คฤหาสน์วิลเลียม ประเทศไทย
เสียงฝีเท้าหนักแน่นและสม่ำเสมอบนพื้นหินอ่อนนำเข้า สะท้อนก้องไปทั่วโถงสูงตระหง่าน
อลันเดินเข้ามาด้วยท่าทีเรียบเฉยราวกับเจ้าป่าที่กลับคืนสู่รัง เขาถอดนาฬิกาข้อมือราคาแพงส่งให้คนรับใช้อย่างไม่ยี่หระ
“รายงานมา”
คำสั่งสั้นๆ หลุดจากปากขณะสายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ
“คนของเราตามประกบเหยื่อตลอดครับนายน้อย”
ลีอองรายงานพลางส่งแท็บเล็ตให้ “
ทุกการเคลื่อนไหว ทุกสถานที่ที่เธอไป ถูกบันทึกไว้หมดแล้ว...รวมถึงที่นี่ด้วยครับ”
ปลายนิ้วหนาเลื่อนผ่านรูปถ่ายแอบถ่ายหลายใบ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ภาพจัสมินยืนร้องไห้อยู่หน้าห้อง ICU อลันจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตานั้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเบือนหน้าหนีอย่างเย็นชา
“อาการของแม่เธอ?”
“โคม่าครับ...และกำลังจะถูกตัดสิทธิ์การรักษาถ้าไม่วางเงินมัดจำภายใน 72 ชั่วโมง”
มุมปากของอลันยกขึ้นช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความอบอุ่นแม้แต่นิดเดียว
“ดี...ยิ่งจนมุม ยิ่งควบคุมง่าย ดูไว้ให้ดี อย่าให้เธอมีทางเลือกอื่น และที่สำคัญ...อย่าให้เธอรู้ตัวว่าใครเป็นคนตัดทางเดินของเธอ”
พูดจบมือหนาก็เทบรั่นดีลงแก้วช้า ๆ ยกขึ้นมาแล้วกระดกลงลำคอเอือกใหญ่ รสชาติถูกคอเขาเช่นเดิม กำลังจะมีความสุขกับสิ่งที่วาดฝันไว้
“นายน้อยครับ สายของเรารายงานว่าเธอเดินทางมาถึงไทยแล้วนะครับ ”
“เมื่อไหร่!!”
แววตาาของอลันลุกวาวขึ้นดีใจ แต่ก็ต้องผิดหวังกับคำตอบถัดมาเป็นอย่างมาก
“ 2 วันที่แล้วครับนายน้อย”
เพล้ง!!
อลันเหวี่ยงแก้วบรั่นดีลงบนพื้นหินอ่อนจนแตกกระจาย แววตาคมกริบจ้องมองรายงานการเดินทางของจัสมิน ที่ระบุว่าเธอเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้วเมื่อสองวันก่อน..แต่เธอกลับหายไปจากสายตาของเขา!
"ไปหาเธอให้มันให้เจอ! ใครที่มันกล้าที่จะพาเธอหนีไปจากฉัน!"
ไม่นานนัก รูปถ่ายชุดใหม่ก็ถูกวางลงบนโต๊ะ ภาพจัสมินในชุดกระโปรงเดินเล่นริมทะเลอย่างมีความสุขเคียงข้างกับเด็กผู้ชายร่างกำยำ ผิวเข้ม หน้าตาคมคายที่กำลังแบกเธอขึ้นหลังสลับกับเสียงหัวเราะ
"หมอนี่ใคร?"
อลันคำรามเสียงเข้ม
"ภูผา ครับนายน้อย..เป็นน้องชายของมินตรา เพื่อนสนิทเธอ"
ลีอองรายงานเสียงเบา
"ไปลากคอมันมา! ฉันจะดูสิว่าถ้าไอ้หนุ่มนี่หายไป...จัสมินจะยังยิ้มออกอยู่ไหม"
เมื่อได้รับคำสั่งลีอองจึง ออกไปสั่งการในทันทีแล้ว ส่วนอลันที่ทั้งโกรธและโมโหจึงจะออกไปดื่มที่ผับแก้เซ็งตามฉบับและฉายาของนายน้อยอลันคอทองแดง แต่ก็ต้องหยุดชะงัก
“พึ่งจะกลับมาถึงก็สร้างเรื่องใหญ่โตอีกแล้วสินะ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นจากระเบียงชั้นบนทำเอาอลันชะงักฝีเท้าในทันทีก่อนจะหันไปหน้าขึ้นไปสบตากับ เอริค วิลเลียม ผู้เป็นพ่อและเจ้าพ่อมาเฟียผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมทั้งยุโรปและในเขตเอเชีย แต่ควบคุมลูกชายตัวเองไม่ได้
เอริคคือชายผู้เป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจ แววตาของคนเป็นพ่อเต็มไปด้วยความกดดันและไม่พอใจอย่างชัดเจน
“พ่อรู้เรื่องแล้ว?”
อลันถามกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“แกคิดว่าฉันตาบอดหรือไง!”
เอริคก้าวลงบันไดมาอย่างช้าๆ แต่ละก้าวทำเอาลีอองและคนสนิทต่างก็ต้องก้มหน้าลงต่ำ
“เล่นกับงาน เล่นกับคน...แกคิดว่าตัวเองเหนือกว่าทุกคนจนมองไม่เห็นหัวคนอื่นแล้วใช่ไหมอลัน?”
“ผมไม่ได้เล่น...ผมแค่กำลัง จัดการสิ่งที่ควรจะเป็นของผม”
“ปัญหาของแกก็คือ..แกแค่อยากจะเอาชนะ มากกว่าที่จะคิดให้รอบคอบ!”
เอริคเดินมาหยุดตรงหน้าลูกชาย สายตาที่เขามองมายังลูกชายตรงหน้านั้นมันมีแววของความเสียใจ
“วันหนึ่ง...ความมั่นใจที่แกมี มันจะย้อนกลับมาฉีกร่างของแกเองอลัน”
“งั้นก็รอดูครับพ่อ...ว่าผมจะชนะ หรือผมจะพัง”
อลันโต้กลับไปโดยเน้นคำว่า พัง ให้พ่อได้ยินชัด ๆ โดยไม่หลบสายตาเพราะว่าไหน ๆ แล้วสายตาของพ่อก็มองว่าเขาชอบทำให้มันพังอยู่แล้ว
“พอได้แล้วทั้งคู่!”
ไอริน เดินเข้ามาแทรกด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า เธอจ้องมองลูกชายด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักที่ปนเปไปด้วยความอ่อนใจ
“อลัน...แม่ก็ไม่รู้จะพูดกับลูกยังไงแล้วนะ จะทำอะไรก็ไม่เคยบอก แล้วสุดท้ายลูกก็ทิ้งปัญหาไว้ให้คนอื่นตามแก้ตลอด”
“ผมจัดการเองได้ครับแม่”
“ใช่ ลูกจัดการได้...”
ไอรินพยักหน้าช้าๆ
“แต่วันไหนล่ะ...ทีลูกจะจัดการหัวใจตัวเองได้บ้าง?”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศเงียบสงัดลงทันที อลันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหน้าไปอีกทางเพื่อเลี่ยงการสนทนา
“ยังนิ่งเป็นหินเหมือนเดิมเลยนะน้องชาย”
อลิน พี่สาวคนสวยเดินเข้ามายืนตรงหน้าน้องชายพร้อมรอยยิ้มประชดประชันที่แฝงความห่วงใย
“อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตกลับมา ไม่โดนแก๊งไหนลากไปทิ้งทะเลก็ถือว่าบุญแล้ว”
อลันยิ้มมุมปาก
“ใครจะกล้าทำแบบนั้นกับผม”
“คนที่ไม่กลัวตายไงล่ะ...”
อลินหรี่ตาลงพลางเอียงคอถาม
“รอบนี้ไปก่อเรื่องอะไรมาอีก? อย่าบอกนะว่าเรื่อง...ผู้หญิง?”
อลันไม่ตอบ แต่รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อยก็เป็นคำตอบที่ชัดเจนพอ
“สักวันนายจะพังเพราะเรื่องนี้ อลัน”
อลินถอนหายใจยาว
“หรือไม่...นายก็อาจจะพังเพราะ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ ที่นายคิดว่านายควบคุมทุกอย่างได้”
“พัง พัง แล้วก็พัง นี้ในสายตาของทุกคนผมแย่ขนาดนั้นเลยหรอ ผมบอกไว้ตรงนี้เลยนะว่าไม่มีใครทำผม พัง ได้”
อลันยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเขามั่นใจเหลือเกินว่าเขาคือผู้คุมเกม...ทว่าในขณะที่เขากำลังเสวยสุขอยู่ในคฤหาสน์หรู ผู้หญิงคนหนึ่งที่เขามองว่าเป็นแค่เพียงหมากนั้น ได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อมาเป็นนกน้อยในกรงที่เขากำลังสร้างไว้
“ อลันหยุดก่อน พี่บอกให้แกหยุดก่อน”
“ไม่ต้องเรียกน้องไว้หรอกอลินแม่รู้ว่าอลันเขาคงไม่ฟังลูกหรอก”
ไอรินเองก็เหนื่อยใจกับอลันจนไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ภาวนาว่าจะมีผู้หญิงสักคนที่มาปราบพยัคฆ์อย่างอลันได้
แต่ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าอีกไม่นานจะมีนารีคู่อาฆาตที่จะมาเป็นระเบิดเวลาให้กับอลันโดยไม่รู้ตัว ระเบิดลูกนี้มันอาจจะมาพร้อมกับการทำลายอาณาจักรวิลเลียมของพวกเขาให้ย่อยยับโดยไม่รู้ตัว
เมื่อพ่อแม่และพี่สาวบอกและเตือนอลันแล้วเขายังไม่ฟังแต่เพราะความโกรธของเขานั้นเลือกที่จะออกไปดื่มที่ให้อารมณ์ดีขึ้นผับแทน จนเวลาเกือบจะเที่ยงคืน
เที่ยงคืนในคฤหาสน์วิลเลียมหลังจากที่ทุกคนกำลังพักผ่อน
ปัง!
เสียงประตูไม้บานยักษ์ถูกกระแทกออกอย่างแรงจนผนังสะเทือน ร่างสูงของอลันเดินโซเซเข้ามา เสื้อเชิ้ตแบรนด์หรูถูกปลดกระดุมออกจนเห็นแผงอก กลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนกึกคละคลุ้งออกมาจากตัวเขาจนลีอองที่ยืนรออยู่ต้องขมวดคิ้ว
“ไม่ต้องมองแบบนั้นลีออง...ฉันยังไม่ตาย”
อลันแค่นเสียงหงุดหงิดพลางโยนกุญแจรถราคาหลายสิบล้านลงบนโต๊ะหินอ่อน
“แล้วถ้าหากวันไหนนายตายขึ้นมาจริงๆ ล่ะ ใครจะเสียใจ?”
เสียงเย็นเยียบดังมาจากหัวบันได อลิน พี่สาวที่นั่งคอยอลันอยู่หน้าระเบียงจนเห็นน้องชายขับรถเข้ามา ยืนกอดอกมองน้องชายฝาแฝดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชปนห่วงใย เธอเดินลงมาด้วยจังหวะที่มั่นคง ส้นสูงกระทบพื้นดัง
ตึก! ตึก! เหมือนเสียงกลองรบ
“ห่วงฉันเหรอ?”
อลันยิ้มมุมปากอย่างท้าทาย
“ฉันรำคาญมากกว่า...พ่อเพิ่งโทรมา ท่านไม่ชอบที่นายทำตัวเป็นขยะสังคม เที่ยวเตร่สำมะเลเทเมาไปวันๆ แบบนี้”
“พ่อไม่เคยชอบอะไรในตัวฉันอยู่แล้วนี่!”
อลันตะคอกกลับ
“แล้วพี่ล่ะอลิน...ทำตัวเป็นหุ่นเชิดของพ่อต่อไปเถอะ เผื่อท่านจะเมตตาให้พี่ขึ้นมาคุมวิลเลียมแทนผม”
“นายกำลังทำตัวเหมือนคนไม่มีอนาคต อลัน!”
อลินสวนกลับทันควันน้องชายคู่แฝดของเธออย่างเสียไม่ได้
“แล้วถ้าวันไหนนายพลาด...มันไม่ใช่แค่นายที่พัง แต่นามสกุลวิลเลียมจะถูกนายลากลงโคลนไปด้วย!”
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที สองแฝดที่ใบหน้าคล้ายๆ ต่างกันแค่เธอเป็นพี่สาวสวยสง่าเก่งครบครื่องแต่เขาเป็นน้องชายที่วันๆชอบหาแต่เรื่อง ช่างต่างกันเหมือนกับราวไม่ใช่แฝดกันทั้งคู่จ้องตากันด้วยความรู้สึกที่พร้อมจะเผาผลาญอีกฝ่าย
“พี่อย่ามายุ่งกับชีวิตของผมจะดีกว่า...”
อลันขบกรามแน่น
“ฉันจะยุ่ง! เพราะนายมันอ่อนแอเกินกว่าจะดูแลตัวเอง อลัน!”
อลินพูดเสียงรอดไรฟันอย่างเก็บอารมณ์
แกร็ก!
วินาทีนั้น อลันชักปืนพกที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมาเล็งไปที่หัวของตัวเองทันที ลีอองขยับตัวจะเข้าห้ามแต่อลันตวาดลั่น
“อย่าเข้ามา! ถ้าใครก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ฉันจะระเบิดสมองตัวเองตรงนี้!”
อลินชะงักแผ่นหลังของเธอเย็นวาบและเธอรู้ดีว่าอลันไม่ได้ขู่ น้องชายของเธอมีความบ้าคลั่งที่คาดเดาไม่ได้อยู่ในสายเลือด
“ออกไปซะพี่อลิน..ก่อนที่ผมจะหมดความอดทน”
อลันเอ่ยเสียงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยความกดดันที่โดนมาทั้งวัน
อลินกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เธอรู้ว่าเธอแพ้ความบ้าของเขาจึงยอมให้น้องชายอีกจนได้หลังจากที่อลันเห็นว่าพี่สาวยอมก็วางปีนลงแล้วไปคว้าเอากุญแจรถแล้วขับออกไปอีกครั้ง
“ถ้านายอยากทำลายตัวเองนัก...ก็เชิญ!”
“กลับมาก็มีแต่คนน่าเบื่อ ”
“อลัน !”
อลินวิ่งตามออกไปดูเพราะสายใยของแฝดมีความห่วงใยกันเสมอ แม้เธอจะปากร้ายก็ตาม
15 นาทีต่อมา บนถนนสายหลักเสียงเครื่องยนต์ V12 คำรามดังสนั่นไปทั่วราตรี อลันเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ลมแรงปะทะใบหน้าขณะที่เขาสาดรถสปอร์ตเปิดประทุนเข้าโค้งด้วยความเร็วที่คนปกติไม่กล้าทำ
ในหัวมีแต่คำพูดดูถูกของผู้เป็นพ่อและคำด่าทอของอลินพี่สาวฝาแฝดและเขาเองก็แค่ต้องการทางออก เขาต้องการลบความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้อำนาจของเงินทอง
เอี๊ยดด!!
โครม!!!
ร่างของเด็กสาววัย 17 กระเด็นลอยไปไกลเกือบ 100 เมตร
“สมายย!!”