มิรันตีฝืนยิ้มบอกตัวเองว่าเธอต้องอดทน และต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แม้หัวใจจะเจ็บปวดอย่างห้ามไม่ได้ แต่จะโทษใครได้ล่ะ ในเมื่อเธอเป็นคนขอให้เขาทำแบบนั้นเอง และเขาก็ไม่ได้ทำอะไรผิดด้วย โชคดีแค่ไหนที่เธอกับเขาไม่มีความสัมพันธ์กันหลังจากเขาแต่งงานแล้ว ไม่อย่างนั้นเธอคงรู้สึกผิดมากกว่านี้
บุญญานัทมองภาพนั้นด้วยความเจ็บแปลบ เขาอยากจะตรงเข้าไปถาม อยากจะกระชากความจริงจากปากเธอ แต่ทีมงานมากมายเดินอยู่รอบบริเวณและวันนี้เขาก็เป็นตัวแทนของพี่ชายมาตรวจงาน หากเขาทำอะไรบุ่มบ่ามจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
เขาได้แต่ขบกรามแน่น มองเธอคอยเดินจัดดอกไม้ ตรวจเช็กงาน ดูแลรายละเอียดเล็กน้อยด้วยสีหน้าเข้มแข็ง ทั้งที่ภายในเปราะบางยิ่งกว่ากระจกบางๆ ที่พร้อมแตกสลายได้ทุกเมื่อ
ส่วนหนึ่งในใจเขาอยากเชื่อว่าเธอไม่ได้มีใคร และเด็กในท้องของเธออาจเป็นลูกของเขาจริงๆ แต่อีกส่วนก็เตือนให้เขาระวังว่าเขาไม่มีสิทธิ์ไปคาดเดาชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งจากคืนเดียวที่พวกเขาเคยใช้ร่วมกัน
ชายหนุ่มกำมือแน่น ดวงตาคมวาวขึ้นด้วยความมุ่งมั่น
เขาไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่สิ่งเดียวที่เขารู้แน่ในตอนนี้ก็คือ… เรื่องราวระหว่างเขากับสาวแว่นคนนั้นยังไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน
“ขอโทษนะครับ เอ่อ...คนจัดดอกไม้ที่จัดอยู่แถวนี้เมื่อกี้ไปไหนแล้วครับ” บุญญานัทเดินตรงไปยังซุ้มดอกไม้หลังจากที่อัญญาวดีชวนเขาไปดูงานบนเวทีด้วยกันอยู่พักใหญ่ แต่พอเขาหันกลับมาผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้ว
“คนไหนเหรอคะ” ทีมงานถามอย่างสงสัยเพราะไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงใครกันแน่
“คนที่...ใส่ชุดคลุมท้องสีฟ้าน่ะครับ”
“อ๋อ น้องมี่เหรอคะ กลับไปแล้วค่ะ”
“กลับไปแล้ว? เอ่อ...แล้วบ้านเค้าอยู่ไหน พอจะทราบมั้ยครับ”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ พอดีน้องเค้าเป็นฟรีแลนซ์ไม่ใช่พนักงานประจำของบริษัทเราน่ะค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ แล้วไม่ทราบว่ามีอะไรอยากให้น้องเค้าแก้ไขรึเปล่าคะ”
“เอ่อ...เปล่าครับ ไม่มี เธอจัดดอกไม้สวยมาก ผม...ผมเลยอยากขอคอนแท็กต์เธอไว้สักหน่อยเท่านั้น”
“งั้นเดี๋ยวจะลองหาเบอร์น้องเค้าให้นะคะ”
“ครับๆ ขอบคุณมากครับ” เขามองทีมงานคนนั้นอย่างมีความหวัง และเมื่ออีกฝ่ายให้เบอร์มา เขาก็ไม่รอช้าที่จะติดต่อไปทันที
แต่แม้จะโทรไปกี่ครั้ง...อีกฝ่ายก็ไม่ได้รับสายแม้แต่ครั้งเดียว
หรือว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้เจอกับเธอแล้วจริงๆ
แล้วลูกในท้องของเธอล่ะจะใช่ลูกของเขารึเปล่า?
แล้วถ้าเป็นแบบนั้น...
เขาควรจะดีใจ เสียใจ หรือควรจะรู้สึกยังไงดี
บุญญานัทยกมือขึ้นลูบหน้าแล้วถอนหายใจ แต่ก่อนที่ความคิดของเขาจะสับสนมากไปกว่านี้ โทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน และเบอร์ที่โทรเข้ามา ก็คือเบอร์ที่เขาโทรไปนับครั้งไม่ถ้วนนั่นเอง...
มี่
ชื่อที่เขาบันทึกไว้ตามคำบอกของทีมงานคนนั้น เขารีบกดรับสายด้วยหัวใจที่เต้นกระหน่ำ
(“ฮัลโหล ไม่ทราบว่าได้โทรมาเบอร์นี้ใช่มั้ยคะ มีธุระอะไรรึเปล่าคะ”) เสียงของเธอดังอยู่ปลายสาย แต่ตอนนี้เขากลับพูดไม่ออก คล้ายไม่รู้จะเริ่มยังไงดี
(“ฮัลโหล ได้ยินมั้ยคะ หรือว่าแก๊งคอลเซนเตอร์กันนะ ถ้าคุณไม่พูดฉันจะ...”)
(“นี่...ผมเอง”) เขารีบพูดขึ้นก่อนเธอจะวางสายไปจริงๆ
(“ผมเองนั่นใครคะ”)
(“ผม...คือ...ผู้ชายที่คุณ...นอนด้วยคืนนั้นไง”)
มันเป็นคำแนะนำตัวที่ฟังดูประหลาดอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าควรจะบอกว่าตนเองเป็นใครในชีวิตของเธอดี
ปลายสายเงียบลงจนเขาคิดว่าเธอวางสายไปแล้ว แต่เธอยังถือสายอยู่ อาจจะแค่ตกใจที่รู้ว่าเป็นเขาเท่านั้น
(“มี่ คุณยังอยู่ในสายใช่มั้ย”)
(“เอ่อ...ค่ะ ฉันยังอยู่ในสาย แล้วคุณ...มีเบอร์ของฉันได้ยังไงคะ”)
(“ผมขอมาจากทีมงานน่ะ ตอนนี้คุณอยู่ไหน ผมว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันนะ”)
(“แต่ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณค่ะ”)
(“แม้แต่เรื่องลูกในท้องของคุณน่ะเหรอ”)
คำถามนั้นทำให้เธอเงียบไปอีกครั้งก่อนที่น้ำเสียงของเธอจะแข็งกระด้างขึ้นเล็กน้อย
(“ใช่ค่ะ เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ ถ้าคุณจะถามว่าเด็กในท้องเป็นลูกของคุณรึเปล่า ฉันก็จะบอกให้คุณสบายใจเอาไว้ว่าไม่ใช่ค่ะ ฉันเพิ่งจะท้องได้สองเดือนเท่านั้น เราเจอกันเมื่อสามเดือนก่อนเพราะฉะนั้นเค้าไม่ใช่ลูกคุณแน่นอน อีกอย่างตอนนี้ฉันก็มีแฟนแล้ว ยังไงก็รบกวนคุณอย่าโทรมาอีกเลยนะคะ ฉันไม่อยากมีปัญหากับแฟน”)
คำพูดนั้นฉะฉานเสียจนเขาไม่กล้าคิดว่ามันคือคำโกหก และไม่คิดว่าเธอมีความจำเป็นอะไรที่จะต้องโกหก เพราะหากเธอท้องลูกของเขาจริงๆ เธอควรจะดีใจและถามหาความรับผิดชอบจากเขามากกว่า
นั่นแปลว่า...สิ่งที่เธอบอกคือเรื่องจริง แต่เขาก็ยังมีข้อสงสัยอีกเรื่องที่อยากถามให้เคลียร์
(“ท้องสองเดือน ทำไมท้องคุณถึงดูโตนักล่ะ”)
(“อ๋อ ลืมบอกคุณไปค่ะว่าฉันท้องลูกแฝด ท้องก็เลยโตกว่าท้องปกติ”)
(“ถ้าเด็กไม่ใช่ลูกผมจริงๆ งั้นเรามาเจอกันหน่อย ผมอยากให้คุณมองตาผมแล้วพูดประโยคเมื่อกี้อีกครั้ง”)
ปลายสายเงียบลงอย่างชัดเจน คราวนี้ไม่ใช่เงียบเพราะสัญญาณ แต่เป็นความเงียบที่หนักแน่นเหมือนมีบางอย่างกำลังกดทับอยู่ ก่อนที่เธอจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแข็งขึ้นกว่าเดิม