คืนนั้นหลังจากการเผชิญหน้ากับผู้ชายคนนั้นที่ผับ จัสมินพยายามที่จะสลัดภาพแววตาที่คุกคามของอลันออกจากหัว เพราะเธอคิดว่าเขาก็แค่คนรวยที่เอาแต่ใจ ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เหมือนกับพายุฤดูร้อนที่พัดมาให้หงุดหงิดชั่วครู่...แต่ทว่าเธอดันคิดผิดนี้สิ!
ภายในรถลีมูซีนที่เคลื่อนตัวในยามราตรีของปารีส ไฟถนนสาดกระทบใบหน้าคมคายของอลันเป็นระยะ ๆ บรรยากาศเงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง อลันไม่ได้ละสายตาจากแท็บเล็ตที่ปรากฏประวัติการทำงานและรูปถ่ายของหญิงสาวที่เพิ่งเจอเมื่อครู่
“ว่ามา”
น้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทรงอำนาจสั่งการ
“จัสมิน แองเจลโล่ อายุ 24 ครับนายน้อย”
ลีอองรายงานจากเบาะหน้า
“พื้นเพของเธอมันซับซ้อนกว่าที่คิด พ่อหายสาบสูญไปนานแล้ว เธอเติบโตมากับแม่เพียงสองคนและตอนนี้ เธอกำลังแบกค่ารักษาแม่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจเรื้อรังเพียงลำพัง จนตอนนี้ล่าสุด...อาการแม่ของเธอนั้นกำลังทรุดหนัก ต้องใช้เงินผ่าตัดด่วนภายในเดือนนี้”
สิ้นเสียงลีอองรายงานประวัติของผู้หญิงคนนั้นที่นายน้อยสนใจแบบคร่าวๆ อลันชะงักนิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอ แววตาคมกริบไหวระริกเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจเดิม
“เงินสินะ...”
เขาพึมพำ ก่อนที่จะกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นการยิ้มที่ชวนให้คนมองนั้นขนลุก
“คนที่กำลังจะจมน้ำน่ะลีออง...ต่อให้มือที่ยื่นไปช่วยจะเป็นมือของปีศาจ เขาก็ต้องคว้าไว้
เช้าวันต่อมาที่มิลาน แสงแดดอ่อนๆ ที่ควรจะให้ความรู้สึกเริ่มต้นใหม่ กลับดูจืดชืดอย่างประหลาดใจจนมีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ดังขึ้นมาทำลายความเงียบในห้องพัก
ติ๊ด!
[งานถ่ายแคมเปญวันอาทิตย์นี้ขอเลื่อนไปก่อนนะคะ]
จัสมินขมวดคิ้ว มือที่กำลังจะยกแก้วกาแฟชะงักไปครู่หนึ่ง
“เลื่อนอีกแล้วเหรอ...”
เธอพึมพำกับความว่างเปล่า ปลอบใจตัวเองว่ามันอาจเป็นเรื่องปกติของวงการแฟชั่น
ทว่า...พายุนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น!!
ติ๊ด!
[ทางแบรนด์ขอยกเลิกงานทั้งหมดค่ะ ต้องขอโทษจริงๆ]
ติ๊ด!
[เอเจนซี่ขอถอนตัวจากโปรเจกต์ปีนี้นะคะ]
ข้อความสั้นๆ ที่ถูกส่งเข้ามาในมือถือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเย็นชา ไหลบ่าเข้ามาไม่หยุดหย่อน ปลายนิ้วของเธอนั้นสั่นเทาขณะเลื่อนดูหน้าจอที่เต็มไปด้วยคำว่า
“ยกเลิก” และ “ขอโทษ”
หัวใจของจัสมินเริ่มเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกหวาดกลัวที่ไร้ตัวตนเริ่มคืบคลานเข้ามาเกาะกินใจของเธอ จัสมินตกอยู่ในภวังค์เธอกำลังครุ่นคิดอย่างหนักจนเหม่อลอยและเสียงเรียกเข้าจากมินตราทำให้สะดุ้งตกใจ
“จัส...แกเห็นข้อความหรือยัง ? ”
เสียงของมินตราจากปลายสายนั้นสั่นเครือไม่ต่างจากเธอเลย
“เห็น! ”
น้ำเสียงแผ่วเบา เบามากๆเป็นเสียงที่ไม่มีพลังใดๆเลย
“เกิดอะไรขึ้นวะ ทำไมงานแกโดนล้างไพ่เกลี้ยงขนาดนี้!”
จัสมินนิ่งเงียบ ดวงตาเหม่อลอยจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างก่อนจะตอบเพื่อน
“ไม่รู้สิ...เหมือนมีใครบางคน กำลังขีดชื่อฉันออกจากโลกใบนี้”
ภาพใบหน้าคมคายและรอยยิ้มอันเย็นเยียบของอลันผุดขึ้นมาในห้วงมโนของเธอทันที
~ผมจะหาคำตอบด้วยตัวเอง~
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่การขู่ แต่มันคือคำพิพากษา
บ่ายวันนั้นที่เอเจนซี่
จัสมินเดินเข้าไปด้วยแผ่นหลังที่ยังพยายามเหยียดให้ตรง แม้ข้างในใจของเธอนั้นมันจะเริ่มพังทลาย แต่ละย่างก้าวที่ผ่านทีมงาน ทุกคนต่างหลบสายตาเธอ บ้างก็ซุบซิบด้วยความสงสาร บ้างก็มองด้วยความกลัว บรรยากาศมันดูอึดอัดจนเธอแทบสำลักจนมาถึงห้องของผู้จัดการของเธอ
“พี่เยลลี่...บอกจัสทีว่าเกิดอะไรขึ้น”
ผู้จัดการสาวรุ่นพี่ถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ในดวงตานั้นเต็มไปด้วยความลำบากใจเพราะเธอรู้ดีว่าจัสมินคือตัวเด่นสุดที่ทีมนี้และในเวลานี้ด้วย งานของจัสมินนั้นสามารถเลี้ยงเธอและค่ารักษาแม่ได้หลายเดือนหรือเกือบถึงปีเลยทีเดียวคิวยาวและเเน่นมากแต่เมื่อตอนนี้แทบไม่มีเลย
“พี่ก็ไม่อยากพูดคำนี้เลยนะจัส...แต่ลูกค้าทุกเจ้าพูดเป็นคำเดียวกันว่า...พวกเขานั้นยอมเสียค่าปรับที่ผิดสัญญากับเรา ดีกว่าไปมีปัญหากับคนตระกูลนั้น”
“ใครคะพี่...”
เสียงของจัสมินแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“เขาไม่ยอมให้เอ่ยชื่อ แต่จัสเองก็น่าจะรู้นะว่าอำนาจใดที่สามารถสั่งปิดเมืองได้เพียงปลายนิ้วแบบนั้น มันมีไม่กี่คนหรอกนอกจากพวกมาเฟีย..อุ๊ย!!”
พี่เยลลี่เอื้อมมือมาบีบไหล่เธอเบาๆแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะจากที่ทำงานมาเธอไม่เคยมีปัญหาอะไรเลยและทำงานได้ดีด้วยซ้ำ
“จัสไปทำอะไรให้เขาโกรธขนาดนั้นเหรอ?”
จัสมินไม่ได้ตอบพี่เยลลี่ และตอนนี้เองเธอรู้สึกเหมือนถูกผลักลงเหวที่มองไม่เห็นฝั่ง ความโกรธแค้นตีรวนขึ้นมาในอกจนจุกไปหมด
ไอ้มาเฟียนั้นสินะที่กล้ามาเล่นงานฉัน
“ไม่เป็นไรค่ะพี่...เดี๋ยวหนูหางานใหม่เอง”
เธอฝืนยิ้มทั้ง ๆ ที่ข้างในมันสั่นไปหมดทั้งตัวมือที่เย็นเฉียบ และความหวังสุดท้ายที่จะหาเงินมารักษาแม่ของเธอนั้นเหมือนมันจะเริ่มจะดับลง
ท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มปกคลุมจัสมินกลับมาที่คอนโด ในห้องมีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมไฟที่อยู่ข้างๆโซฟาตัวโปรด ร่างบางนั่งกอดเข่าสายตามองทอดออกไปข้างนอกช่องหน้าต่างบานสูงแสงไฟในช่วงพลบค่ำกำลังสว่างทีละนิด ที่ขอบฟ้ามีแสงสีแดงระเรื่อเผยให้เห็นใบหน้าของเธอในแววตาที่ว่างเปล่าดวงตาเหม่อลอย
~ครืด ครืด~
โทรศัพท์ในมือของจัสมินสั่นขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ข้อความ แต่เป็นสายเรียกเข้าที่ทำให้หัวใจของเธอนั้นเกือบหยุดเต้น
[ โรงพยาบาล ]
“ฮัลโหล...”
“คุณจัสมินใช่ไหมคะ? คนไข้ชื่อ เฌอเอม แองเจลโล่ เธออาการทรุดลงกะทันหันค่ะ ตอนนี้อยู่ในภาวะโคม่า!”
และโลกทั้งใบเหมือนพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา เธอ เสียงรอบข้างกลายเป็นเสียงหึ่งๆ ที่ฟังไม่ได้ศัพท์ น้ำตาที่พยายามกลั้นมาทั้งวันเอ่อล้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ หยาดน้ำตาไหลนองทั้งสองแก้มดวงตาแดงก่ำ มันจุกจนแน่นไปหมดทั้งใจ
“คุณหมอต้องการคุยด้วยครับ..อยู่ในสายไหมครับ”
เมื่อเสียงของจัสมินเงียบไป เสียงหมอหนุ่มดังขึ้นด้วยโทนเสียงที่เคร่งเครียด
“คนไข้ต้องผ่าตัดด่วนครับคุณจัสมิน แต่การผ่าตัดครั้งนี้มีความเสี่ยงสูงและค่าใช้จ่ายเยอะมาก เราต้องนำเข้าตัวยาและอุปกรณ์พิเศษ และทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องให้คุณวางมัดจำครึ่งหนึ่งก่อนเริ่มกระบวนการ...ซึ่งตัวเลขอยู่ที่...”
เมื่อได้ยินจำนวนเงินที่หมอแจ้ง จัสมินถึงกับเข่าอ่อนจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเย็นเฉียบ
มันมากเกินไป..มากเกินกว่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะหาได้ในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะในวันที่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นบุคคลต้องห้ามของวงการในตอนนี้
จัสมินร้องไห้ออกมาอย่างไร้เสียง มือบางปิดปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้เสียงสะอื้นหลุดรอดไปถึงปลายสาย เธอรู้สึกเหมือนเป็นลูกนกที่ปีกหักและกำลังถูกมือลึกลับบีบคั้นคอเพื่อที่จะให้ขาดใจตายไปอย่างช้า ๆ
เธอเจ็บมาก! มันเจ็บจนพูดไม่ออก ความผิดหวังในโชคชะตาและความกลัวที่จะเสียแม่ไปมันเหมือนมีดที่กรีดหัวใจของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเป็นแผลเหวอะหวะ
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงคำพูดของพี่เยลลี่ขึ้นมา งานที่ประเทศไทย งานเงินล้านที่เธอมองว่ามันเสี่ยงในตอนแรกแต่ก็รับไว้ครั้งนั้น
จัสมินปาดน้ำตาช้าๆ แววตาที่เคยมุ่งมั่นบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความจำยอมที่แสนจะขมขื่น เธอรู้ดีว่าการที่ต้องห่างกับแม่ครั้งนี้มันอาจจะไกลมากสำหรับเธอ แต่ก็ต้องจำยอมเพราะเธอไม่สามารถรู้อนาคตได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เธอรู้แล้วว่าไม่มีทางหนีพ้นกับดักที่ใครสักคนนั้นวางเอาไว้แต่ครั้งนี้เธอตัดสินใจได้แล้ว จึงต่อสายหาพี่เยลลี่ผู้จัดการส่วนตัว
~ตืด ตืด~
“ว่าไงจ๊ะ จัส!”
“เอ่อพี่เยลลี่คะ จัสอยากถามพี่เยลลี่เรื่องงานที่ดิวไว้ที่เกี่ยวกับห้องเสื้อในประเทศไทยนะคะ”
“แป๊ปนะเดี๋ยวพี่ดูให้..อืม..ว๊าว!! รายการนี้ไม่มีแคนเซิลนะจัส”
“จริงหรอคะ! หนูรับงานนั้นค่ะพี่...”
เสียงของเธอแหบพร่าและสั่นเครือ
“ส่งรายละเอียดมาให้จัสได้เลยค่ะ จัสจะไปประเทศไทยเร็วๆนี้ ”
“ได้จ๊ะ ทางเมล์นะ ”
จัสมินยิ้มอย่างดีใจที่อย่างน้อยงานที่เขาเสนอเงินเยอะยังอยู่ แต่เธอหารู้ไม่ว่า...นั่นไม่ใช่เรือช่วยชีวิตที่ส่งมารับเธอจากทะเลคลั่ง แต่มันคือโซ่ตรวนที่ซาตานในคราบเทพบุตรวางไว้เพื่อรอให้เธอก้าวเข้าไปสวมมันด้วยตัวเอง