เช้าวันต่อมากรรณิการ์รู้สึกตัวตื่นในเวลาสายมากแล้ว เสียงนาฬิกาที่ตั้งเตือนไว้ว่าวันนี้เธอมีธุระต้องไปทำ ทำให้หญิงสาวลืมตาตื่นทะลึ่งตัวพรวดลุกจากเตียงนอน
เธอก้มลงมองตัวเองที่ยังอยู่ในชุดเดิมที่ออกไปเมื่อคืน พบว่าตนเองเรียบร้อยดีก็ถอนใจโล่งอก ความเมาจนภาพตัดทำให้จำไม่ได้ว่ากลับถึงบ้านอย่างไรด้วยซ้ำ หากแต่เมื่อเข้าไปในห้องน้ำเห็นหน้าตนเองที่หลับทั้งที่ไม่ได้ล้างเครื่องสำอางกรรณิการ์ก็กรีดร้องเบาๆ
“ตายแล้วฉัน พัง หน้าฉันพังแน่ๆ” ความเป็นผู้หญิงรักสวยรักงามทำให้ทนไม่ได้ขึ้นมาทันที รีบล้างเครื่องสำอางออกแล้วมาสก์หน้าทิ้งไว้สักพักก่อนจะเริ่มอาบน้ำแต่งตัวตามปกติ
กว่าจะได้ลงมาด้านล่างก็ปาเข้าไปเกือบสิบนาฬิกา บ้านเงียบสนิทเพราะคนทำงานบ้านคงไปทำความสะอาดในส่วนอื่นๆ หรือไม่ก็คงทำงานในครัวกัน
“คุณกรรณตื่นแล้วเหรอคะ หิวไหมคะให้หนูตั้งโต๊ะเลยไหม” เด็กลูกจ้างคนหนึ่งที่กำลังขนอุปกรณ์ทำความสะอาดออกมาจากห้องรับรองแขกทักเธอขึ้น
“อ๋อ ไม่ต้องก็ได้ วันนี้ยังไม่หิวเลยค่ะแต่ก็อยากได้กาแฟสักแก้ว เดี๋ยวกรรณไปชงเอง แล้วใครจะมาเหรอคะถึงทำความสะอาดห้องรับรองแขก” เธอออกปากถามอย่างอดไม่ได้
“เพื่อนๆ นายน่ะค่ะ นายสั่งไว้ว่าจะมีเพื่อนมาจากกรุงเทพฯ จะมาพักกันที่นี่สามสี่คนให้เตรียมห้องไว้ค่ะ” เด็กตอบแล้วเดินยอบตัวผ่านเธอไปที่ตอนนั้นกำลังคิดตามคำบอกเล่าดังกล่าวอยู่
“เพื่อนพี่กล้าจะมาเหรอ หรือเราควรย้ายไปพักบ้านเล็กก่อนดีนะ ช่วงนี้พี่ๆ เขาจะได้มีความเป็นส่วนตัว” บ้านเล็กที่เธอคิดถึงคือบ้านหลังเล็กในที่ดินขนาดสามงานที่ปู่ภาคย์ยกให้เธอในพินัยกรรม ตัวที่ดินที่ว่าก็คือผืนที่อยู่ติดกันกับบ้านใหญ่หลังนี้นั่นเอง โดยที่มีรั้วรอบขอบชิดแบ่งอาณาเขตที่สองผืนออกจากกันอย่างชัดเจน
อธิปเองได้ให้กุญแจบ้านหลังนั้นกับเธอตั้งแต่วันที่มาถึงระนอง เขาเคยบอกไว้ว่า “เผื่อกรรณอยากปรับปรุงตัวบ้าน หรืออยากปล่อยเช่าจะได้ทำได้เลย จะได้มีรายได้อีกทางแถมมีคนอยู่บ้านก็จะไม่โทรม”
###############
“เป็กกี้แม่ได้ยินลูกสั่งให้เด็กจัดกระเป๋า จะไปไหนเหรอลูก” นางพิไลถามบุตรสาวอย่างเกรงใจ
พิรัลพัชรเงยหน้าจากหน้าจอไอแพดที่เธอกำลังอ่านข่าวประจำวันขึ้นมองมารดา
“เป็กจะไประนองค่ะแม่” เธอตอบแค่นั้น
“ไปเที่ยวเหรอลูก” คนเป็นแม่ถามต่อ
“อืม... ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แต่เป็กได้ยินมาว่าต้นกล้าพาผู้หญิงเข้ามาอยู่ในบ้าน เลยอยากไปดูหน้าหน่อยว่าเป็นไง”
“แล้วยังไงล่ะลูก หนูกับต้นกล้าก็เลิกกันนานแล้วไม่ใช่เหรอ จะไปยุ่งกับเขาทำไมกัน” นางพิไลไม่เห็นด้วยที่ลูกสาวจะตามไปซอกแซกเรื่องอดีตคนรักขนาดนั้น
“ถึงยังไงหนูกับเขาก็เป็นเพื่อนกันอยู่ค่ะแม่ ได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นนางก็ไม่เบาเหมือนกันคงตั้งใจมาจับมาอ่อยต้นกล้าเต็มที่ เป็กได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ก็ออดอ้อนปู่ภาคย์จนได้มรดกไปหลายล้านแล้วนะคะ ต้นกล้าน่ะเป็นคนตรงเขาไม่ทันผู้หญิงแบบนี้หรอก” พิรัลพัชรใส่ความหวังดีเข้าไปในคำบอกเล่าเต็มที่
“ขนาดนั้นเลยเหรอลูก นายหัวภาคย์เขาปกติมองคนได้ขาดมากนะ ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้”
“คนแก่ค่ะแม่ คงหลงๆ ลืมๆ อีกอย่างเด็กสาวๆ สวยๆ ก็คงช่างเอาอกเอาใจด้วย แต่นั่นล่ะค่ะ เราเองก็ไม่รู้ว่าบ้านเขารับอุปการะเด็กกันแบบบริสุทธ์ใจหรือว่าอะไรนะคะ” พิรัลพัชรพูดตามที่คิดแบบเมามันและสนุกปากอย่างยิ่ง ทำให้นางพิไลยกมือทาบอกด้วยความตกใจเพราะคาดไม่ถึง
“แล้วหนูจะไปกับใครลูกพักที่ไหนกันจองโรงแรมหรือยัง”
“ไปกับริชชี่ค่ะ มีลักษ์อีกคนก็นอนบ้านต้นกล้านั่นแหล่ะ พวกหนูไปโน่นที่ไรก็นอนที่นั่นทุกครั้ง”
พิรัชพัชรพูดถึงเพื่อนอีกสองคนคือฤดีมาศหรือริชชี่ และลักษณาซึ่งสองคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่อยู่กลุ่มเดียวกันกับอธิปตั้งแต่สมัยเรียน
###################
สองวันหลังจากนั้นกลุ่มเพื่อนของอธิปก็ไปถึงระนอง หญิงสาวได้รับคำสั่งจากชายหนุ่มเจ้าของบ้านว่าให้อยู่บ้านคอยต้อนรับเพื่อนของเขา เพราะเจ้าตัวยังติดงานที่ฟาร์มมุกของคิรินทร์ผู้เป็นลุงซึ่งอธิปมีหุ้นที่นั่นในจำนวนหนึ่ง
“ฝากกรรณดูแลเพื่อนพี่ด้วย เป็นผู้หญิงทั้งสามคนเพื่อนพี่เขาคุยสนุกกันทุกคน กรรณน่าจะเข้ากับเขาได้ดี ก็เหมือนต้นข้าวน่ะล่ะ” ชายหนุ่มโทรมาสั่งงานคนที่บ้านคร่าวๆ
“ได้ค่ะพี่กล้า เอ่อคือว่าถ้ายังไงช่วงนี้ให้กรรณย้ายไปนอนบ้านเล็กก่อนดีกว่าไหมคะ เผื่อเพื่อนพี่อยากได้ความเป็นส่วนตัวกัน”
ปลายทางเงียบไปอึดใจก่อนที่เขาจะตอบกลับมาเรียบๆ
“แล้วกรรณจะดูแลแขกได้ยังไงถ้าเราจะไปนอนที่อื่น แต่ก็ช่างเถอะถ้าไม่อยากทำพี่ก็ไม่ว่าอะไรเราหรอก เดี๋ยวพี่ฝากให้แม่บ้านทำแทนก็คงได้มั้ง”
“ไม่ใช่แบบนั้นค่ะพี่กล้า กรรณเต็มใจดูแลแขกให้พี่ กรรณแค่เสนอเฉยๆ งั้นเอาเป็นว่ากรรณจะต้อนรับแขกแทนพี่จนกว่าพี่จะกลับมานะคะ”
เพราะเหตุนั้นหญิงสาวจึงต้องมารอรับเพื่อนของอธิปที่สนามบินตามเวลาที่เขาแจ้งมา
ความที่เป็นเมืองเล็ก สนามบินเล็กแต่ละวันมีเที่ยวบินไม่มากเธอจึงสามารถมองหากลุ่มคนที่ตนเองต้องมารับได้ไม่ยาก
“สวัสดีค่ะ พี่ๆ เป็นเพื่อนพี่กล้าใช่ไหมคะ” มีผู้หญิงสาวสามคนที่นัดเธอหลังเธอโทรหาว่าจะยืนรอหน้าทางออกเพียงกลุ่มเดียว กรรณิการ์จึงเข้าไปทักแบบไม่ลังเล
“ค่ะ น้องกรรณใช่ไหมคะ” ฤดีมาศเป็นคนตอบรับเพราะว่าเธอเป็นคนรับสายหญิงสาวเมื่อสักครู่
“ใช่ค่ะพี่ เชิญกันทางนี้เลยค่ะ มีอะไรให้ช่วยถือไหมคะ” กรรณิการ์ถามตามมารยาท
“มีค่ะ ช่วยยกกระเป๋าไปให้ทีนะคะ ขอบคุณค่ะ” พิรัลพัชรชี้ไปทางกระเป๋าใบใหญ่แบบมีล้อลากของตนเองแล้วออกเดินนำไปทันที
“นี่ด้วยค่ะ ฝากของพี่สองคนอีกคนละใบนะคะ ขอบคุณค่ะน้อง” ลักษณากับฤดีมาศทำแบบเดียวกัน สามสาวเดินนำไปรอที่หน้าตัวอาคารท่าอากาศยานโดยที่ไม่ได้หันมามองว่าหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่มาเพียงคนเดียวแบบกรรณิการ์จะทำอย่างไร
ฝ่ายกรรณิการ์มองกระเป๋าใบใหญ่ทั้งสามใบที่ถูกวางทิ้งไว้แอ้งแม้งกับพื้น ส่วนเจ้าของนั้นเดินตัวปลิวหัวเราะคิกคักเหมือนตั้งใจแกล้งกันแล้วเท้าเอวมองอย่างงุนงง
“แบบนี้ก็ได้เหรอเนี่ย พี่กล้าเขาไปหาเพื่อนจากไหนกัน จับสลากได้มาเหรอ” หญิงสาวเกาศีรษะก่อนจะส่ายหน้าไปมา
#################
“เธอว่ายายนั่นจะทำไง” ลักษณาถามเมื่อออกมายืนรอด้านนอก ใจนึงก็คิดว่าตนเองอาจจะทำเกินไปหรือไม่
“ช่างมันสิ ก็ให้มันทำงานหนักๆ บ้าง หน้าสวยๆ แบบนั้นวันๆ คงไม่คิดอะไรนอกจากเรื่องจับผู้ชาย” ฤดีมาศพูดอย่างไม่รู้สึกผิดใดใด เพื่อนสาวอีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
“จริง แกอย่าลืมสิว่าเรามาทำไม เรามาเพื่อช่วยต้นกล้าให้รอดจากยายผู้หญิงหน้าด้านคนนี้นะ จะไปสงสารนางเพื่อ...” พิรัลพัชรเสียงสูง
“ถูก ก็ให้แบกกระเป๋าหนักๆ น่ะดีแล้ว จะได้รู้ว่าชีวิตน่ะไม่ง่าย ยิ่งจะทำชั่วแล้วก็ยิ่งไม่ง่ายตราบใดที่ต้นกล้ายังมีเพื่อนดีๆ แบบพวกเรา” ฤดีมาศสรุปแต่แล้วพวกเธอก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ากรรณิการ์เดินออกมาสบายๆ โดยที่ไม่ได้ถืออะไรติดมือมาเลย
“แล้วกระเป๋าพวกเราล่ะเธอไม่ได้ยกมาเหรอ แค่นี้ก็ช่วยเหลือกันไม่ได้หรือไง”
กรรณิการ์มองหน้าสามสาว เธอแน่ใจว่าตัวเองกำลังถูกแกล้ง แต่ก็ยังยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี พลางชี้มือไปทางด้านหลังเห็นชายสองคนช่วยกันยกกระเป๋าสามใบของพวกเธอออกมา
“อ๋อ พอดีว่าข้อมือของกรรณไม่ค่อยดีน่ะค่ะ วันก่อนพี่กล้าพาไปออกกำลังกายแล้วเล่นผิดท่าไปหน่อย พอพวกพี่ๆ ฝากกระเป๋าไว้เยอะขนาดนี้ กรรณก็เลยโทรปรึกษาพี่เขาพี่กล้าก็เลยบอกให้พนักงานที่ร้านมุกในแอร์พอร์ตมาช่วยยกให้ค่ะ”
“โอ๊ะ พี่ๆ ไม่ต้องเดินไปไหนนะคะ เดี๋ยวรถมารับตรงนี้เลยค่ะรอสักครู่” กรรณิการ์ยิ้มหวานเจี๊ยบส่งกุญแจรถให้พนักงานหนึ่งในสองคนนั้น
“นี่ค่ะจอดที่ลานฝั่งซ้ายโซนเอรถบีเอ็มคันสีขาวนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
หนุ่มพนักงานชายวิ่งออกไปที่ลานจอดรถทันที กรรณิการ์ดูดน้ำในแก้วกาแฟที่ถือมาจนมีเสียงอย่างอารมณ์ดี “รอแปบเดียวนะคะพี่ๆ กรรณเข้าใจค่ะว่าคนอายุเยอะแล้วก็ต้องถนอมร่างกายอะเนอะ”