรองครับ มีคนเอารถคุณหนูมาส่งครับ”
มาตาลดารีบยกนิ้วชี้ขึ้นจุ๊ปากเบาๆ
“ลุงโจพูดเบาๆ ค่ะ เดี๋ยวคุณย่าได้ยิน”
เธอกระซิบเสียงแผ่ว
“ตอนนี้มาตาลยังไม่อยากถูกท่านดุ สมองกับหูยังไม่พร้อมรับแรงประทะเลยค่ะ”
ลุงโจได้แต่ยิ้มบางๆ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ครับคุณหนู”
หญิงสาวหันไปมองยังลานจอดรถหน้าบ้าน รถสีแดงสดของเธอจอดอยู่เรียบร้อย ราวกับไม่เคยหายไปไหน
“ขอบคุณนะคะ ลุงโจ”
เธอรับกุญแจมา ก่อนจะเดินย่องออกจากบ้าน แล้วขึ้นรถมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลวายุคีรินทร์ทันที
ผับxxx
บนโซฟาตัวใหญ่ในห้องรับแขก ธาวินนั่งรอฌาลัลล์อยู่เพียงลำพัง ไม่นานนักร่างสูงในเสื้อคลุมอาบน้ำก็เดินลงมา จากชั้นสองอย่างสบายอารมณ์
“สวัสดีครับเฮีย...” ธาวินเอ่ยทักทายพี่ชาย
ฌาลัลล์ยกมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามน้องชาย
“อืม”
เขาตอบสั้นๆ แล้วไขว่ห้าง จุดบุหรี่สูบอย่างผ่อนคลายราวกับไม่มีเรื่องหนักใจใดๆ
“ฉันมีเรื่องให้นายช่วยหน่อยว่ะ”
ธาวินเงยหน้ามองพี่ชายทันที เพราะปกติ มาเฟียหนุ่มตรงหน้าไม่เคยเอ่ยปากขอร้องใครง่ายๆ
“ครับเฮีย… มีเรื่องอะไรครับ”
ฌาลัลล์เป่าควันออกช้าๆ ก่อนจะมองหน้าน้องชายด้วยแววตาที่ดูออกว่า จริงจัง กว่าที่แสดงออก
“เหมือนคุณย่าจะจับฉันคุมถุงชนเลย นายปลอมตัวเป็นฉันสักพักได้ไหมว่ะ ขอเวลาเคียร์ชีวิตก่อน”
เขาหยุดนิดหนึ่ง
“เผื่อยัยคุณหนูรอง… หรือมาตาลอะไรนั่นไม่ได้สนใจฉันจริงๆ เรื่องมันจะได้จบๆ กันไป”
เมื่อได้ยินแบบนั้นธาวินก็หยิบบุหรี่ขึ้นมาจุดบ้าง เงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังคิด
ฌาลัลล์เห็นท่าทีของน้องชายก็รีบพูดต่อ
“โธ่! ไอ้หมอ ช่วยหน่อยดิว่ะ..! เผื่อว่านายไปเจอเธอแล้ว เธอเกิดชอบนายขึ้นมายิ่งดีไปใหญ่”
เขายักคิ้วอย่างไม่จริงจังนัก
“โสดอยู่ไม่ใช่เหรอ นายก็หมั้นกับเธอแทนฉันไปเลยสิ”
ธาวินถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเอ่ยแทงใจดำพี่ชายตรงหน้าอย่างไม่ตั้งใจ
“เฮียก็พูดเหมือนเจอกันครั้งเดียว แล้วจะตกหลุมรักกันเลยงั้นแหละครับ”
เขาดูดบุหรี่เข้าปอด ก่อนจะพ่นควันออกมาแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ความรู้สึกแบบนั้น มันไม่ได้เกิดง่ายขนาดนั้นหรอกนะครับเฮีย”
ฌาลัลล์เงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อย
“…แต่บางทีมันก็เกิดขึ้นโดย... ไม่ทันตั้งตัวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
คำพูดนั้นทำให้ธาวินชะงักสายตามองพี่ชายอย่างจับสังเกต
“เฮีย…พูดเหมือนมีอะไรในใจนะครับ”
ฌาลัลล์หัวเราะในลำคอเบาๆ ไม่ตอบคำถามนั้นตรงๆ
“เอาเป็นว่านายช่วยฉันก่อนก็แล้วกัน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
บรรยากาศในห้องรับแขกเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงควันบุหรี่ที่ลอยอ้อยอิ่ง… และเรื่องวุ่นๆ ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
การที่ธาวินยอมช่วยฌาลัลล์ ไม่ได้เป็นเพียงเพราะพี่ชายเอ่ยปากขอเวลา ไปจัดการชีวิตของตัวเองเท่านั้นหากแต่เป็นเพราะเขา ไม่อยากให้ความตั้งใจของคุณย่าต้องสูญเปล่า
คำมั่นสัญญาที่คุณย่าให้ไว้กับเพื่อนสนิท ยังคงก้องอยู่ในใจของเขาเสมอ หากเขาสามารถทำให้หญิงสาวที่คุณย่าหมายตาไว้ให้พี่ชาย เปิดใจชอบพอฌาลัลล์ได้
หรืออย่างน้อย…ทำให้ฌาลัลล์ยอมมองเห็นเธอในแบบที่มากกว่าการถูกบังคับ ความหวังของคุณย่าก็อาจเป็นจริงขึ้นมาได้
และในเวลานี้หมอธาวิน ชายหนุ่มผู้แสนอบอุ่นจึงยอมรับบทบาทใหม่อย่างเต็มใจ บทบาทของพ่อสื่อให้กับมาเฟียเย็นชา ผู้ไม่เคยศรัทธาในเรื่องหัวใจเลยแม้แต่น้อย
“โอเคครับเฮียผมตกลงช่วย”
ธาวินพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะพูดต่ออย่างเป็นทางการ
“งั้นผมขอตัวไปโรงพยาบาลก่อนนะครับ มีเคสผ่าตัด”
ฌาลัลล์ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเหมือนคนไม่ถนัดเอ่ยคำขอบคุณ
“ขอบใจว่ะ…น้องชาย”
ธาวินลุกขึ้นจากโซฟา แต่ก่อนจะเดินออกไป สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นรอยแดงช้ำที่ลำคอพี่ชาย ลอดออกมาจากเสื้อคลุมอาบน้ำอย่างไม่ตั้งใจ เขาเลยอดที่จะแซวไม่ได้
“ไม่ใช่ว่าติดใจสาวสวยในผับเมื่อคืน จนถึงขั้นงัดข้อกับคุณย่านะครับเฮีย”
คำพูดนั้นทำให้ฌาลัลล์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นแล้วแสร้งกอดคอน้องชาย เดินไปส่งถึงลานจอดรถหน้าผับ
“พูดเรื่องอะไร”
เขาพูดกลบเกลื่อน น้ำเสียงเรียบ
“ก็แค่ของเล่นคืนเดียวไม่ได้คิดจริงจังอะไร! นายขับรถดีๆ ล่ะ”
ธาวินมองหน้าพี่ชาย แม้จะเป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องกัน แต่ทั้งสองก็สนิทกันไม่ต่างจากพี่น้องแท้ๆ เขายิ้มบางๆ ก่อนจะทิ้งท้าย
“ขอให้เธอเป็นแค่ของเล่นจริงๆ นะครับเฮีย”