หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างเงียบเชียบหลังจากที่กันตวีร์เดินทางออกนอกประเทศ เหมือนรอยแผลในอดีตเริ่มถูกฝังไว้ใต้ชั้นของเวลา ทว่าช่วงเวลาแห่งความสงบของลัลน์ลลิตเหมือนกำลังจะสิ้นสุดลง
เช้าวันนี้ห้องประชุมใหญ่บนชั้นสามสิบของอาคารสำนักงานใหญ่ถูกจัดเตรียมอย่างเรียบร้อย โต๊ะไม้โอ๊คขัดเงาเรียงเป็นแนวยาว เอกสารหลายฉบับถูกแจกให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนอย่างพร้อมเพรียง
จักรินทร์ในชุดสูทสีกรมเข้มนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าสงบนิ่งแต่ดวงตาแฝงความคมเฉียบที่มาพร้อมประสบการณ์หลายสิบปีในวงการธุรกิจใหญ่ระดับประเทศ ปกติเขาเป็นคนใจเย็น สุขุม และไม่ด่วนตัดสินใคร แต่ครั้งนี้กลับรู้สึกแปลก...รู้สึกเหมือนกำลังจะได้เจอใครบางคนที่ไม่ควรประมาท
“ท่านครับ อีกสิบนาทีคุณเมฆินทร์จะมาถึง” เสียงของตรีภัทรเลขาฯ คนสนิทดังขึ้นข้างกัน
“ดีมากภัทร เอกสารทั้งหมดครบถ้วนแล้วนะ”
“เรียบร้อยแล้วครับท่าน”
จักรินทร์พยักหน้าเบาๆ พลางเปิดเอกสารของผู้ถือหุ้นรายใหม่ขึ้นมาอ่านอีกครั้งด้วยความสนใจ
“เขาอายุน้อยกว่าท่านตั้งครึ่ง แต่มีมูลค่าทรัพย์สินที่เคยถูกประเมินไว้มากกว่านักธุรกิจดังๆ ในประเทศเราหลายคนอีกนะครับ”
ตรีภัทรพูดขึ้นเบาๆ ขณะตรวจเช็กเอกสารอีกครั้ง
“ในโลกธุรกิจ ไม่สำคัญว่าใครรวยกว่าใคร สำคัญคือใครมองเกมขาดกว่ากัน อีกอย่าง...” ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เสียงเปิดประตูห้องประชุมก็ดังขึ้น
ทันทีที่ร่างสูงของชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาบรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ
เขาสวมสูทสีดำสนิท ตัดเย็บเข้ารูปพอดีตัว เผยให้เห็นรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงและทรงพลังในทุกอิริยาบถ ใบหน้าคมสันแบบลูกครึ่ง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มลึกนิ่งเหมือนเสือที่พร้อมจะตะครุบเหยื่อได้ทุกเมื่อ เส้นผมถูกเซตอย่างเรียบง่ายแต่ดูแพง เสียงรองเท้าหนังดังชัดในห้องที่เงียบกริบ
“ยินดีต้อนรับคุณเมฆินทร์ พัฒนไพศาล มิลเลอร์ ผู้ถือหุ้นคนใหม่ของเดอะวันกรุปครับ” ตรีภัทรกล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงเป็นทางการเพื่อให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน ขณะที่อีกฝ่ายเดินมาจนถึงตัวท่านประธานใหญ่ จักรินทร์ลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนยื่นมือออกไปหาคนที่ยื่นมือมาก่อน
“สวัสดีครับท่าน ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน เป็นเกียรติที่ได้พบตัวจริงครับ” เมฆินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมอย่างที่เขามักจะไม่ค่อยพูดกับใครบ่อยนัก
“ยินดีต้อนรับครับคุณเมฆินทร์ เป็นเกียรติเช่นกันที่คุณสนใจธุรกิจของเรา”
เมฆินทร์ยิ้มบาง รอยยิ้มของเขาไม่ถึงกับอบอุ่น แต่กลับเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ทำให้คนรอบข้างต้องมองซ้ำ
“ยินดีครับท่าน”
เสียงทุ้มต่ำของเขาชวนให้คนฟังเผลอหยุดหายใจ มันมีทั้งความสุภาพและอำนาจในเวลาเดียวกัน
“เชิญนั่งก่อนครับ องค์ประชุมครบแล้วเราจะได้เริ่มกันเลย”
จักรินทร์ผายมือ เมฆินทร์นั่งลงอย่างมั่นใจ แค่การขยับตัวเล็กน้อยของเขาก็สะท้อนถึงความเคยชินในโลกของการควบคุมสถานการณ์
“ก่อนอื่น ผมต้องขอบคุณที่ให้โอกาสได้เข้ามาร่วมถือหุ้นในเดอะวันกรุปนะครับ” เขาเอ่ยขึ้นเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
“ผมสนใจธุรกิจห้างสรรพสินค้าของท่านมาสักพักแล้ว และคิดว่าที่เดอะวันกรุปมีศักยภาพเพียงพอที่จะเติบโตได้ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ธุรกิจห้างสรรพสินค้าของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน การแข่งขันสูงขึ้น แต่ถ้าเราเสริมจุดแข็งด้วยกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียม เชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เราจะยืนอยู่เหนือคู่แข่งได้แน่นอน”
“ฟังดูเหมือนคุณศึกษาโครงสร้างของเราอย่างละเอียดพอสมควร” จักรินทร์นิ่งฟังอย่างตั้งใจ แววตาเขามีทั้งความประหลาดใจและชื่นชม
“ผมไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่เข้าใจครับ”
เมฆินทร์ยิ้มบาง ดวงตาลุ่มลึกนั้นเต็มไปด้วยความน่าค้นหา
ตรีภัทรที่ยืนฟังอยู่ข้างหลังถึงกับเหลือบมองชายหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ด้วยความทึ่ง บทสนทนาเพิ่งเริ่ม แต่คนพูดกลับคุมอารมณ์และน้ำเสียงได้อย่างสงบนิ่งราวกับอยู่ในสนามที่เขาเป็นเจ้าของ
“คนหนุ่มสมัยนี้เก่งกว่าที่คิดนะ ผมชอบคนที่กล้าลองและมองการณ์ไกล” จักรินทร์หัวเราะในลำคอ
“ขอบคุณครับ” เมฆินทร์ตอบเรียบๆ “แต่ผมไม่ได้มองไกลเพราะอยากครอบครองอะไร เพียงอยากเห็นสิ่งที่ผมลงทุนเติบโตด้วยศักยภาพที่มันควรจะเป็น”
คำพูดนั้นทำให้จักรินทร์เงียบไปชั่วครู่ เขาไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกได้ถึง ‘พลังบางอย่าง’ ที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของอีกฝ่าย มันไม่ใช่คำขู่แต่เป็นอำนาจเงียบที่ทำให้คนฟังไม่อาจมองข้ามได้
“คุณพูดเหมือนคนที่ผ่านสนามมามากกว่าที่อายุบอกไว้”
“บางทีประสบการณ์ชีวิตก็สอนได้เร็วกว่าหนังสือครับท่าน”
เมฆินทร์หัวเราะเบาๆ
คำตอบนั้นทำให้จักรินทร์ยิ้มในลักษณะที่ทั้งเอ็นดูและระแวงเล็กน้อย เขายอมรับว่าในสายตาของผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ร้าย เป็นเสือเงียบที่รู้จักซ่อนกรงเล็บไว้ในรอยยิ้ม และเขาจะประมาทผู้ชายคนนี้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะคนอย่างเมฆินทร์สามารถเป็นได้ทั้งพันธมิตรที่ทรงพลัง และศัตรูที่ยากจะต่อกรโดยง่าย
คงต้องดูกันไปยาวๆ ว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นมิตรแท้หรือศัตรูถาวร...
การประชุมดำเนินไปเกือบชั่วโมงเต็ม เมฆินทร์ตอบทุกคำถามอย่างเฉียบขาดและสุภาพ พูดน้อยแต่หนักแน่น และทุกประโยคที่ออกจากปากเหมือนมีแรงกดดันให้คนอื่นต้องฟังโดยไม่กล้าขัด
เมื่อการประชุมจบลง จักรินทร์เชื้อเชิญให้อีกฝ่ายขึ้นไปที่ห้องทำงานของเขาเพื่อพูดคุยเป็นการส่วนตัวโดยมีตรีภัทรและลูกน้องคนสนิทของเมฆินทร์ทั้งสองอย่าง คมสัน และ วัชระ คอยดูแลเจ้านายของตน ยังไม่นับบอดี้การ์ดอีกหลายชีวิตที่คอยดูแลความเรียบร้อยอยู่หน้าห้องประธานใหญ่ของเดอะวันกรุปด้วย