หลังจากกลับจากกางเต็นท์พิมพิกาและอัครัชก็แทบไม่มีโอกาสได้พบกันบ่อย เนื่องจากว่าเธอต้องไปดูงานที่ลำพูน ตัวชายหนุ่มเองก็มีงานค่อนข้างหนักเพราะศัลยแพทย์หัวใจอีกคนลาไปราชการ
“คุณพิมจะตรวจบัญชีเลยไหมคะ” ผู้จัดการร้านกาแฟของนภดาราที่หญิงสาวรับช่วงดูแลต่อ เข้าถามหลังจากแขกของเธอขอตัวลากลับไปแล้ว
“ตรวจเลยก็ได้ค่ะ งานจะได้เสร็จเร็ว” พิมพิกายกข้อมือดูเวลา ตอนนี้บ่ายสามเธอยังพอมีเวลาทำงานอีกสักสองสามชั่วโมง
พิมพิกาทำงานที่ร้านจนกระทั่งถึงเวลาสิบแปดนาฬิกาหญิงสาวจึงเดินออกมา ตั้งใจว่าจะกลับบ้านที่ลำพูนซึ่งดั้งเดิมเคยเป็นบ้านของศาสตราจารย์วารุณี นักวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเชียงใหม่และลำพูน ท่านมีศักดิ์เป็นคุณยายทวดของเธอเองและท่านเสียชีวิตไปได้ราวสิบปีแล้ว
อยู่ๆ ลมก็พัดมาพร้อมกับฝนที่ตกลงมาอย่างหนักแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หญิงสาวมองฟ้าด้านนอกอย่างไม่เข้าใจก่อนจะหันหลังกลับแต่ก็ต้องตกใจเมื่อชนเข้ากับใครคนหนึ่งจนเซ
“ขอโทษครับ ผมไม่คิดว่าคุณจะหันมาเร็วขนาดนี้ ยั้งเท้าไม่ทันขอโทษจริงๆ” ชายหนุ่มหน้าตาคมสันรูปร่างสูงใหญ่ในชุดพื้นเมืองล้านนา เป็นผ้าฝ้ายสีขาวแขนยาวสาบเสื้อปักลวดลายล้านนาติดกระดุมจีน กางเกงพื้นเมืองหรือกางเกงสะดอสีกากี กลิ่นหอมรวยรินอ่อนๆ ที่โชยมาจากตัวเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
“ไม่เป็นไรค่ะ พิมต่างหากต้องขอโทษคุณลูกค้า จะกลับเลยไหมคะแต่ว่าตอนนี้ฝนตกหนักมากเกรงว่าไม่น่าจะขับรถได้” เธอพูดในฐานะเจ้าของร้าน
“ผมก็คิดแบบนั้น แต่ว่าเมื่อครู่เผอิญเช็กบิลไปแล้ว ตอนแรกนึกว่าจะรีบกลับทัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ นั่งต่อได้เชิญนั่งรออีกสักครู่นะคะ ถ้าฝนตกแรงขนาดนี้น่าจะหยุดเร็ว” หญิงสาวเดินนำไปทางโต๊ะว่างซึ่งเป็นโซฟามีหมอนอิงหลายใบวางอยู่
“ไม่ทราบว่าคุณ.... ดื่มชาอะไรดีคะ”
“ผมรอยอินทร์ ขอชาอัสสัมก็ได้ครับ”
“ได้ค่ะคุณรอยอินทร์ จะรับเป็นชาดำหรือชาใส่นมดีคะ” พิมพิกาถามต่อ
“จริงๆ ผมชอบชาหมักหรือเมี่ยงมากกว่า แต่ตอนนี้เป็นชานมก็ได้” ชายหนุ่มแปลกหน้าแต่พิมพิกากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดกล่าวต่อ ทำให้หญิงสาวแปลกใจอีกครั้งเมื่อเขาพูดถึงเมี่ยง
“คุณรอยอินทร์ทานเมี่ยงด้วยเหรอคะ”
“เคยชิม ก็รู้สึกชอบดีครับ มันชุ่มคอดีเวลาเดินขึ้นเขานานๆ คาเฟอีนก็ทำให้สดชื่น” รอยอินทร์ยิ้มเมื่อเห็นพิมพิกาทำหน้างุนงง เขาจึงอธิบายต่อ
“ผมเป็นนักวิชาการน่ะครับ บางทีก็ต้องขึ้นไปสำรวจตามภูเขา ครั้งหนึ่งผมเคยไปเจอต้นชาป่าอายุพันปีที่ปางขอนก็เลยค่อนข้างทึ่งกับต้นไม้ชนิดนี้มากๆ”
พิมพิกาพยักหน้าเมื่อถึงบางอ้อ รอยอินทร์เป็นนักวิชาการนี่เอง “อายุพันปีเชียวเหรอคะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีอะไรที่อายุนานขนาดนั้นก็ยังอยู่ได้” เธอทำเสียงแปลกใจกับเรื่องที่เขาเล่า
“มีเยอะแยะไปครับ คุณพิมใช่ไหมครับผมขออนุญาตเรียกชื่อเล่นนะ ผมว่าเวลาพันปีมันก็ไม่ได้นานอะไรมากหรอก มีหลายสิ่งมากๆ ที่คงอยู่ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้”
รอยอินทร์ยกชาขึ้นจิบและทอดสายตามองไปนอกหน้าต่าง ฝนเริ่มซาแล้ว ณ เวลานี้
พิมพิกาพยักหน้าเห็นด้วย “พิมรู้สึกคุ้นหน้าคุณแปลกๆ คุณรอยอินทร์เป็นคนที่นี่ไหมคะ”
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ผมเป็นคนฝางครับ แต่มีญาติอยู่ที่นี่ที่ลำพูน”
“เห็นคุณบอกว่าเป็นนักวิชาการ วิชาการที่ว่าด้านไหนเหรอคะ คือว่าคุณยายทวดของพิมก็เป็นนักวิชาการเหมือนกันด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นค่ะ” เธอชวนคุย
“ด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีครับ ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาก”
รอยอินทร์บอกตามตรงด้วยท่าทีสบายๆ ชายหนุ่มวางถ้วยชาผุดลุกขึ้น พิมพิการีบพูดเมื่อเขาทำท่าจะหยิบกระเป๋าเงิน
“ไม่ต้องจ่ายนะคะ ถือว่าพิมเลี้ยง”
รอยอินทร์ชะงักไปอึดใจ ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบางๆ
“ขอบคุณมากครับคุณพิม คุณใจดีมากแต่ผมคงต้องขอตัวก่อน ขอบคุณอีกครั้งนะครับ”
พิมพิกามองตามรอยอินทร์ไปจนกระทั่งเห็นเขาก้าวขึ้นรถยนต์ส่วนตัวและขับออกไป หญิงสาวยังคงไม่ตกผลึกกับความรู้สึกคุ้นเคยที่มีต่อชายหนุ่มคนเมื่อครู่ แต่เมื่อไม่ได้คำตอบอะไรเธอจึงเลิกคิดเรื่องนี้
‘อาจจะเป็นญาติห่างๆ ของคุณทวดก็ได้มั้ง คุณทวดก็เคยบอกว่ามีญาติที่ฝาง’ พิมพิกาคาดเดาและเลิกคิดเรื่องนี้ไปในที่สุด
ต่อมาอัครัชได้รับผิดชอบเคสผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากมีคนไข้ที่เคยรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยวิธีการทำบอลลูนแล้วและมีอาการขึ้นอีก และเหตุผลที่นายแพทย์มาวินเลือกเขาเพราะคนไข้รายนี้เป็นคนที่เขาคุ้นเคยดีซึ่งก็คือคุณนภดารา
“อีกเจ็ดวันคุณน้ามาตรวจเลือดกับตรวจร่างกายอื่นๆ นะครับ เตรียมความพร้อม แล้วเราจะดูผลกันอีกทีว่าคุณน้าจะผ่าตัดได้เลยไหม” อัครัชขีดฆ่าในปฏิทินหลังจากดูตารางคิวห้องผ่าตัด
“ผมล็อกวันไว้ให้ก่อน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเราจะผ่าตัดกันในวันนั้นนะครับ ส่วนวันนี้ผมอยากให้แอดมิตสักคืนถ้าอาการเจ็บหน้าอกดีขึ้นพรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้”
“ขอบคุณมากนะหมอคิง ทางนี้ก็ตกใจมีแต่คนแก่ๆ อยู่กัน ทำอะไรกันไม่ถูก” พสุที่นั่งอยู่ข้างเตียงคนไข้ขอบคุณแพทย์เจ้าของไข้
“ไม่เป็นไรครับ หน้าที่ผมอยู่แล้ว” อัครัชกล่าวลาและออกจากห้องพักคนไข้ ชายหนุ่มทำงานตามปกติก่อนจะขมวดคิ้วเมื่อกลับมาถึงห้องทำงานพบว่ามีถุงอาหารวางบนโต๊ะ เขายกถุงขึ้นดูเห็นว่ามาจากร้านจันทร์เคียงดาวของพิมพิกาจึงเดาว่าเป็นหญิงสาวเอามาฝาก อาจจะเห็นว่าเขาเป็นเจ้าของไข้มารดาของเธอกระมัง ชายหนุ่มคิดในใจ
ชายหนุ่มออกมาถามเจ้าหน้าที่หน้าห้อง
“เมื่อกี้นี้มีใครเห็นคุณพิมมาบ้างไหมครับ”
พวกเธอทำท่าคิดและปฏิเสธ “ไม่เห็นค่ะอาจารย์ถ้าเป็นคุณพิม แต่ถ้าอาจารย์หมายถึงคนที่เอาของมาฝากให้คือคุณหมอโสมมาภา เรซิเด้นท์ในทีมของอาจารย์ไพพ์ค่ะ
“พี่พยาบาลจะบอกว่าเรซิเด้นท์คนนั้น เอาข้าวมาฝากผมใช่ไหม” อัครัชทวนคำอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มแทบจะจำหน้าคนที่ชื่อโสมมาภาไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่เข้าใจว่าเธอเอาอาหารมาฝากเขาทำไม
“ใช่ค่ะคุณหมอ ไม่เชื่อย้อนกล้องดูได้เลยนะคะ จริงๆ พวกพี่ก็งงอยู่นะคะแต่ว่าเธอไม่ได้ฝากข้อความอะไรไว้ แล้วปกติห้องคุณหมอก็ไม่ได้
ล็อกอยู่แล้วเธอก็เดินเข้าไปเลย” พยาบาลหัวหน้าแผนกกล่าวยืนยัน
“ขอบคุณครับ”
อัครัชกลับเข้ามานั่งที่โต๊ะ เลื่อนถุงอาหารกลางวันของโสมมาภาไปอีกทาง ตอนนั้นเองปรเมศก็ผลักประตูเข้ามา
“หมอคิง ผมขอหลบหน่อย”
“อะไรของคุณ” อัครัชมองเพื่อนร่วมรุ่นแต่ก็พอเข้าใจเมื่อนึกถึงกิตติศัพท์เรื่องความเจ้าชู้ของอีกฝ่าย ปรเมศคงจะหนีสาวในสต๊อกสักคนมาแน่
“เอาไว้เดี๋ยวผมอธิบาย แต่ตอนนี้เหนื่อยมากเลย หิวข้าวด้วยผมขอโทรสั่งข้าวได้ไหม” ปรเมศไม่ตอบคำถามแต่พูดไปอีกเรื่อง สายตาเขาหันไปเห็นถุงอาหารจึงเอ่ยแซว “นั่นแน่ เดี๋ยวนี้ผูกปิ่นโตมื้อกลางวันด้วยเรอะ ร้านนี้น่าจะพิเศษจริง”
อัครัชทำสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ “ไม่ใช่ของผม ผมไม่ได้สั่งถ้าคุณหิวก็เอาไปกินเลยก็ได้”
“จริงอะ ถ้างั้นผมไม่เกรงใจแล้วนะ” ปรเมศหยิบถุงมาเปิดดูเห็นเป็นชุดอาหารเบนโตะเซตประกอบด้วยข้าวหน้าหมูย่างเกาหลี มาพร้อมกับสลัดปลาเงินและแคลิฟอร์เนียมากิ
“อ่า น่ากินมาก หมอไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” ปรเมศถามย้ำ อัครัชพยักหน้าและลุกขึ้นยืน
“หมอเมศกินได้เลย ยังไงผมขอตัวก่อนนะ”