คุณหมอแพรววาเก็บเรื่องหงุดหงิดเอาไว้ในใจ เธอออกตรวจคนไข้พร้อมกับพยาบาลวิเวียนดั่งเช่นทุกวัน พร้อมกับใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแม้ว่าจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม
“วันนี้อาการเป็นยังไงบ้างคะ? รู้สึกดีขึ้นบ้างไหมคะ” เสียงหวานของหมอแพรววาเอ่ยถามคนไข้หญิงสูงวัยที่นอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลด้วยโรคประจำตัว
“ดีขึ้นมากเลยค่ะ คุณหมอแพรววา” หญิงสูงวัยตอบกลับคุณหมอด้วยรอยยิ้ม เอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงสดใส
“เก่งมากค่ะ เอาเป็นว่าหมอขอดูอาการอีกหนึ่งคืนนะคะ ถ้าไม่มีอะไร พรุ่งนี้สามารถออกจากโรงพยาบาลได้”
“ขอบคุณนะคะ คุณหมอคนสวย”
“ยินดีค่ะ” หมอแพรววาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม หมอสาวจะมีความสุขทุกครั้งที่เธอสามารถรักษาคนไข้ให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
“สวยแบบนี้มีแฟนรึยังจ๊ะ” จู่ ๆ หญิงสูงวัยกลับถามเรื่องราวส่วนตัว ชวนให้พยาบาลวิเวียนที่ยืนอยู่ด้านหลังหันขวับไปมองคุณหมอแพรววาด้วยความเป็นห่วง กลัวคนไข้จะล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว
แต่! หมอแพรววาตอบกลับด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงสดใส ไม่ได้มีอาการเศร้าหมองหรือเสียใจดั่งที่พยาบาลวิเวียนคิด
“เป็นสาวโสดที่มีลูกหนึ่งค่ะ”
“ขอถามได้ไหมคะ? สามีคุณหมอไปไหนเหรอคะ” รอยยิ้มที่ไร้พิษสงกลับทำให้คุณหมอแพรววาเลือกที่จะตอบคำถามไปให้ทุกอย่างจบลงด้วยดี
“สามีตายค่ะ”
“โธ่! น่าสงสารจัง เป็นแม่ม่ายตั้งแต่ยังสาว”
“อยู่กับลูกสาวสองคนมีความสุขดีค่ะ คนไข้พักผ่อนเยอะ ๆ นะคะ หมอขอตัวไปตรวจคนไข้ท่านอื่นต่อ”
“ไว้เจอกันนะคะคุณหมอ”
“ค่ะ” หมอแพรววาโค้งศีรษะเล็กน้อยให้กับคนไข้สูงวัยอย่างนอบน้อม ก่อนที่เธอจะก้าวเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยทันที
พยาบาลวิเวียนที่เดินตามหลังมา กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงติดหงุดหงิด เบื่อที่จะเจอคนไข้ที่มักเอ่ยถามเรื่องส่วนตัวเช่นนี้
“เจอคนไข้แบบนี้ เหนื่อยจริง ๆ”
“ได้แต่ทำใจค่ะ ไปตรวจคนไข้คนอื่นต่อกันเถอะค่ะ” เป็นเรื่องที่ยากจะห้ามปราม จึงต้องก้มหน้ายอมรับคำถามที่มักจะเกิดขึ้นจากคนไข้
หลังจากที่คุณหมอแพรววาออกตรวจคนไข้เสร็จ เธอเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานท่าทางอิดโรย เมื่อต้องใช้พลังงานมหาศาลในการทำงานจนแทบหมดสภาพ ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงาน พิงพนักดั่งคนหมดแรง
หวังจะได้พักเอาแรงสักหน่อย กลับต้องโมโหเพียงเพราะเจ้าของโรงพยาบาลคนใหม่เรียกประชุมด่วน
“โอ๊ย! ไอ้บ้านี่ ทำไมชีวิตฉันต้องกลับมาเจอนายอีก” ในเมื่อเขาเลือกจะหายไปหลายปี ทำไม! ฟ้าต้องลิขิตให้เธอกลับมาเจอเขาอีก
ภายในห้องประชุมที่มีเสียงซุบซิบของเหล่าบุคลากรทางการแพทย์ดังขึ้นไม่หยุด วิเคราะห์เรื่องการประชุมในครั้งนี้ด้วยความตื่นตระหนก ตกใจ คงมีเพียงแค่หมอแพรววาที่ยังคงนั่งทำหน้าหงุดหงิด
“เกิดเรื่องอะไรรึเปล่า ทำไมคุณหยางเรียกประชุม” หมอไลลาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูหมอแพรววาที่นั่งนิ่งไม่ขยับ
“ฉันไม่ได้สิงร่างเขา จะไปรู้ได้ยังไง”
“อ้าว! ฉันก็คิดว่าแกรู้ใจท่านประธานคนใหม่” หมอไลลายกยิ้มมุมปากดั่งคนเจ้าเล่ห์ ส่งสายตาล้อเลียนกับท่าทางน่ากลัวของหมอแพรววาที่กำลังส่งสายตาคาดโทษเธออยู่
“แกอยากตายมากสินะ” หมอแพรววากัดฟันกรอดกับประโยคล้อเลียนของหมอไลลา ประโยคที่ทำให้คุณหมอสาวหัวร้อนขึ้นอีกครั้ง จนอยากจะจับเพื่อนสนิทตนเองหั่นเป็นชิ้น ๆ
“หยอกนิด หยอกหน่อยเอง”
“ฉันไม่ตลกด้วย” จะหยอกล้อเรื่องอะไรเธอไม่เคยว่า แต่! อย่ามาหยอกล้อเรื่องผู้ชายชื่อหยางเด็ดขาด
“ขอโทษค่ะ” เมื่อเห็นใบหน้าจริงจังของหมอแพรววา หมอไลลาจึงรีบเอ่ยปากขอโทษเพื่อนสาวตนเองทันที เพราะดูจากสีหน้าและท่าทางที่ดูจริงจังจนต้องรีบหุบปากเปลี่ยนเรื่องคุย
ภายในห้องประชุมกลับเงียบสงัด เพียงแค่ประธานคนใหม่ปรากฏตัวในห้องประชุม โดยมีเลขาคนสนิทเดินตามไม่ห่าง และ! ยังเป็นบุคคลที่ชี้แจงความประสงค์ของประธานหนุ่มให้ทุกคนทราบ
“ขอบคุณที่เสียสละเวลามาประชุมนะครับ พอดีวันนี้ท่านประธานอยากรู้จักพวกคุณครับ”
“เรื่องไร้สาระมาก” หมอแพรววากระซิบกระซาบให้หมอไลลาได้ยินเพียงแค่สองคน พลันเบะปากใส่ประธานคนใหม่ด้วยความหมั่นไส้
“เก็บอาการเอาไว้ ลูกสาวยังต้องกินต้องใช้” หมอไลลาอดแซวหมอแพรววาไม่ได้ เพราะดูเหมือนตอนนี้ เพียงแค่เห็นหน้าคุณหยาง หมอแพรววากลับมีท่าทางหงุดหงิดขึ้นมาทันตา
“ฉันไม่อยากเจอหน้าเขาอีก” น้ำเสียงงอแงเสมือนพาขวัญดังขึ้น เอ่ยปากบอกกล่าวในสิ่งที่ตนเองไม่ชอบออกมา
“อย่าคิดที่จะลาออก แกก็รู้ว่าที่นี่ผลตอบแทนดีขนาดไหน”
“เฮ้อ! ฉันทำอะไรได้บ้าง” ณ ตอนนี้เธอทำอะไรได้บ้าง นอกจากก้มหน้ายอมรับชะตากรรมของตนเอง แม้จะอยากหนีก็ทำไม่ได้
เนื่องจากโรงพยาบาลนี้เข้ายากมาก มีชื่อเสียงไม่น้อย แถมผลตอบแทนยังมากกว่าที่อื่นอีกด้วย ซึ่งเธอได้รับสิทธิพิเศษจากบรรดาหมอด้วยกัน คือเธอไม่ต้องรับเวรดึก จะมีก็แต่เคสที่ด่วนจริง ๆ เท่านั้น
“เวลาผ่านไปนานหลายปีแล้ว คงไม่มีอะไรหรอก นอกเสียจากแกยังไม่ลืมคุณหยาง” หมอไลลาหรี่ตาจับผิดเพื่อนสาวตนเอง แม้ในใจจะทราบคำตอบดีอยู่แล้วก็ตาม
ประโยคคำพูดของหมอไลลา กลับทำให้หมอแพรววารีบอุทานขึ้นเสียงดัง จนลืมไปเสียสนิทว่า ณ ตอนนี้ตนเองอยู่ภายในห้องประชุม
“พูดอะไรของแก!”
“เออ ขอโทษครับ ผมพูดตามความประสงค์ของเจ้านาย” ดรัณเอ่ยขอโทษหมอแพรววาทันที
“ขอโทษค่ะ พอดีฉันคุยกับเพื่อน ไม่ได้หมายถึงคุณ ต่อเลยค่ะ” หมอแพรววารีบเอ่ยปากขอโทษขอโพยดรัณยกใหญ่ รู้สึกเขินอายไม่น้อยกับการกระทำอันตลกของตนเองต่อหน้าสาธารณชน
“หึ!” หยางกลับยกยิ้มมุมปาก หัวเราะในลำคอชอบใจ เมื่อได้เห็นใบหน้าสวยร้อนรนปนเลิ่กลั่ก
“ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อเลย” ตามมาด้วยประโยคคำพูดทับถมจากหมอไลลาที่นั่งกลั้นขำอยู่ข้าง ๆ
“เพราะแกนั่นแหละไลลา หุบปากซะ!” หมอแพรววาหันไปมองหมอไลลาตาเขียว พลันสั่งให้เพื่อนสาวหุบปากเสีย ก่อนที่เธอจะขายหน้าไปมากกว่านี้
โดยที่เธอไม่ทราบและไม่ทันสังเกต ว่าตนเองกำลังอยู่ในสายตาของหยางแทบจะทุกอิริยาบถก็ว่าได้
“ดูคุณหมอแพรววาจะดูมีปัญหา กับสิ่งที่ผมกำลังจะเปลี่ยนแปลงนะครับ” หยางพูดแทรกดรัณที่กำลังอธิบายแผนงานใหม่ขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย
และ! ประโยคของเขากลับทำให้บุคลากรทางการแพทย์คนอื่น ๆ หันไปมองหมอแพรววาเป็นตาเดียว
“ฉันไม่ได้มีปัญหาค่ะ” หมอแพรววาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ยิ่งได้เห็นสายตาหลายคู่มองมา ยิ่งทำให้เธอตัวเล็กตัวน้อยขึ้นมาทันที
“ก็ดีครับ ต่อเลย” หยางหันไปสั่งให้ดรัณชี้แจงแผนบริหารงานใหม่ของตนเอง นัยน์ตาคมยังคงจับจ้องไปที่หมอแพรววาอย่างนึกเอ็นดู เพราะเธอนิสัยเหมือนพาขวัญลูกสาวตนเองไม่มีผิดเพี้ยน
“ไอ้บ้านี่! จงใจทำให้ฉันขายหน้าชัด ๆ” ทำได้เพียงกัดฟันกรอด กำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ
“ทำไม? ฉันรู้สึกว่าสายตาคุณหยางมองแกบ่อย ๆ จนตอนนี้ฉันเริ่มสงสัยแล้วนะ ตอนนี้เขาแกล้งจำแกไม่ได้ใช่ไหม”
“นั่นมันก็เรื่องของเขา เพราะผู้ชายคนนั้นไม่ได้มีอิทธิพลต่อชีวิตของฉันนานแล้ว”
“ฉันอดแปลกใจไม่ได้จริง ๆ คุณหยางกำลังเล่นอะไรกันแน่” หมอไลลาขมวดคิ้วเข้าหากันเป็นปม พลันครุ่นคิดและวิเคราะห์การกระทำของหยางดั่งคนต้องการคำตอบ
“เป็นหมอหรือเป็นนักสืบกันแน่” หมอแพรววากระแนะกระแหนหมอไลลาด้วยความหมั่นไส้ เพราะดูเหมือนหมอไลลาจะยังคงวิเคราะห์เรื่องของหยางไม่เลิก
“ฉันสงสัยจริง ๆ แกคิดดูนะ ท่าทางดูเหมือนคนพึ่งรู้จักกัน แต่สายตาที่มองแก กลับเหมือนคนตกหลุมรัก”
“หยุดเพ้อเจ้อ!”