ตอนที่ 9
เธอเช็ดน้ำตาให้ลูกสาวเบาๆ ก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างผู้ชนะ
“ไม่ต้องกลัวนะคะ…คนสวยของแม่ ไม่มีใครทำอะไรลูกได้”
คำพูดนั้นควรเป็นคำปลอบใจ แต่ในความเงียบของบ้านหลังใหญ่ กลับฟังดูเย็นชาและบิดเบี้ยว
เพราะไม่มีสักคำ…ที่เอ่ยถึงความผิด หรือความรับผิดชอบมีเพียงอำนาจ
และชื่อของใครบางคน ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเกราะกำบังอีกครั้ง
และในขณะที่ประตูห้องทำงานยังปิดสนิท
ความจริง…ก็ถูกกดทับไว้หลังบานประตูนั่น
รอวันปะทุออกมาโดยไม่มีใครรู้ว่า เมื่อถึงวันนั้น
จะมีใครบ้าง…ที่หนีมันพ้น
ไม่นานนัก ส.ส.อนันต์ก็เดินออกมาจากห้องทำงานพร้อมเจ้าหน้าที่ของนายทั้งสอง
พวกเขาหยุดยืน คำนับให้เจ้าของบ้านเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากบ้านไปทันที
ลูกแก้วมองภาพนั้นด้วยหัวใจที่โล่งเบา คุณแม่ที่ยังโอบกอดเธอไว้แน่นยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ ราวกับทุกอย่างได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่ลูกแก้วจะได้ถอนหายใจโล่งอกจริงๆ
ส.ส.อนันต์ก็เดินตรงเข้ามาหาทั้งสองคน สีหน้าของเขาเคร่งเครียด แข็งกร้าว
ต่างจากท่าทีสุขุมเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
“ลูกสาวฉันมีอยู่คนเดียว…”
เสียงทุ้มเอ่ยช้าๆ แต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
“แต่กลับไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง สร้างแต่ปัญหา!”
ลูกแก้วสะดุ้งวาบ
“ไม่มีความสามารถอะไรเลยสักอย่าง!”
เขาตวาดเสียงดัง
“ฉันเพิ่งจ่ายเงินซื้อ ‘ตำแหน่งหัวหน้าห้อง’ ให้แกไปหยกๆ ยังไม่ทันไร ก็ต้องมาซ่อมรถ ปลอมเอกสาร ปิดปากเจ้าหน้าที่!”
น้ำเสียงของเขาสั่นด้วยความโกรธ
“ห้าล้านสำหรับเจ้าหน้าที่ อีกหนึ่งรายผู้บาดเจ็บสองล้าน!”
“หมดไปเท่าไหร่แล้วรู้ไหม ลูกแก้ว!”
ลูกแก้วหน้าซีด น้ำตาคลอทันที
“แกจะให้ฉันอกแตกตายหรือไง!”
คำพูดสุดท้ายหลุดออกมาอย่างโหดร้าย
“แกน่าจะตายไปซะตั้งแต่วันคลอด!”
คำพูดนั้น…เหมือนมีดที่แทงลงกลางอก ลูกแก้วตกตะลึงลุกพรวดขึ้นจากโซฟา กระทืบเท้าอย่างแรง
ก่อนจะสะบัดหน้า วิ่งหนีขึ้นห้องไปทั้งน้ำตาเสียงสะอื้นดังแว่วอยู่ในโถงบ้าน
“ลูกแก้ว!”
คุณแม่มลหันมามองสามีด้วยสายตาไม่พอใจ
“คุณคะ…คุณพูดแรงไปนะ ลูกยังเด็กอยู่เลย”
“เด็ก?”
ส.ส.อนันต์ตวาดกลับทันที
“เพราะคุณนั่นแหละ เอาแต่ให้ท้ายกันเข้าไป!”
“จะได้ล้มละลายกันทั้งตระกูล!”
คุณแม่มลสะดุ้ง ก่อนจะรีบเอ่ยถามเสียงสั่น
“ทำไม…ทำไมเราต้องจ่ายเยอะขนาดนั้นคะคุณ”
“ท่านธีภัทรไม่ช่วยเราหรือไงคะ”
ส.ส.อนันต์ก้มหน้าลง ส่ายหน้าเบาๆ อย่างคนหมดแรง
“ท่านบอกว่า…ตอนนี้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมด”
“อยู่ในมือของลูกชายเขาแล้ว…อชิรวัฒน์”
คุณแม่มลเบิกตากว้าง สีหน้าตื่นตระหนก
“มาเฟียอชิ…?”
“เขาไม่เคยทำเรื่องไม่ถูกต้องเลย แล้วเราจะมีที่พึ่งพาอีกต่อไปเหรอคะคุณ”
ส.ส.อนันต์มองภรรยาด้วยสายตาเอือมระอา
ก่อนจะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างสุดกลั้น
“เราก็หัดพึ่งตัวเองบ้างสิคุณหญิง!”
“จะงอมืองอเท้าอยู่ได้อีกนานแค่ไหน!”
“ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันสักที!”
พูดจบ ส.ส.อนันต์ก็ลุกพรวดสีหน้าหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ก่อนเดินเข้าห้องทำงาน เขาปิดประตู
ปัง!!
ใส่หน้าภรรยาอย่างไม่ไยดี โถงบ้านกลับสู่ความเงียบ
แต่เป็นความเงียบที่หนักอึ้ง… และเต็มไปด้วยรอยร้าวที่ไม่มีใครกล้าพูดถึง ความคิดหนึ่งแล่นวาบขึ้นมาในหัว ของคุณแม่มลในทันที ราวกับมีใครมากระซิบเตือนสติ… และปลุกความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่
"ลูกแก้วกับอาเธอร์…ต้องได้แต่งงานกัน ไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นให้ได้ มาเฟีย 'อชิ' และนักข่าว'มิลิน' ไม่มีทางไม่พอใจหากได้ลูกสะใภ้เป็นถึงลูกสาวของ ส.ส.
ยิ่งถ้าสามีในอนาคตมีดีกรี มีเส้นสายและอาจไต่เต้าขึ้นไป ถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันข้างหน้า
ใครกันจะปฏิเสธอำนาจแบบนั้นได้ ริมฝีปากของคุณแม่มลคลี่ยิ้มบางๆ ดวงตาฉายแววคำนวณ
เธอจะต้องวางแผนให้แยบยลที่สุด
ต้องแนบเนียน ต้องไม่ให้ใครจับได้ว่าเธอกำลัง 'เกาะอำนาจ' ตระกูลธิระเดช คือบันไดขั้นสำคัญ
และเธอจะเหยียบมันขึ้นไป
จากเมีย ส.ส.สู่ตำแหน่งที่สูงกว่านั้น ระดับคุณหญิง
ไม่ใช่เพื่อลูกไม่ใช่เพื่อครอบครัว
แต่เพื่ออำนาจและสถานะ ที่เธอใฝ่ฝันมาตลอดทั้งชีวิต
คฤหาสน์ธิระเดชากุล
บรืนนน...!
เอี๊ยด...!
เสียงรถหรูคันหนึ่งกระชากแรง ก่อนจะหยุดสนิทในโรงจอดรถอันกว้างใหญ่
ภายในโรงจอดรถ มีรถยนต์คันหรูจอดเรียงรายอยู่ถึงหกคัน สะท้อนฐานะและอำนาจของเจ้าของคฤหาสน์ได้อย่างชัดเจน
อาเธอร์เปิดประตูรถลงมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด ร่างสูงใหญ่แบบหนุ่มลูกครึ่งตะวันตก ผิวขาวหน้าคมเข้ม เขาก้าวขายาวๆ ตรงเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่สนใจใคร
เพียงไม่กี่ก้าว เขาก็มาถึงโถงกลาง สายตาคมเหลือบไปเห็นร่างหนึ่งที่คุ้นเคย คุณย่า 'ไออุ่น' วัยแปดสิบเก้าปี
กำลังนั่งสนทนากับแม่บ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สดใสผิดกับวัย ผมหงอกขาวโพลน แต่แววตายังคงแจ่มใส
ท่าทางแข็งแรง แม้จะมีอาการเจ็บป่วยบ้างตามประสาของคนชรา ทว่ายังคงเปี่ยมไปด้วยบารมีและความอบอุ่น
สมกับเป็นเสาหลักของตระกูลธิระเดชากุล อาเธอร์ชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย ความหงุดหงิดในแววตาแผ่วลงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อสายตาได้สบกับรอยยิ้มของผู้เป็นย่า
“สวัสดีครับคุณย่า”
อาเธอร์เอ่ยทักเสียงสุภาพ แม้สีหน้าจะยังไม่คลายความตึงเครียดลงทั้งหมด
คุณย่าไออุ่นกวักมือเรียกหลานชายให้เข้าใกล้
ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่สั่นเล็กน้อยตามวัย
“น้องๆ ล่ะ…ยังไม่มาเหรอนาชากับแพคเม่”
ท่านยิ้มบางๆ ก่อนจะตบที่นั่งข้างตัวเบาๆ
“มานี่สิ มาช่วยย่าเลือกชุดเครื่องเพชรให้น้องๆ ใส่ไปงานวันเกิดของ ส.ส.อนันต์ แทนแม่มิลินของหลานหน่อย ย่าเริ่มตาลายแล้ว”
อาเธอร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว ท่าทางนั้นไม่พ้นสายตาของคุณย่าไออุ่น ท่านรู้ดี…ว่าอาเธอร์ไม่ได้ชื่นชอบแพคเม่นัก
จึงรีบเอ่ยปัดด้วยรอยยิ้มใจดี
“เอาแค่ช่วยเลือกให้นาชาก็พอแล้วกันนะ”
“ส่วนของแพคเม่ ย่าคิดว่าเจ้าตัวคงอยากเลือกเองมากกว่า”
คุณย่าหัวเราะเบาๆ อย่างเข้าใจ
“ไม่อยากรบกวนอาเธอร์หรอกลูก”
อาเธอร์ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ โดยไม่เถียง
ร่างสูงทรุดนั่งลงข้างๆ คุณย่าไออุ่น เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าสายตากลับเหลือบไปมอง กล่องกำมะหยี่ที่เปิดค้างอยู่ตรงหน้า
ในกล่องนั้น…
สร้อยมรกตประจำตระกูลครบเซท สวยสะดุดตาและไม่ใช่แค่กล่องเดียว
ยังมีกล่องกำมะหยี่อีกหลายใบที่เปิดอ้า ว่างเปล่า เรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ
“คุณพ่อกับคุณแม่ ยังไม่กลับจากสิงคโปร์เหรอครับคุณย่า ถึงได้ให้สาวๆ ออกงานแทน”
คุณย่าไออุ่นยิ้มบางๆ มือเหี่ยวย่นสั่นเล็กน้อยขณะลูบขอบกล่องเครื่องเพชร
“อืม…”
"แต่หลานก็ต้องเอาของขวัญไปให้ท่าน ส.ส.อนันต์ แทนคุณพ่อด้วยนะลูก”
อาเธอร์ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าฉายแววไม่เข้าใจ
“ให้นาชาเป็นคนถือไปก็ได้นี่ครับคุณย่า”
คุณย่าไออุ่นเงยหน้ามองหลานชาย ก่อนจะเอ่ยเสียงดุเบาๆ แบบคนผ่านโลกมาไกล
“จะให้น้องสองคนไปกันเองได้ยังไงล่ะอาเธอร์ ต้องขับรถให้น้องสิถึงจะถูก”
ท่านส่ายหน้าเบาๆ
“หลานนี่จริงๆ เลย”
แววตาของอาเธอร์อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เพราะลึกๆ แล้วเขาเป็นห่วงแพคเม่อยู่ก่อนแล้ว
“ครับ…”
เขาตอบสั้นๆ มือหนาเอื้อมไปหยิบสร้อยมรกตประจำตระกูล ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ก่อนจะส่งให้คุณย่า
“ชุดนี้…ให้แพคเม่ครับ”
“ส่วนทับทิม…ให้นาชา”
คุณย่าไออุ่นชะงักเล็กน้อย ดวงตาฉายแววลึกซึ้ง เมื่อรับรู้ถึงการตัดสินใจของหลานชาย
บางสิ่ง…อาเธอร์อาจไม่พูดออกมา แต่การเลือก 'เครื่องประจำตระกูล' ก็เพียงพอจะบอกทุกอย่างแล้ว
คุณย่าไออุ่นยิ้มอย่างพอใจ รอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูและความเข้าใจ
ก่อนที่ท่านจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นั่งยิ้มเงียบๆ คิดในใจเพียงลำพัง
เหมือนพ่อของเขาไม่มีผิด… รักใครก็ไม่เคยพูดออกมา เลือกแสดงออกด้วยการกระทำ…แบบเงียบๆ
จากนั้นอาเธอร์ก็ขอตัวลุกขึ้น
“ผมขอขึ้นไปอาบน้ำนะครับคุณย่า”
เขาเอ่ยบอกสุภาพ ก่อนจะหันไปทางแม่บ้านที่ยืนอยู่ใกล้ๆ สองคน น้ำเสียงยังคงเรียบ แต่แฝงความเกรงใจ
“พี่มะลิ…พี่สมเช้ง”
“ไปกับผมหน่อยได้ไหมครับ”
ทั้งสองคนรีบขานรับทันที
“ได้ค่ะคุณอาเธอร์”
อาเธอร์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ
“ขอแรงช่วยขนของบนห้องหน่อยครับ”
เขาเดินนำขึ้นบันไดไป ทิ้งไว้เพียงคุณย่าไออุ่นที่ยังนั่งยิ้มบางๆ อยู่ตรงนั้น ราวกับมองเห็นเส้นทางของหลานชาย ชัดเจนยิ่งกว่าที่เจ้าตัวจะรู้ตัวเสียอีก
บนห้องส่วนตัวนาชาด้านบน
เสียงทุ้มเย็นชาเอ่ยขึ้น ราบเรียบ…แต่หนักแน่นจนบรรยากาศรอบตัวนิ่งงัน แม่บ้านทั้งสองชะงัก มองหน้ากันเล็กน้อยโดยไม่กล้าถาม
“ขนของใช้ของแพคเม่ออกจากห้องนาชาให้หมด”