มิรันตีเผลอกำมือแน่น ความจริงข้อนั้นเหมือนมีดคมที่กรีดลงบนสติของเธออย่างช้าๆ เธอลืมมันไปจริงๆ ลืมไปว่าความร้อนแรงและอารมณ์ในตอนนั้นได้กลบความระมัดระวังทั้งหมดทิ้งไป และตอนนี้ผลของความประมาทกำลังเติบโตอยู่ภายในร่างกายของเธอ
เธอออกจากคลินิกมาด้วยขาที่หนักอึ้งเหมือนเดินอยู่ในน้ำลึก ความคิดมากมายวิ่งชนกันไปมาในหัวจนแทบหาทางออกไม่เจอ ความกลัว ความสับสน และความกังวลก่อตัวขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ให้ตั้งตัว สิ่งแรกที่เธอคิดไม่ใช่ตัวเอง แต่เป็นอนาคตของเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่ทันได้ลืมตาดูโลก
ถ้าเพื่อนพวกนั้นรู้ว่าเธอท้องไม่มีพ่อ…
เพียงแค่จินตนาการถึงสายตาดูถูก คำพูดเสียดแทง และเสียงหัวเราะเยาะที่อาจตามมา หัวใจของมิรันตีก็หดตัวลงอย่างเจ็บปวด เธอไม่ได้กลัวตัวเองจะถูกเหยียด แต่กลัวว่าลูกของเธอจะต้องเติบโตมากับคำถามและการดูแคลนแบบเดียวกับที่เธอเคยเผชิญมาตลอดชีวิต
ความคิดเรื่องการย้ายไปอยู่ในบรรยากาศใหม่ๆ ผุดขึ้นมาอย่างช้าๆ ไม่ใช่เพราะโกรธ ไม่ใช่เพราะเกลียดใคร แต่เพราะเธออยากปกป้องชีวิตเล็กๆ ที่กำลังเติบโตอยู่ในตัวเธอจากโลกที่ไม่อ่อนโยนใบนี้
แต่จะอย่างไรก็ตาม มิรันตียังไม่ด่วนตัดสินใจ เธอรู้ว่าตอนนี้สิ่งที่ดีที่สุดคือการตั้งสติและทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปก่อน
เธอไปทำงานตามที่รับไว้ในวันนั้น เป็นร้านดอกไม้ขนาดกลางที่เธอร่วมงานด้วยมานานหลายปี เจ้าของร้านเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่ใจดีมีเมตตาและเอ็นดูเธอเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง ขณะกำลังจัดเตรียมออเดอร์ใหม่ ท่านก็เอ่ยขึ้นราวกับนึกอะไรได้
“อ้อ…มี่ พอดีร้านสาขาที่เชียงใหม่ตอนนี้ขาดคนดูแลน่ะ คนเก่าประสบอุบัติเหตุ ยังกลับมาทำงานไม่ได้เลย ถ้ามี่รู้จักใครที่อยากย้ายไปอยู่เชียงใหม่ ช่วยบอกพี่หน่อยนะจ๊ะ พี่มีเบี้ยเลี้ยงต่างจังหวัดให้ด้วยนะ ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้านน่ะ ที่ร้านมีพนักงานอีกสองคนคอยดูแลอยู่แล้ว”
ประโยคนั้นทำให้มือของมิรันตีที่กำลังจับดอกไม้ชะงักไปเสี้ยววินาที
เชียงใหม่…เมืองที่เธอไม่เคยคิดจะไปแต่กลับถูกเอ่ยถึงในวันที่หัวใจของเธอกำลังสับสนที่สุด
“ได้ค่ะ เดี๋ยวมี่ลองหาดูให้นะคะ ไม่แน่ว่า...มี่อาจจะเป็นคนไปเองก็ได้ ไม่รู้ว่าคุณแก้วจะไว้ใจมี่รึเปล่า”
“หูย ถ้าเป็นมี่ก็ดีเลยสิจ๊ะ ฝีมือระดับมี่น่ะเป็นผู้จัดการร้านได้สบายๆ เลยนะ เอาเป็นว่าถ้าตัดสินใจยังไงก็บอกพี่ละกันนะ”
“ค่ะคุณแก้ว ถ้ามี่ตัดสินใจยังไงจะรีบบอกนะคะ คงต้องไปคุยกับป้าก่อนน่ะค่ะ ถ้ามี่จะไปจริงๆ คงจะพาป้าไปด้วย แต่ก็อาจจะลำบากเรื่องที่อยู่สักหน่อย”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลยจ้ะ ที่ร้านเป็นตึกสามชั้นสองคูหา มีห้องว่างหลายห้องเลยล่ะ มี่กับป้าพักที่นั่นได้เลยไม่ต้องจ่ายค่าเช่าด้วยนะ แค่ช่วยดูแลทำความสะอาดหน่อยก็พอ”
“ดีจังเลยค่ะ งั้นมี่จะรีบไปคุยกับป้านะคะ เอ่อแต่...”
“มีอะไรเหรอจ๊ะ”
“คือมี่...เอ่อ...” ท่าทางลำบากใจนั้นทำให้เจ้าของร้านสงสัย
“มีอะไรเหรอมี่ บอกพี่ตรงๆ ได้นะจ๊ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
“คือ...มี่เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองกำลัง...ตั้งท้องได้สองเดือนค่ะ กลัวว่าช่วงใกล้คลอด...อาจจะดูแลร้านได้ไม่เต็มที่ มี่ไม่อยากเสียงาน เพราะหลังจากคลอดก็อาจจะต้อง...”
“ท้องเหรอจ๊ะ”
“ค่ะ”
“อืม...เพิ่งท้องสองเดือนเอง พี่ว่าคงไม่มีปัญหาอะไรมั้ง เพราะยังไงเราก็พักอยู่ที่ร้านอยู่แล้ว อีกอย่างพนักงานพี่ก็เคยท้องกันตั้งหลายคน ช่วงท้องก็ให้เด็กๆ ในร้านดูแลงานไปก่อน อีกอย่างมี่พักในร้านว่างๆ ก็ลงมาดูงานหน้าร้านได้ พี่น่ะเสียดายฝีมือของมี่น่ะ ใจอยากชวนน้องมาทำงานประจำที่ร้านนานแล้ว แต่ก็เห็นน้องต้องวิ่งหลายงานเพราะต้องเก็บเงินพี่ก็เลยไม่อยากฝืนใจ เอาเป็นว่าลองไปคิดดูให้ดีละกัน เดือนหน้าค่อยให้คำตอบพี่ก็ได้จ้ะ ช่วงนี้ที่ร้านยังไม่ยุ่งมากหรอกยังพอจะดูแลกันได้อยู่แล้ว พี่ไม่อยากได้คนอื่นที่ไม่รู้จัก ถ้าได้มี่มาทำงานด้วย พี่คงสบายใจมากกว่า”
มิรันตีมองหน้าอีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจ ก่อนจะยกมือไหว้ด้วยน้ำตาเอ่อคลอ
“ขอบคุณมากนะคะคุณแก้วที่ไว้ใจมี่ เรื่องย้ายบ้านเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร ยังไงถ้ามี่ปรึกษาป้าได้แล้วจะให้คำตอบนะคะ”
“ได้จ้ะ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก พี่ว่าตอนนี้หนูคงมีหลายเรื่องให้ต้องคิดหนัก พี่รอหนูได้เสมอจ้ะ”
เธอส่งยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อ แต่ในใจกลับเริ่มมีอะไรบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
ระหว่างที่มือจัดดอกไม้อย่างประณีต ความคิดของเธอก็ล่องลอยไปไกลกว่านั้น เธอคิดถึงป้า คิดถึงคำอธิบายที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรดี คิดถึงดวงตาอ่อนโยนของผู้หญิงที่เลี้ยงเธอมาทั้งชีวิต และหวังเพียงว่าป้าจะเข้าใจ ไม่ว่าทางเลือกของเธอจะเป็นเช่นไรก็ตาม
ส่วนพ่อของเด็กในท้อง…เธอไม่คิดจะบอกเขา ไม่ใช่เพียงเพราะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ไม่ใช่เพียงเพราะไม่มีช่องทางติดต่อ
แต่เพราะเธอไม่รู้เลยว่าเขาจะต้องการลูกคนนี้หรือไม่
สำหรับเธอแล้วคืนนั้นอาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต
แต่สำหรับเขามันอาจเป็นเพียงคืนธรรมดาที่ไม่น่าจดจำ