“ปรางหนูจะพอมีเวลาไปช่วยงานที่ออฟฟิศไหมลูก” วิศรุตถามลูกสาวคนเล็กในเช้าวันต่อมา ตอนนั้นสมาชิกครอบครัวกำลังอยู่ในช่วงเวลาอาหารเช้า ซึ่งปกติจะเป็นเวลาที่ใช้ถามไถ่เรื่องต่างๆ หรือคุยกันระหว่างพี่น้องหรือพ่อแม่ลูกด้วย
คำว่า ‘ออฟฟิศ’ ที่วิศรุตพูดถึงนั้น ทุกคนเข้าใจกันดีว่าหมายถึงสำนักงานกฎหมายโชติภิวรรธ ที่เป็นธุรกิจหลักของครอบครัว
“ทำอะไรเหรอคะพ่อ ต้องไปทุกวันไหม” ปราณชนกถามข้อมูล หากไม่ต้องไปทุกวันเธอคิดว่าพอจะจัดเวลาได้
“ไม่ต้องไปทุกวันหรอกลูก พ่ออยากให้หนูไปช่วยดูๆ เรื่องบัญชีการเงินกับเป็นผู้ช่วยของพี่ปั๊บเขาน่ะลูก”
พี่ปั๊บหรือ ‘ภวิศ’ ทนายความหนุ่มไฟแรงที่วิศรุตไว้ใจอย่างมาก เพราะเขาเป็นลูกชายของคนสนิทแบบภานุที่รู้จักกันมาทั้งชีวิต ภวิศเป็นรุ่นพี่ของปรมะ ลูกชายคนโตของวิศรุตที่เขาหมายมั่นปั้นมือให้รับช่วงกิจการสำนักงานกฎหมายต่อ จึงต้องอาศัยภวิศเป็นพี่เลี้ยงให้ปรมะในช่วงนี้
“เห็นว่าพี่ปั๊บช่วงนี้งานยุ่งไม่ใช่เหรอคะพ่อ”
“พ่อขอพี่เขามาช่วยเราก่อน เขาบอกว่ามาได้อาทิตย์ละ สองวันยังไงหนูลองคุยกับเขาดูนะ ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง จะเข้ามาวันไหนยังไงเผื่อเจ้าปลื้มพี่ชายเรามันตกหล่นอะไร”
เพราะว่าภวิศก็มีสำนักงานกฎหมายของตัวเองเช่นกัน ชายหนุ่มเรียนจบปริญญาโทด้านนิติศาสตร์มาจากต่างประเทศและสอบเนติบัณฑิตผ่านภายในครั้งแรกที่สอบ ซึ่งตอนนี้งานของชายหนุ่มเองอยู่ตัวในระดับหนึ่งเขาจึงมีเวลามากพอที่จะมาช่วยวิศรุตได้
“ส่วนเรื่องบัญชีการเงิน พ่ออยากให้หนูไปดูๆ แทนคุณแม่น่ะ เรามีพนักงานทำอยู่แล้ว ก็แค่ดูแลความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนส่งให้กรรมการบริหารดูในแต่ละเดือน”
“ได้ค่ะพ่อ เดี๋ยวปรางโทรคุยกับพี่ปั๊บแล้วจะจัดตารางงานเองค่ะ” หญิงสาวรับปาก
สายวันนั้นปราณชนกฝากลูกให้มารดาดูแลและออกจากบ้านไปหาภวิศที่สำนักงานของเขา เธอให้คนขับรถที่บ้านไปส่งเพราะ ไม่อยากขับรถเอง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงสำนักงานกฎหมายทนายภวิศ เจอนักศึกษาฝึกงานทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการของเขา ที่เชิญเธอเข้าไปในห้องทำงานที่ชายหนุ่มกำลังรออยู่
“เชิญค่ะคุณ รับน้ำส้มหรือกาแฟดีคะ” หญิงสาววัยละอ่อนในชุดนักศึกษาต้อนรับ ทำให้ปราณชนกมองและทำท่าคิด
“นี่มดตะนอยใช่ไหม จำพี่ได้รึเปล่า”
สาวน้อยมองหน้าเธอแล้วร้องอ๋อ เธอยิ้มอย่างดีใจเมื่อเจอรุ่นพี่จากสถาบันเดียวกัน
“พี่ปรางเองเหรอคะ หูย...พี่สวยมากเลย มดจำไม่ได้จริงๆ ค่ะ” สาวน้อยยิ้มแก้มปริ
“เราก็น่ารักเหมือนเดิม พี่มาคุยงานกับเจ้านายเราน่ะ งั้นพี่ขอเป็นน้ำส้มดีกว่า แล้วนี่มดตะนอยมาฝึกงานที่นี่เหรอ” ปราณชนกทักทายรุ่นน้องภาควิชาเดียวกัน ที่เข้ามาเป็นน้องปีหนึ่งในปีการศึกษาสุดท้ายก่อนที่เธอจะเรียนจบ
“ได้ค่ะพี่ปราง มดดีใจที่เจอพี่ปรางนะคะ” สาวรุ่นน้องยิ้มให้ เธอเปิดประตูห้องทำงานของเจ้านายหนุ่มให้แขกสาวเข้าไป จากนั้นไม่กี่นาทีต่อมาเธอนำเครื่องดื่มมาเสิร์ฟก่อนจะถอยออกไปจากห้อง
“สวัสดีค่ะพี่ปั๊บ ตกลงพี่ได้ตารางงานหรือยังคะว่าจะไปโน่นวันไหนบ้าง” เธอเข้าเรื่องทันทีโดยไม่ต้องอารัมภบทมาก เพราะถือว่าครอบครัวเธอกับภวิศคุ้นเคยกันอยู่แล้ว
“แป๊บนะครับปราง” ภวิศเปิดไอแพดดูงานอีกครั้งก่อนจะสรุปวันทำงานให้
“พี่ไปได้พุธกับศุกร์ช่วงบ่ายนะครับ ไม่รู้ทางนั้นสะดวก รึเปล่า” ชายหนุ่มพูดโดยที่ไม่ได้เงยหน้าจากหน้าจอ
“ได้ค่ะพี่ปั๊บ แล้วพี่ต้องการอะไรเป็นพิเศษไหมคะเช่น เลขาส่วนตัวหรือผู้ช่วย หรืออุปกรณ์การทำงานอะไรบ้าง” ปราณชนกจดคร่าวๆ เตรียมรายงานปรมะผู้เป็นพี่ชาย
“อืม... เลขาคงไม่ครับ พี่มีแล้ว ส่วนอุปกรณ์พี่คงต้องไปดูที่นั่น น้องปรางมีห้องทำงานส่วนตัวให้พี่ใช่ไหม”
ปราณชนกทำหน้างง เรื่องที่ภวิศมีเลขาแล้วนั่นเธอรู้ แต่ไม่คิดว่าเขาจะให้ไปทำงานที่สำนักงานของเธอด้วย
“หมายถึงว่าพี่ปั๊บจะพกเลขาไปด้วยเองใช่ไหมคะ” เธอพยายามคิดบวกว่าเลขากับเขาอาจจะทำงานรู้ใจกันดีมากอยู่แล้ว และการติดตามเจ้านายออกไปทำงานนอกสถานที่ก็ดูว่าปกติดี แล้วแบบนี้เวลาไปศาลเขาต้องให้เลขาไปด้วยรึเปล่านะ หญิงสาวนึกสงสัยครามครัน
“ครับ ประมาณนั้นล่ะ” ชายหนุ่มยิ้ม
“โอเคค่ะ งั้นพี่ปั๊บเริ่มงานวันไหนดีคะหรือว่าจะไปดูห้องทำงานก่อนก็ได้นะคะ เดี๋ยวปรางจะได้เรียกอินทีเรียเข้ามาจัดการให้” เธอถามต่อ พลางนึกวางแผนว่าห้องทำงานของภวิศควรจะใช้ห้องไหนดีจึงจะเหมาะสม
“พี่ว่าพี่ไปดูก่อนดีกว่า เรื่องอินทีเรียไม่ต้องก็ได้ครับ พี่ไม่ใช่คนเรื่องมาก” ชายหนุ่มขยับแว่นที่สวมอยู่ด้วยท่าทีสบายๆ
“ปรางก็ว่างั้นล่ะค่ะ ขนาดเลขาฯ พี่ยังจะพกไปเองเลยนี่คะ พี่ปั๊บเป็นคนง่ายๆ ปรางเชื่อ”
ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังเมื่อได้ยินเธอพูดดังนั้น
“ใช่เลยครับ ปรางคิดถูกแล้วล่ะ”
ต่อมาหญิงสาวออกมารับประทานอาหารกลางวันกับภวิศที่ร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า เพราะเธอบอกว่าจะไปซื้อของต่อ ชายหนุ่มจึงอาสาไปส่งและเลี้ยงข้าว
‘แม่ง... ข้าวบ้านไม่มีกินหรือไง ถึงต้องมากับไอ้หมอนี่’ ธิติที่แอบตามมาเงียบๆ คิดในใจ เขานั่งห่างออกไปหลายเมตรแต่ยังอยู่ในร้านเดียวกัน จึงไม่ได้ยินว่าปราณชนกคุยอะไรกับผู้ชายที่มาด้วยกัน
เขานั่งมองสองคนรับประทานอาหารด้วยกันไปพลาง พูดคุยกันไปพลางด้วยท่าทางสดชื่น หัวเราะกันสดใส ขณะที่เขาเองทำสีหน้าเหมือนท้องผูกมาหลายวัน แต่ก็ไม่กล้าไปอาละวาดหรือแสดงตัวอะไรเพราะกลัวว่าปราณชนกจะระวังตัวจนเขาไม่มีโอกาสเข้าใกล้อีก
ฉับพลันภาพในอดีตก็ย้อนเข้ามาในความคิดของเขา
‘ปรางอยากไปกินข้าวร้านนี้ค่ะ พี่แบงค์ไปด้วยกันนะ’ เธออ้อนเขาในวันที่เรายังรักกันดีเมื่อสี่ปีก่อน
‘ช่วงนี้พี่ไม่ค่อยว่างเลยปราง ยังไงเดี๋ยวรอพี่หาเวลาก่อนนะ’ ตอนนั้นเขาเพิ่งเริ่มทำงานเต็มตัวไม่นานเท่าไหร่ ยังสนุกกับงาน กับชีวิตใหม่ๆ ในแบบที่เป็นโลกของผู้ใหญ่เต็มตัว
‘ค่ะ งั้น... ถ้าพี่ว่างวันไหนบอกนะคะ ปรางจะโทรจองโต๊ะ แต่อยากให้เป็นวันเกิดปรางได้ไหมคะ’
ตอนนั้นจำได้ว่าเขารับปากส่งๆ และวันที่ว่างก็ไม่เคยมีจริง ที่แย่กว่านั้นคือเขาลืมวันเกิดของเธอด้วยซ้ำแต่ปราณชนกก็ไม่เคยว่าอะไร จนมาถึงตอนนี้ร้านที่ว่านั่นปิดตัวลงไปแล้วพร้อมกับความรักของเขาที่ปิดฉากลงเช่นกัน