ธารมิกาลงมือทำงานทันทีอย่างไม่ให้เสียเวลา เธอจัดโต๊ะ จัดมุมกิจกรรม เช็ดกระดาน ติดบอร์ดภาพ วีรภพช่วยยกของ จัดชั้นหนังสือ และเล่าเรื่องระบบการเรียนการสอนของโรงเรียนให้ฟังอย่างละเอียด เขาพูดถึงกิจกรรมเยี่ยมชมฟาร์มคล้ายการไปทัศนศึกษา กิจกรรมเลี้ยงสัตว์เล็กๆ การพาเด็กออกไปเรียนรู้ธรรมชาติ ซึ่งทั้งหมดทำให้ดวงตาของธารมิกาเป็นประกาย
“เด็กๆ ที่นี่โชคดีนะคะ” เธอพูดจากใจ
“ได้เรียนรู้จากธรรมชาติจริงๆ”
“ใช่ครับ” วีรภพยิ้ม “แม่พี่เคยบอกเสมอว่า เด็กๆ จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ พวกเค้าต้องได้รับทั้งความรู้และความอบอุ่นด้วย”
คำพูดนั้นทำให้ธารมิกานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบางๆ เธอคิดถึงชัญญ่า เด็กหญิงที่เหมือนขาดบางอย่างในชีวิต และเธออยากเป็นคนเติมสิ่งนั้นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ว่าจะในฐานะอะไรก็ตาม
ช่วงบ่ายผ่านไปอย่างรวดเร็ว ห้องเรียนค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่าง สีสันสดใสถูกเติมเต็มด้วยความตั้งใจของครูใหม่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย วีรภพมองนาฬิกาแล้วเอ่ยขึ้น
“เย็นแล้ว เดี๋ยวพี่ไปส่งที่ฟาร์มนะครับ จะได้แวะสวัสดีป้านีด้วย ได้ยินว่าพี่ชนม์ก็กลับมาเมืองไทยแล้ว พี่ยังไม่มีโอกาสเจอเค้าเลย แต่ป้านีบอกว่าพี่ชนม์กลับมาพร้อมลูกสาวและจะให้เข้าเรียนอนุบาลที่นี่ในเทอมหน้าอย่างนั้นใช่มั้ยครับ”
“ใช่ค่ะ ลูกของคุณชนม์ชื่อน้องชัญญ่า ไม่แน่ใจว่าจะได้เรียนห้องของธารรึเปล่า”
“งั้นไปครับ พี่ไปส่ง”
“เอ่อ...ก็ได้ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
รถเก๋งญี่ปุ่นกลางเก่ากลางใหม่ของวีรภพแล่นออกจากโรงเรียน ผ่านถนนสายเล็กที่คดเคี้ยวไปตามภูเขา บทสนทนาเป็นไปอย่างสุภาพ วีรภพถามถึงการเรียนในกรุงเทพฯ และแผนการสอนของเธอ ธารมิกาตอบอย่างเปิดเผย แต่ไม่ล้ำเส้น เธอรู้สึกสบายใจในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่ถึงขั้นสนิทสนมแต่ก็ไม่ถึงขนาดห่างเหินจนทำให้รู้สึกอึดอัด
เมื่อรถเลี้ยวเข้าสู่ฟาร์มแสนรัก ไม่นานพวกเขาก็มาถึงบ้านของสาลินี เจ้าของบ้านออกมาต้อนรับทันทีที่เห็นรถจอด เธอยิ้มกว้างเมื่อเห็นวีรภพมาส่งลูกสาวคนโปรดด้วยตัวเอง
“สวัสดีครับป้านี ผมเห็นว่าเย็นแล้วเลยมาส่งน้องธารเองน่ะครับ”
“สวัสดีจ้ะ ดีแล้วล่ะที่วีมาส่ง ป้าจะได้หายห่วง วันไหนรถที่ฟาร์มไปรับช้าก็รบกวนวีมาส่งน้องด้วยนะจ๊ะ” สาลินีเอ่ยอย่างคุ้นเคย
“ด้วยความยินดีครับ” วีรภพตอบอย่างสุภาพ
สาลินีมองทั้งสองคนด้วยแววตาพอใจ เธอเชื้อเชิญวีรภพเข้าบ้านพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ราวกับเป็นคนในครอบครัว
ไม่นานนัก อธิชนม์ที่เพิ่งเสร็จงานจากในฟาร์มก็พาชัญญ่าเข้ามาในบ้านเพื่อกินมื้อค่ำเหมือนทุกวัน แต่เมื่อเขาก้าวเข้ามาในห้องอาหาร สายตาคมก็หยุดชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นวีรภพนั่งอยู่ที่โต๊ะ
“อ้าว วี มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ” เขาทักเสียงเรียบ
“สวัสดีครับพี่ชนม์ ผมมาได้สักพักแล้วครับ พอดีมาส่งน้องธารแล้วป้านีชวนให้กินมื้อเย็นด้วยกัน” วีรภพตอบอย่างนอบน้อม
ชัญญ่าที่เดินตามบิดาเข้ามาก็หยุดกึก ดวงตากลมโตหรี่ลงทันที เธอขยับเข้าไปเกาะแขนอธิชนม์โดยอัตโนมัติ
“แล้วนี่เหรอครับลูกสาวของพี่ชนม์ที่ป้านีเล่าให้ฟัง” เขาหันมามองสาวน้อยลูกครึ่งหน้าตาน่ารักพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยน
“ใช่แล้วล่ะ นี่ชัญญ่าลูกสาวพี่เอง ชัญญ่าสวัสดีอาวีสิครับ”
“สวัสดีค่ะอาวี” เธอยกมือไหว้ตามที่บิดาสอนแต่ก็ไม่ได้ยิ้มให้อีกฝ่ายมากนัก
“สวัสดีค่ะชัญญ่า ได้ยินว่าเทอมหน้าจะไปเรียนแล้ว ไม่ต้องกลัวนะครับอาวีกับอาธารจะช่วยกันดูแลหนูเอง”
“ขอบคุณค่ะ” เธอบอกยิ้มๆ ทำตัวเงียบจนผิดปกติ หากเป็นคนอื่นมองมาคงคิดว่าเธอเป็นเด็กเรียบร้อย แต่คนเป็นพ่ออย่างเขารู้ดีว่าอาการแบบนี้ของลูกสาวแปลว่ากำลังไม่ชอบใจอะไรสักอย่างแน่นอน
และเขาก็เดาถูก เพราะความไม่พอใจเล็กๆ ของเด็กน้อยยิ่งฉายชัดแม้ไม่พูดอะไรสักคำเพราะคุณอาแปลกหน้าคนนั้นนั่งอยู่ข้างๆ คุณอาคนโปรดของเธอ มันเป็นตำแหน่งที่เธอมักจะนั่งเสมอ ความรู้สึกตอนนี้เลยเหมือนคนที่ถูกแย่งที่นั่งสำคัญไป
บนโต๊ะอาหาร บรรยากาศดูอบอุ่นและเรียบง่าย วีรภพพูดคุยกับสาลินีอย่างสนิทสนม ทั้งยังคอยตักอาหารให้ธารมิกาอย่างสุภาพ พร้อมกับเล่าเรื่องที่เขาช่วยธารมิกาจัดห้องเรียนตลอดวันให้ทุกคนได้ฟัง
ธารมิกานั่งตัวเกร็งเล็กน้อย รับรู้ถึงสายตาเล็กๆ ที่จับจ้องจากฝั่งตรงข้ามแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
“แด๊ดดี้…” ชัญญ่าเรียกเสียงเบา
“หืม” เขาหันมามองลูกสาวเล็กน้อย
“หนูไม่ชอบคุณอาคนนี้เลยค่ะ” เด็กหญิงกระซิบ
อธิชนม์วางมือบนศีรษะลูกสาวแล้วยิ้มบาง
“ไม่พูดแบบนั้นครับ นั่งกินข้าวไปดีๆ นะคนเก่ง”
น้ำเสียงเขาสงบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ แต่สายตาคมกลับมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน หนุ่มรุ่นน้องที่นั่งใกล้ธารมิกา มือที่คอยตักอาหารให้เธอ รอยยิ้มที่ดูจริงใจเกินไป และมารดาของเขาที่ดูจะพอใจกับภาพนี้ไม่น้อย ราวกับว่าท่านได้พบผู้ชายคนใหม่ที่อยากจะจับคู่ให้ลูกสาวคนโปรดแล้วอย่างนั้น
เขาไม่พูด ไม่ขัด ไม่แสดงความไม่พอใจ เพียงแต่นั่งมอง ฟัง และปล่อยให้บรรยากาศดำเนินไป
แม้เสียงหัวเราะจะดังเป็นระยะ แม้บรรยากาศจะดูอบอุ่น แต่ในอกของอธิชนม์กลับมีบางอย่างที่แปลกไปและไม่อาจให้คำนิยามได้ในตอนนี้
เขาพยายามบอกตัวเองว่ามันไม่ใช่เรื่องของตน ทั้งที่ลึกลงไปหัวใจกลับไม่ยอมสงบอย่างที่ควรจะเป็นเลยแม้แต่น้อย...