“หนูขอโทษนะคะป้า หนูขอโทษจริงๆ หนูทำให้ป้าผิดหวัง…”
ป้ายกมือขึ้นลูบหลังเธอเบาๆ อย่างที่เคยทำมาตั้งแต่เธอยังเด็ก
“ป้าไม่เคยผิดหวังในตัวหนูเลยนะมี่ ไม่เคยสักครั้งเดียว”
คำพูดนั้นเหมือนปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการหัวใจของเธอมานาน น้ำตาที่ไหลอยู่แล้วกลับยิ่งไหลหนักกว่าเดิม แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความกลัว หากเป็นความตื้นตันจนแทบหายใจไม่ทัน
“แล้วป้า...จะไม่ถามเหรอคะว่าพ่อเด็กเป็นใคร”
“ไม่ล่ะ ถ้าหนูไม่บอกป้าก็คิดว่าคงไม่ใช่สิ่งที่ป้าจะต้องรู้ แต่ป้ามีเรื่องเดียวที่อยากถามให้แน่ใจ หนู...ไม่ได้...ถูกข่มขืนใช่มั้ยลูก”
หัวใจของมิรันตีสั่นวูบเมื่อได้ยินคำถามนั้นก่อนจะรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่แบบนั้นเลย หนู...เป็นหนูที่...เต็มใจไปกับเค้าเอง เค้าไม่ได้บีบบังคับหรือขืนใจอะไรทั้งนั้นค่ะ”
ได้ยินอย่างนั้นเธอก็ได้ยินเสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกของผู้เป็นป้า แม้มันจะไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจอะไร แต่อย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าหดหู่จนเกินไปนัก
“งั้นก็คิดเสียว่า ฟ้าประทานเด็กคนนี้มาให้พวกเราก็แล้วกัน ดีเสียอีกมีลูกโดยไม่ต้องมีผัว คนสมัยนี้เค้าฮิตกันจะตายไป ถ้าพ่อของลูกไม่ใช่คนดิบดีอะไร สู้ไม่มีเลยจะดีกว่า ดูอย่างบ้านของป้านิ่มตรงปากซอยสิ ลูกสาวโดนผัวซ้อมเช้าซ้อมเย็นแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ จะแจ้งความจับก็กลัวมันจะฆ่าลูกตัวเองเอา คงต้องรอให้หมดเวรหมดกรรมกันไปเอง”
ป้าพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จุดประสงค์ก็เพื่อปลอบโยนหลานสาวไม่ให้คิดมากจนเกินไปนักเพราะรู้ดีว่าตอนนี้หัวใจของเธอคงจะบอบช้ำมากแล้ว
คำพูดนั้นทำให้มิรันตีหลับตาลง น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอกอดป้าแน่นขึ้นอีกครั้ง รู้สึกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่รู้ว่าเธอตั้งครรภ์ว่าเธอไม่ได้โดดเดี่ยวอย่างที่คิด
ท่ามกลางโลกที่โหดร้าย
ท่ามกลางความกลัวและความไม่แน่นอน
อย่างน้อย…เธอก็ยังมีคนที่รักเธอโดยไม่ตั้งคำถามและมีอ้อมกอดที่พร้อมจะโอบรับเธอเสมอ
และในอ้อมกอดนั้นมิรันตีเริ่มเชื่อว่าไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะยากแค่ไหน เธอกับลูก…จะไม่ต้องเดินไปเพียงลำพังอีกต่อไปแล้ว
“จริงสิคะป้า หนูมีอีกเรื่องที่อยากปรึกษาค่ะ” เมื่อตั้งสติได้เธอก็พูดเรื่องสำคัญที่อาจจะเป็นหนทางใหม่ที่ดีกว่า
“เรื่องอะไรเหรอลูก”
“คุณแก้วเจ้าของร้านดอกไม้ที่หนูไปทำที่ร้านเค้าบ่อยๆ เค้าบอกว่าร้านสาขาที่เชียงใหม่ต้องการผู้จัดการร้านคนใหม่ค่ะเพราะคนเก่าเค้าประสบอุบัติเหตุทำงานไม่ได้ หนูคิดว่า...ถ้าลูกคลอดแล้วต้องอยู่บ้านนี้ต่อไปอาจจะไม่ค่อยสะดวกนัก หนูก็เลยคิดว่าอยากพาป้าย้ายไปด้วยกัน ป้าคิดว่ายังไงบ้างคะ”
“เชียงใหม่เหรอลูก งั้นเราก็ต้องเช่าบ้านใหม่ด้วยน่ะสิ ลำพังป้าน่ะอยู่ที่ไหนก็ได้หรอก แต่หนูน่ะสิจะไหวเหรอ ต้องดูแลทั้งลูกทั้งป้าไปพร้อมกันน่ะ ป้าหมายถึงค่าใช้จ่ายที่หนูต้องแบกรับ”
“ไหวค่ะ เพราะคุณแก้วเค้าบอกว่าจะให้เราอยู่ที่ร้านฟรีๆ เลย ร้านเค้าเป็นตึกแถวสามชั้นสองคูหา มีห้องให้เรานอนกันได้สบายๆ เลยค่ะ เค้าแค่ให้เราช่วยดูแลเรื่องความสะอาดและอาหารการกินเองเท่านั้น”
“จริงเหรอลูก แบบนั้นก็ดีเลยสิ เราจะได้เอาค่าเช่าบ้านไปเป็นค่าใช้จ่ายของหลานแทน”
“มี่ก็คิดแบบนั้นค่ะ แต่มี่ก็ยังไม่ได้รับปากเค้า เพราะมี่อยากมาคุยกับป้าก่อน”
“ป้าน่ะอยู่ไหนก็ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะป้าเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้ไปอีกกี่ปี”
“ป้าอย่าพูดแบบนั้นสิคะ ป้ายังแข็งแรง ยังต้องอยู่ช่วยมี่เลี้ยงหลานไปอีกหลายปีค่ะ” เธอกอดท่านเอาไว้แน่นไม่อยากคิดถึงวันที่ไม่มีท่านอยู่อีกแล้ว
“จ้า เอาเป็นว่าถ้าหนูอยากไปก็ไปเถอะ แล้วเราต้องไปตอนไหนล่ะลูก เค้ารีบรึเปล่า”
“เค้าก็คงอยากให้เราไปไวๆ นั่นแหละค่ะ เพราะร้านขาดคน ถึงจะมีพนักงานดูแลอยู่แล้วแต่ก็ขาดคนคอยจัดการเรื่องสำคัญหลายๆ เรื่อง แต่ว่าเดือนนี้ทั้งเดือนมี่ก็รับงานนอกไว้เต็มหมดแล้ว อย่างเร็วสุดก็คงได้ย้ายไปเดือนหน้าค่ะ เดี๋ยวมี่จะโทรไปคุยกับคุณแก้วอีกที ว่าเค้าจะรอไหวรึเปล่า”
“จ้ะ ยังไงก็ลองคุยกับเค้าดูนะลูก”
“ค่ะป้า ป้าขา...หนูขอบคุณมากนะคะที่อยู่ข้างหนูมาตลอด ถ้าไม่มีป้า...หนูก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้มั้ย”
“เราก็เหลือกันอยู่เท่านี้แล้วนี่ลูก ยังไงก็ต้องดูแลกันให้ดีที่สุดนั่นแหละ ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ แล้วก็ไม่ต้องโทษตัวเองด้วย เอาเวลานั่งเสียใจไปคิดว่าจะจัดการกับอนาคตต่อไปยังไงดีกว่า เรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้วเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก ยังไงก็ต้องเดินหน้าอย่างเดียวแล้วล่ะ”
“ค่ะป้า หนูจะจำคำสอนของป้าเอาไว้นะคะ”
สองป้าหลานกอดกันแน่น ไม่มีใครพูดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอีกมีแต่จะให้กำลังใจซึ่งกันและกันเท่านั้น
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับเวลาตั้งใจจะทดสอบความอดทนของมิรันตีทุกวินาที
อาการแพ้ท้องที่เริ่มต้นจากความคลื่นไส้ในยามเช้า ค่อยๆ กลายเป็นเพื่อนร่วมชีวิตที่ติดตามเธอไปตลอดทั้งวัน บางครั้งเพียงกลิ่นอาหารจากร้านตามสั่งหน้าบ้านก็ทำให้เธอต้องรีบวิ่งไปก้มหน้าอยู่หน้าซิงก์น้ำ บางวันแค่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็รู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ทั้งที่ร่างกายยังนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้เก่าๆ ในห้องนอนเล็กๆ นี้