ตอนที่ 4 ระยะทางของโชคชะตา

1321 Words
ที่โรงพยาบาล กลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศดูจะจางลงไปเมื่อเทียบกับความหนักอึ้งในใจของคนมอง เสียงเครื่องวัดชีพจรดังสม่ำเสมอ ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด คอยย้ำเตือนว่าลมหายใจที่เหลืออยู่ของคนบนเตียงนั้นไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่มาจากสายระโยงระยางที่พันธนาการร่างนั้นไว้ “เข้าไปได้ค่ะ...” พยาบาลเอ่ยเบาๆ พร้อมกับหลีกทางให้กับจัสมิน เธอก้าวเข้าไปในห้อง ICU ด้วยขาที่แทบไร้เรี่ยวแรง ทุกลมหายใจที่สูดเข้าไปเหมือนมีเข็มเล็กๆ ทิ่มแทงในปอด ภายใต้หน้ากากออกซิเจนนั้นคือผู้หญิงที่เคยสง่างามที่สุดในสายตาของเธอ เฌอเอม แม่ที่เคยเป็นดั่งโลกทั้งใบของจัสมินบัดนี้กลับนอนนิ่งเหมือนตุ๊กตาที่แหลกสลายเมื่อหลายเดือนก่อน “แม่...” คำเรียกขานนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะไปกระทบกระเทือนร่างที่เปราะบางของผู้เป็นแม่ จัสมินเอื้อมมือเธอเพื่อไปกุมมือของแม่ไว้...มือของแม่มันเย็น..เย็นจนความกลัวเริ่มกัดกินหัวใจเธอ “ไม่นะแม่...อย่าทิ้งจัสไปแบบนี้...” น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้หยดลงบนหลังมือของแม่หยดแล้วหยดเล่า เธอไม่ได้สะอื้นไห้เสียงดัง มีเพียงไหล่ที่สั่นเทาและความเงียบที่ตะโกนก้องอยู่ในอก มินตราก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างหลังเพื่อนรัก พร้อมกับวางมือบนไหล่เพื่อนเบาๆ ความอบอุ่นเพียงน้อยนิดนั้นทำให้จัสมินหันมาหา พร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามว่า...ทำไมต้องเป็นเรา? “จัส... แกฟังฉันนะ หมอบอกว่าถ้าผ่าตัดทัน คุณป้ามีโอกาสรอดและมีถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์” มินตราพยายามคุมเสียงไม่ให้สั่นต่อหน้าเพื่อน “แกต้องเข้มแข็งนะ” “เก้าสิบเปอร์เซ็นต์...ที่ต้องแลกมาด้วยเงินมหาศาลใชไหมมิน?” จัสมินแค่นยิ้มทั้งน้ำตาให้กับเพื่อน “เงินที่ตอนนี้ฉันแม้แต่จะหาจากงานถ่ายแบบเล็กๆ ก็ยังทำไม่ได้” น้ำเสียงของจัสมินบ่งบอกได้ว่าเธอหมดแรง “เอาเงินฉันไปก่อนก็ได้นะจัส ถึงมันจะไม่พอก้อนใหญ่ แต่มันช่วยมัดจำได้บ้าง...” จัสมินชะงักพร้อมกับสบตาเพื่อนรักอย่างมินตรา ด้วยแววตาที่เจ็บปวด และมันก็ซึ้งใจแต่กลับหนักแน่นขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะพูด “ไม่ได้มิน...เงินนั่นคือลมหายใจของน้องๆ แกที่เมืองไทย คือความหวังของพ่อแม่แก ฉันเอาชีวิตแม่ฉันไปแลกกับปากท้องครอบครัวแกไม่ได้” ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงเครื่องช่วยหายใจ จัสมินสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกความกล้าครั้งสุดท้าย แววตาที่เคยหม่นแสงกลับวาวโรจน์ด้วยการตัดสินใจบางอย่าง “มิน...แกไม่ได้กลับบ้านที่เมืองไทยมาสามปีแล้วใช่ไหม?” มินตรานิ่งไป แววตาไหววูบเมื่อนึกถึงบ้าน “อืม...สามปีแล้วล่ะ” “งานที่เมืองไทยนั่น...ถ้าฉันรับ เราจะไปด้วยกันนะมิน” จัสมินเอื้อมมือไปกุมมือเพื่อน “เงินนั่นมันเยอะพอที่จะรักษาแม่ และเยอะพอที่จะทำให้แกได้กลับไปหาครอบครัวพร้อมกับเงินก้อนโต...ฉันอยากให้แกได้กลับบ้านจริงๆ นะ” มินตราน้ำตาคลอ พยักหน้าช้าๆ “ถ้าได้ไปจริงๆ ก็ดีนะแก...ฉันก็คิดถึงบ้านใจจะขาดเหมือนกัน” จัสมินฝืนยิ้มให้เพื่อน ทั้งที่ในใจกำลังร้องไห้จนแทบเป็นสายเลือด สองเพื่อนรักยืนกุมมือกันหน้าเตียงผู้ป่วย หารู้ไม่ว่าปลายทางที่เมืองไทย...ไม่ใช่การต้อนรับที่อบอุ่นแบบบ้านเกิด แต่มันคือกรงขังที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีต เพื่อรอคอยให้พวกเธอก้าวเข้าไปติดกับโดยไม่มีวันได้กลับออกมาอีกเลย มิลาน 48 ชั่วโมงก่อนการเดินทางห้องพักเล็กๆ ของจัสมินเต็มไปด้วยความวุ่นวายของการเก็บของ เสื้อผ้าไม่กี่ชุดและของใช้จำเป็นถูกยัดลงกระเป๋าเดินทาง จัสมินหยุดมือมองดูรูปถ่ายคู่กับแม่ที่ตั้งอยู่หัวเตียง นิ้วเรียวไล้ไปบนใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเฌอเอมในวันวาน “จัส...แกเช็กพาสปอร์ตหรือยัง?” เสียงของ พี่เยลลี่ ผู้จัดการส่วนตัวที่ดูแลกันมานานเอ่ยขึ้นพลางช่วยจัดเอกสารการจ้างงานที่ได้รับจากตัวแทนในไทย “เรียบร้อยแล้วค่ะพี่เยลลี่” จัสมินหันมาฝืนยิ้ม “จัสฝากพี่...แวะไปดูแม่บ่อยๆ นะคะ ช่วงที่จัสไม่อยู่ ถ้ามีอะไรด่วน พี่รีบสายตรงหาจัสทันทีนะ” “ไม่ต้องห่วงเลยจัส พี่จะเข้าเยี่ยมแม่แกทุกวัน” เยลลี่กุมมือเด็กปั้นในสังกัดที่ปั้นมาเองกับมือแน่น ใจหายที่ต้องจากกันแต่ก็ยินดีหากมีหนทางที่ดีกว่า “แกไปทำงานเถอะ ทางนี้พี่จัดการเอง ทำหน้าที่ของแกให้ดีที่สุดนะ” สนามบินนานาชาติมิลานมัลเปนซา เสียงประกาศเที่ยวบินมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานครดังขึ้นก้องไปทั่วโถงผู้โดยสารขาออก จัสมินและมินตรายืนอยู่หน้าประตูทางเข้า ทั้งคู่มีสีหน้าที่ผสมปนเปกันระหว่างความกังวลและความหวัง [ ผู้โดยสารที่จะเดินทางไปประเทศไทย เที่ยวบินที่ TG941 กรุณาขึ้นเครื่องได้ที่ประตูทางออกหมายเลข 15 ค่ะ ] “ไปกันเถอะจัส” มินตราสะพายเป้ขึ้นบ่า แววตาของเธอสั่นไหวเมื่อนึกถึงบ้านที่ไม่ได้เหยียบมานานถึงสามปี “ถึงเวลาต้องไปสู้เพื่อแม่แก...และไปหาครอบครัวฉันแล้ว” จัสมินพยักหน้า ก่อนจะหันไปโบกมือลาพี่เยลลี่เป็นครั้งสุดท้าย เธอสูดลมหายใจลึก ก้าวเท้าขึ้นเครื่องบินที่กำลังจะพาทะยานลับขอบฟ้ามิลานมุ่งสู่เอเชีย...โดยหารู้ไม่ว่าการกลับไปครั้งนี้ เธอไม่ได้กลับไปในฐานะนางแบบดาวรุ่ง แต่กำลังจะกลับไปในฐานะ ‘นกน้อย’ ในกรงทองของใครบางคน สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ไอความร้อนและกลิ่นอายที่คุ้นเคยปะทะใบหน้าทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตูสนามบิน มินตราสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพร้อมรอยยิ้มกว้างครั้งแรกในรอบหลายวัน “จัส! ก่อนจะไปเริ่มงาน...ฉันขอพาแกไปชาร์จพลังที่บ้านฉันก่อนนะ” มินตราพูดอย่างกระตือรือร้น “แม่กับน้องๆ ฉันรอเจอแกอยู่ แกจะได้รับลมทะเลให้หายเหนื่อยไง” “อื้ม!!ไปกัน” มินตราพาเพื่อนรักกลับบ้านโดยรถทัวร์ก่อนจะมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ริมชายฝั่ง ทันทีที่รถจอดร่างของวัยรุ่นสามคนก็วิ่งกู่ออกมาจากบ้านไม้หลังเก่าด้วยความดีใจ “พี่มิน! พี่มินกลับมาแล้ว!” น้องคนเล็ก‘ เอวา ’พึ่งจะอายุ 15 และ น้องสาวคนรอง‘ สมาย ’พึ่งจะอายุ 17 ปีเมื่อวันก่อน เด็กสาวทั้งสองคนวิ่งเข้ามากอดพี่สาวตัวกลม ในขณะที่น้องชายคนโตอย่าง‘ ภูผา ’อายุ 20 เดินเข้ามาช่วยยกกระเป๋าด้วยท่าทางเคอะเขินแต่แววตาเต็มไปด้วยความดีใจ “จัส...นี่น้องๆ ฉันเองคนนี้ พี่คนโตชื่อภูผา และคนนี้สมาย และสุดท้ายน้องเล็กสุดชื่อ..” “เอวา คะพี่!” มินตราแนะนำด้วยความภูมิใจ “นี่พี่จัสมิน เพื่อนรักพี่เอง ที่เคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ” จัสมินมองภาพความอบอุ่นตรงหน้าแล้วหัวใจที่เคยแห้งแล้งกลับชุ่มชื่นขึ้น น้องๆ ทั้งสามคนรุมล้อมเธอด้วยรอยยิ้มที่ใสซื่อ ลมทะเลที่พัดเอื่อยๆ และเสียงหัวเราะของเด็กๆ ทำให้จัสมินลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ เธอยืนมองผืนน้ำสีครามกว้างใหญ่ ปล่อยให้ลมพัดผ่านความเหนื่อยล้า...หารู้ไม่ว่า นี่อาจจะเป็นความสงบสุขสุดท้าย ก่อนที่พายุร้ายชื่อ อลัน วิลเลียม จะพัดถล่มชีวิตของเธอและครอบครัวมินตราจนไม่เหลือชิ้นดีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า!
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD