พ่อแม่รังแกฉัน

1563 Words
ตอนที่ 8 คำพูดนั้นเบา แต่กลับกระแทกเข้าไปในความนิ่งของคนฟังอย่างจัง อาเธอร์หันขวับมาทันที มือที่จับแขนเล็กของแพคเม่อยู่ก่อนแล้ว กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แรงพอให้เธอสะดุ้งวาบ ใบหน้าของเขายังคงนิ่งเย็นชา ดวงตาคมเข้มจ้องมองเธอไม่กะพริบ แต่สิ่งที่แพคเม่ไม่รู้เลยคือ ภายใต้ความนิ่งนั้นหัวใจของเขากำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง อาเธอร์เม้มปากแน่น กลั้นอารมณ์ที่ปะทุขึ้นในอกจนแทบเผาไหม้ ยัยโง่เอ๊ย…! กว่าจะมีโอกาสได้อยู่กับเธอสองต่อสอง มันยากแค่ไหน เธอไม่รู้บ้างเลยหรือไง? ทำไมถึงไม่ดื้อ ไม่ร้าย ไม่เก่งซ่าเหมือนในโลกอนาคตนั้น ถ้าเป็นเธอคนนั้น…คงไม่ลังเลที่จะคว้าฉันไว้ เธอคงไม่ปล่อยให้ฉันหลุดมือไปง่ายๆ แบบนี้ ป่านนี้บังคับจับฉันถอดเสื้อผ้าขึ้นคล่อมฉันในรถไปแล้ว แพคเม่สะบัดมือออกจากเขาเบาๆ การกระทำนั้นไม่ได้รุนแรง แต่กลับเหมือนมีดบางๆ ที่กรีดผ่านความอดทนของอาเธอร์ เธอไม่พูดอะไรสักคำ เพียงก้าวลงจากรถไปยืนเคียงข้างนาชาทันที ราวกับเลือกจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน อาเธอร์กำมือแน่น ความโกรธพุ่งขึ้นจนแทบควบคุมไม่ได้ “แพคเม่!! เสียงของเขาดังก้อง ลั่นไปทั่วบริเวณ “เธอกลับเข้ามาในรถเดี๋ยวนี้นะ!” แต่แพคเม่กลับยืนนิ่งอยู่ข้างนาชา ใบหน้าสงบเกินคาด สายตามองไปข้างหน้า ราวกับไม่เคยได้ยินเสียงนั้นเลยแม้แต่น้อย ความเงียบของเธอ… ยิ่งทำให้ความเดือดดาลของเขาทวีคูณ อาเธอร์สบถในลำคอ ก่อนจะเหยียบคันเร่งลงสุดแรง เสียงยางรถเสียดกับพื้นถนนดังเอี๊ยด รถหรูพุ่งทะยานออกไปจากตรงนั้นอย่างบ้าคลั่ง เป็นอารมณ์ที่คุมอารมณ์โมโหหิวอย่างเห็นได้ชัด เขาทิ้งร่างของแพคเม่และนาชาไว้เบื้องหลัง พร้อมกับคำสัญญาที่ยังไม่เอ่ยออกมา แต่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจของเขา เธอหนีฉันไม่พ้นหรอก แพคเม่! ไม่ว่าโลกนี้…หรือจะกลับไปโลกเดิมเธอต้องเป็นของฉันคนเดี๋ยว นาชายืนอึ้งไปชั่วขณะ ไม่คิดเลยว่าแพคเม่จะกล้าขัดใจเฮียอาเธอร์ตรงๆ แบบนี้ เธอหันมามองเพื่อนอย่างตกใจ “เม่…ธะ เธอลงมาทำไมกัน” แพคเม่ยืนนิ่ง สีหน้าเรียบจนดูดื้อดึงในสายตาอีกฝ่าย “ฉันจะให้เธอกลับบ้านคนเดียวได้ยังไง มันอันตรายนะ” นาชาสบถเบาๆ ก่อนจะยู่ปากอย่างหงุดหงิด “เธอทำให้เฮียโกรธ มันน่ากลัวกว่าอันตรายข้างถนนอีกนะ” เธอส่ายหน้า ถอนหายใจแรง “กลับไปคราวนี้ เธอค่อยดูเถอะว่าจะได้รับแรงสั่นสะเทือนกี่ริกเตอร์” คำพูดนั้นทำให้แพคเม่ก้มหน้าลงทันที ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงไปหมด ก็จริง… ในโลกอนาคตที่เธอเคยผ่านมา ตอนนี้เธอไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ เธอควรถูกควบคุมตัว ไปสอบสวนเรื่องรถชนอาจารย์กันยารัตน์ ควรถูกตั้งคำถามควรถูกกดดันจากเจ้าหน้าที่ และควรเผชิญเหตุการณ์ที่โหดร้ายกว่านี้ แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันกลับตาลปัตร และเธอเองก็ไม่รู้เลยว่า สถานการณ์แบบนี้ 'ควรทำอะไร' หรือ 'ไม่ควรทำอะไร' แพคเม่พึมพำเสียงเบา แทบจะได้ยินเพียงแค่ตัวเอง “มันไม่เหมือนเดิมเลย…” เธอกำมือแน่น ความรู้สึกตกค้างในอกยังไม่จางหาย ภาพมือของอาเธอร์ที่คว้าข้อมือเธอไว้ยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ และที่สำคัญไปกว่านั้น… “รุ่นพี่อาเธอร์…จับมือฉันก่อนด้วย” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย เมื่อเอ่ยออกมา “มันทำให้ฉันตกใจมากเลยนาชา” นาชาชะงัก หันมามองหน้าแพคเม่ทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่า การที่อาเธอร์ 'แตะต้อง' ใครก่อน ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ธรรมดาแน่ๆ "เฮียอาเธอร์เนี่ยนะจับมือเธอ หือ เขาต้องป่วยเหมือนเธอวันนี้แน่ๆ เลย พูดเพ้อเจ้อทั้งวันไม่เป็นตัวของตัวเองเลย" นาชาจับมือแพคเม่ไว้แน่น สีหน้าที่เมื่อครู่ยังงอนและหงุดหงิด แปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก เธอหันไปมองรถที่แล่นเข้ามาจอดใกล้ๆ ก่อนจะดึงมือเพื่อนเบาๆ “ไปกันเถอะเม่ รถมาแล้ว” เสียงของนาชาอ่อนลงกว่าก่อนหน้า “กลับบ้านก่อน เรื่องอื่น…ค่อยคิดทีหลัง” แพคเม่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อน ดวงตายังเต็มไปด้วยความสับสนและคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่ความอุ่นจากมือของนาชากลับทำให้หัวใจที่สั่นไหวค่อยๆ สงบลงเล็กน้อย เธอพยักหน้าช้าๆ “อืม…” ทั้งสองก้าวขึ้นรถไปพร้อมกัน ประตูปิดลงอย่างแผ่วเบา ต่างจากเสียงเอี๊ยดกราดเมื่อครู่ของรถอีกคันที่ยังติดอยู่ในความทรงจำของแพคเม่ไม่รู้เลือน รถเคลื่อนตัวออกจากตรงนั้น ทิ้งภาพเหตุการณ์วุ่นวายไว้เบื้องหลัง แต่ในใจของแพคเม่กลับยิ่งวุ่นวายกว่าเดิมหลายเท่า บ้าน ส.ส.อนันต์ เวลา 18.40 น. แสงไฟในห้องรับแขกสว่างนวล เงาร่างของชายวัยกลางคนในชุดลำลองนั่งนิ่งอยู่บนโซฟา สีหน้าเคร่งขรึมผิดจากบรรยากาศยามเย็นตามปกติ เมื่อเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ตึ๊งต้อง! ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาภายในบ้าน “ขออนุญาตเข้าพบคุณลูกแก้วครับ” น้ำเสียงเป็นทางการดังขึ้น ลูกแก้วที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชะงักไปทันที ใบหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้ดูปกติที่สุด ส.ส.อนันต์หันไปมองบุตรสาวแวบหนึ่ง สายตาคมกริบจับผิดได้ทันทีถึงความผิดปกติ “มีเรื่องอะไรหรือครับ” เขาเอ่ยถามแทนลูกสาวด้วยน้ำเสียงสุขุม แต่แฝงแรงกดดัน เจ้าหน้าที่เปิดแฟ้มเอกสารในมือ ก่อนจะรายงานอย่างตรงไปตรงมา “เนื่องจากเหตุรถชนอาจารย์กันยารัตน์ หน้ามหาวิทยาลัยเมื่อเวลาประมาณบ่ายสามโมงครับ รถคันก่อเหตุเป็นรถยนต์หรู สีเดียวกับรถที่มีนักศึกษาใช้งานอยู่เพียงสองราย” ลูกแก้วกำมือแน่นใต้โต๊ะ หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ “หนึ่งในนั้นคือรถของคุณมัสหยา นักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ปีสอง” เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้น “แต่จากการตรวจสอบ รถของคุณมัสหยาจอดอยู่ภายในมหาวิทยาลัย ตลอดช่วงเวลาเกิดเหตุ และไม่มีร่องรอยการเฉี่ยวชนใดๆ” บรรยากาศในห้องเงียบงันลงทันที ส.ส.อนันต์พยักหน้าเบาๆ อย่างรับรู้ แต่สายตากลับยังไม่ละไปจากลูกสาว “แล้วอีกคันล่ะครับ” เจ้าหน้าที่ลังเลเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเอ่ยต่อ “อีกคัน…เป็นรถที่ไม่มีป้ายทะเบียน และยังไม่พบตัวผู้ขับขี่ครับ แต่ข้อมูลทั้งหมดชี้ว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถที่นักศึกษาใช้งาน” ลูกแก้วเม้มริมฝีปากแน่น ความเย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง เธอรู้ดี…ว่าพวกเขากำลังเข้าใกล้ความจริงมากแค่ไหน “ทางเราจึงขอเข้าพบ เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมครับ” เจ้าหน้าที่กล่าวปิดท้าย ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้…มันหนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก เพราะในขณะที่ชื่อของแพคเม่ถูกตัดออกจากข้อสงสัย เงาของความผิด…กำลังค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาใครบางคนอย่างช้าๆ และไม่ปรานีเลยแม้แต่น้อย ทันใดนั้น ส.ส.อนันต์ก็ลุกขึ้นยืน สีหน้ายังคงสุขุมแต่แฝงความเด็ดขาด “งั้นผมขอเชิญคุยด้านในสักครู่นะครับ” เขาหันไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสอง ก่อนจะผายมือเชิญเข้าไปในห้องทำงานด้านใน ประตูไม้บานใหญ่ค่อยๆ ปิดลงอย่างแผ่วเบา ตัดโลกภายนอกออกจากห้องรับแขกโดยสิ้นเชิง เหลือเพียงลูกแก้วที่นั่งอยู่บนโซฟา กอดร่างคุณแม่เอาไว้แน่น ร่างบางสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ น้ำตาคลอเต็มดวงตา ก่อนจะไหลอาบแก้มลงมาเงียบๆ ภาพเหตุการณ์เมื่อบ่ายยังตามหลอกหลอน เสียงเบรก เสียงกระแทก ร่างของอาจารย์กันยารัตน์ที่ล้มลงต่อหน้าต่อตา เธอชนเข้าเต็มแรง… และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า อาจารย์จะรอดหรือไม่ “ฮึก…” ลูกแก้วสะอื้นเบาๆ ซุกหน้าเข้ากับอกแม่ มือกำเสื้อแน่นราวกับกลัวโลกทั้งใบจะพังทลายลงมา คุณแม่ลูบหลังลูกสาวช้าๆ น้ำเสียงอ่อนโยน แต่เต็มไปด้วยการปลอบที่ผิดทิศผิดทาง “ไม่เป็นไรนะลูก…ไม่ต้องกลัว” เธอก้มลงกระซิบข้างหูลูกสาว ราวกับคำพูดนั้นคือเกราะกำบังทุกความผิด “คุณพ่อมีอำนาจล้นฟ้า ต่อให้เรื่องใหญ่แค่ไหน พ่อก็จัดการได้” ลูกแก้วเงยหน้าขึ้น น้ำตายังอาบแก้ม ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ถ้า…ถ้าอาจารย์เป็นอะไรไปล่ะคะแม่…” “ไม่เป็นอะไรหรอก” คุณแม่รีบพูดตัดอย่างมั่นใจเกินเหตุ “ยังไงพ่อก็ขอความช่วยเหลือจากท่านธีภัทรได้ ปู่ของอาเธอร์น่ะ คนระดับนั้น ไม่มีใครกล้าแตะต้องครอบครัวเราได้หรอก”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD