วันรุ่งขึ้นปราณชนกและเพื่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ พวกเธอมาถึงสนามบินดอนเมืองในช่วงสายๆ หญิงสาวและเพื่อนๆ แยกย้ายกันที่นั่นเพราะว่าปริญผู้เป็นพี่ชายมารอรับกลับบ้าน
“พี่ปริ๊นมานานหรือยังคะ จริงๆ ให้คนขับรถมาก็ได้นะคะ” เธอส่งรถเข็นให้พี่ชาย ส่วนตัวเธอเป็นคนอุ้มน้องปายเองเด็กหญิงเพิ่งตื่นจึงยังมีอาการงอแงอยู่
“พี่ว่างเลยมารับเองดีกว่า ว่าไงคะคนสวยของลุงปริ๊น ไม่เจอกันตั้งหลายวันคิดถึงลุงไหมคะ”
พวกเขาเดินมาถึงรถยนต์ที่จอดอยู่ ปริญยกกระเป๋าของน้องและหลานสาวใส่ท้ายรถขณะที่ปราณชนกอุ้มลูกไปนั่งที่คาร์ซีท ชายหนุ่มจัดของเสร็จแวะมาหอมแก้มหลานสาวแรงๆ จนเจ้าตัวร้องกรี๊ดกร๊าด ส่วนปราณชนกมองภาพตรงหน้าแล้วส่ายศีรษะไปมา ปริญไม่ว่าจะอย่างไรก็รักเด็กหญิงปราณณิชาแบบสุดหัวใจ นั่นเป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านรู้กันดี
“พี่ได้ยินว่าปรางจะไปงานเลี้ยงรุ่นเหรอ” ระหว่างที่รถรอสัญญาณไฟจราจร ปริญจึงถามเรื่องที่ได้ยินมาจากพ่อและแม่
“ค่ะ ตั้งแต่จบมาไม่เคยได้ไปเลย ปีนี้ปรางให้ร้านของเราเข้าร่วมออกบูธด้วยค่ะ จะได้โพรโมตร้านไปในตัว”
เป็นที่รู้กันว่าศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยเจพีล้วนมาจากครอบครัวนักธุรกิจเกินครึ่ง สิ่งสำคัญในการส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่คือ ‘คอนเน็กชัน’ ทางธุรกิจที่จะได้ไป และคอนเน็กชันที่มาจากเพื่อนสมัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยนั้นเหนียวแน่นและมั่นคงอย่างมาก เมื่อปราณชนกตั้งใจจะกลับมาช่วยครอบครัวดูแลธุรกิจ เธอจึงอยากเพิ่มการโพรโมตให้มากขึ้น
“แล้วจะเอาลูกไปไหม” ปริญถามทำให้น้องสาวคิดหนัก
“ปรางกลัวไม่มีเวลาดูลูก หรือถ้ามัวแต่ดูลูกก็จะไม่ได้คุยกับเพื่อนเท่าไหร่สิคะ แต่ก็อยากพาไปนะคะ” เธอลังเล ใจหนึ่งก็อยากพาน้องปายไปด้วย เพราะเพื่อนๆ ในห้องล้วนแต่บอกว่าอยากเจอ ลูกสาว
“ไปสิ ไม่เป็นไร งานนี้พี่ก็ไปด้วย เดี๋ยวพี่ช่วยอุ้มหลานให้” ปริญยิ้มท่าทางใจดี
“แบงค์มึงจะมาทำไมตั้งแต่ไก่โห่วะ” อาทิตย์ถามเพื่อนอย่างเซ็งๆ ที่มันบังคับให้เขามางานเลี้ยงรุ่นตั้งแต่หกโมงเย็น
“มึงจะมาช่วยเขาเปิดประตูห้องจัดเลี้ยงเรอะ” ชายหนุ่มยังบ่นต่อ แต่ธิติไม่สนใจฟังเพื่อน เขาตรงไปที่จุดลงทะเบียนเพื่อเปิดหารายชื่อคนจองที่นั่งในงานคืนนี้
“ไอ้ทิต ปรางมาจริงๆ ว่ะ” ธิติดีใจที่จะมีโอกาสเจออดีต คนรักจากรายชื่อคนที่ลงทะเบียนไว้ แต่อาทิตย์กลับทำหน้าเหม็นเบื่ออยู่ไม่หาย
“มึงจะดีใจทำไม ปรางมาพี่ชายเขาก็ต้องมา มึงคิดว่าจะได้เข้าใกล้ปรางเหรอ”
“ไอ้ปริ๊นมันจะเฝ้าน้องสาวมันได้ตลอดรึไงล่ะ มันก็ต้องไปนั่งกับเพื่อนกลุ่มมันไหม”
จากนั้นเพื่อนๆ ในแต่ละชั้นปีของแต่ละคนก็เริ่มทยอยเข้างานมา ธิติและอาทิตย์แยกไปนั่งกับกลุ่มเพื่อนตัวเองตามปกติ เขาพูดคุยด้วยท่าทีเหมือนไม่มีอะไรจนกระทั่ง
“ปริ๊นนายอุ้มเด็กที่ไหนมาวะ คนนี้รึเปล่าที่วันนั้นเห็นลงไอจี”
ธิติหันไปมองช้าๆ เขาเห็นปริญอุ้มเด็กหญิงวัยสองขวบเศษยืนอยู่ไม่ห่างจากโต๊ะของเขานัก ชายหนุ่มลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นเด็กหญิงชัดๆ เธอมีผมยาวตรง ดวงหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ตาโต ผิวขาว ปากนิดจมูกหน่อย ใจเขาเหมือนกองทรายที่ถูกคลื่นใหญ่ซัดจนพังครืนไม่เป็นท่าในทันใด
“น้องปาย ลูกน้องสาวกูเองน่ารักไหมเพื่อน” ปริญตอบเพื่อนตัวเองแต่ชำเลืองมองมาทางธิติอย่างสะใจ
“ลูกน้องปรางน่ะเหรอ อ้าวไม่เห็นได้ยินเลยว่าน้องเขาแต่งงาน นี่กูเพิ่งอ่านข่าวว่าน้องปรางกำลังจะกลับมาเป็นซีอีโอให้ร้านไฟน์ไดนิ่งใช่ไหม”
“เออ ใช่ กูมีน้องสาวคนเดียวคนนี้แหละ ไม่ได้แต่งงานหรอกผู้ชายมันไม่คู่ควรกับน้องสาวกู”
ธิติกำมือแน่นแต่เขาเถียงอะไรไม่ได้เลย เพราะตนเองก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เพื่อนคนอื่นเสียอีกที่ทนฟังไม่ได้จะไปเอาเรื่องแทน
“มึงพูดเกินไปหรือเปล่าไอ้ปริ๊น” ทิม ธนนท์ขัดขึ้นมา
ปริญหันมามองต้นเสียงที่คุยกับเขา ชายหนุ่มยิ้มเหยียดให้เพื่อนธิติทั้งกลุ่ม
“กูไม่ได้เอ่ยชื่อใคร พวกมึงเดือดร้อนอะไร กูพูดถึงพ่อของหลานกูที่มันเหี้ยเกินกว่าจะเป็นคน ก็หมายความว่ามันคงไม่น่าเป็นคนแบบพวกมึงไง”
“อ้าว ไอ้ห่านี่” ธนนท์ลุกขึ้นทันทีแต่ธิติเหนี่ยวแขนเพื่อนไว้
“มึงจะทำอะไร มีเด็กอยู่ด้วยนะอย่าลืม”
ธนนท์เหมือนเพิ่งนึกได้ เขาพยายามปรับสีหน้าแล้วส่งยิ้มให้เด็กหญิงที่เบะปากทำท่าจะร้องไห้เพราะได้ยินคนพูดเสียงดังใกล้ๆ
“ปริ๊น กูขออุ้ม...” ธิติพยายามข่มใจขอร้องปริญแบบที่ไม่เคยทำ แต่เขายังพูดไม่ทันจบก็มีหญิงสาวคนหนึ่งรีบมาอุ้มน้องปายไปทันที ปราณชนกนั่นเอง
“พี่ปริ๊นขอบคุณค่ะที่เอาหลานมาส่ง พี่กลับไปโต๊ะพี่ได้แล้วส่วนปายเดี๋ยวปรางดูเอง” ปราณชนกทำเหมือนตรงนั้นไม่มีธิติอยู่ เธออุ้มลูกที่โผเข้ากอดเธอแน่นแล้วหันหลังจะกลับโต๊ะตัวเองที่อยู่ถัดไปสามโต๊ะ
ธิติผวาจะเข้าไปหา แต่เขาก็ถูกปริญดึงแขนไว้ พี่ชายของปราณชนกกระซิบข้างหูเขา
“ถ้ามึงยังไม่อยู่เฉยๆ ยังพยายามจะรบกวนน้องสาวกูอีก กูบอกเลยว่ามึงจะไม่ได้เห็นหน้าลูกมึงอีกแน่”
ธิติกระชากแขนออก เขากัดฟันแน่นแต่ก็รู้ว่าทำอะไรปริญไม่ได้ อย่างน้อยก็ในเวลานี้ที่ปราณชนกและลูกยังอยู่ในงาน
“กูจะเอาลูกเมียกูคืน” เขาบอกเสียงลอดไรฟัน
“นั่นเรื่องของมึง แต่น้องกู...” ปริญย้ำพูดช้าๆ “ไม่เอามึงแล้ว หลานกูไม่จำเป็นต้องมีพ่อแบบมึง”
ปริญผลักธิติจนเซ ชายหนุ่มจึงตอบโต้กลับไปบ้าง การกระทบกระทั่งเริ่มรุนแรงขึ้นแต่ก็หยุด เมื่อปราณชนกหันกลับมามองพี่ชายโดยที่สายตาเธอไม่ได้เหลือบมองธิติเลยแม้แต่น้อย
“พี่ปริ๊นยังไม่กลับไปอีกเหรอคะ”
“ไปแล้วจ้ะ” ปริญปัดเสื้อออกด้วยท่าทางจงใจปั่นประสาทธิติและเพื่อนของเขา จากนั้นจึงผิวปากเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเองที่อยู่อีกมุมหนึ่งของห้องจัดเลี้ยง
“อย่าบอกนะข่าวลือเมื่อสามปีก่อนมันเรื่องจริง” ธนนท์เริ่มหันมาไต่สวนเพื่อนหลังจากที่ตัวร้ายเดินกลับไปแล้ว
“ข่าวลืออะไรของมึง” ธิติหันมาขมวดคิ้วถาม
“ก็ข่าวที่ว่าน้องปรางท้องกับมึง แต่มึงไม่รับผิดชอบไงจนเขาหนีไปกบดานแอบคลอดลูกเงียบๆ ที่เมืองนอก”
“มึงรู้ได้ยังไงว่ากูไม่รับผิดชอบ” ธิติพูดเสียงต่ำ
“เปล่า กูไม่รู้แต่เขาลือกันให้แซ่ด”
ธนนท์ที่ตอนนั้นเองก็ทำงานแล้ว แต่ได้ยินข่าวมาบ้างจากเพื่อนร่วมรุ่นที่ยังเจอกันบ่อยๆ ตอนนั้นเขาเองบอกเลยว่าไม่เชื่อเพราะปราณชนกกับธิติก็เป็นคู่รักกันอยู่แล้ว หากฝ่ายผู้หญิงท้องขึ้นมาก็ไม่มีเหตุผลที่ธิติจะไม่รับผิดชอบ
“กูไม่ได้จะไม่รับผิดชอบ แต่...” ธิติพูดไม่ออกเมื่อนึกย้อนไป การกระทำหรือคำพูดของเขาในตอนนั้น เขาอาจจะตกลงแต่งงานกับปราณชนกจริงแต่ก็ยังละเลยเธอในหลายๆ เรื่อง ที่สำคัญคือละเลยความรู้สึกและด้อยค่าความรักของเธอจนเธอทนไม่ไหว
“กูมันเลวเองล่ะ แบบที่ไอ้เหี้ยปริ๊นมันด่าเลย” ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง