5

1300 Words
คำพูดนั้นทำให้อุษมาชะงัก และเพราะเธอไม่รู้จะตอบยังไง เธอเลยหันไปสั่งอาหารแทน “ขนมเส้นน้ำเงี้ยวกระดูกอ่อนหนึ่งค่ะ ไม่ใส่ผักกับกระเทียมเจียวนะคะ” “ของผมข้าวซอยเนื้อครับ” พิชญะสั่ง แล้วหันไปถามคนที่มาด้วย “เอื้อไม่กินเผ็ดเหรอ ถึงสั่งน้ำเงี้ยว” “พี่กินเผ็ดได้” เธอตอบเสียงห้วน “พี่โตแล้ว แต่วันนี้อยากกินขนมเส้น” พิชญะหัวเราะเบา ๆ “ครับ โตแล้ว” โตแล้ว… แต่เขากลับมองเธอเหมือนเด็กที่ต้องมีคนคอยเฝ้า ทั้งที่เธออายุมากกว่าเขาแท้ๆ มันทำให้เธอทั้งหงุดหงิด…ทั้งรู้สึกแปลก ๆ แบบบอกไม่ถูก ระหว่างรออาหาร พิชญะหยิบมือถือขึ้นมาเปิดรายชื่อ แล้วเลื่อนหน้าจอให้เธอดู “นี่ครับ ช่างที่ผมรู้จัก ทำงานให้บ้านผมมาตลอด ถ้าเอื้อโอเค พรุ่งนี้เช้าเขาเข้าไปดูหน้างานได้เลย” อุษมามองหน้าจอ…ก่อนเงยหน้ามองหน้าเขา “เธอทำไมต้องจริงจังขนาดนี้ จริงๆ เธอส่งคอนแทคเขาให้พี่ทางไลน์ก็พอ” “ผมจริงจังกับเอื้อเสมอ” เขาตอบนิ่ง ๆ “แล้วผมก็ไม่อยากให้เอื้ออยู่บ้านที่ไม่ปลอดภัย” อุษมานิ่งไป ใจเธอเต้นเร็วขึ้นแบบไม่มีเหตุผล “พี่อยู่ได้ บ้านหลังนั้นพี่อยู่ตั้งแต่เกิดเลยมั้ง” เธอยืนยันเหมือนเดิม เรื่องโจรมันอาจจะเป็นแค่คราวซวยที่ผ่านเข้ามา แต่ที่ผ่านมาบ้านนั้นมันปลอดภัยเสมอ พิชญะพยักหน้า “ผมรู้ว่าเอื้ออยู่ได้” เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบาลง “แต่การที่เอื้อ อยู่ได้ มันไม่ได้แปลว่าเอื้อต้องอยู่คนเดียวตลอดไปนะครับ” ประโยคนั้นทำให้มือของอุษมาที่จับแก้วน้ำอยู่ชะงัก เธอรีบยกแก้วขึ้นดื่มและแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน อาหารมาถึง ทั้งสองกินเงียบ ๆ อยู่พักใหญ่ จนกระทั่งพิชญะพูดขึ้นอีกครั้งเหมือนนึกอะไรได้ “แล้วเอื้อจะไปนอนบ้านน้าฟ้าอีกกี่วัน” “จนกว่าช่างจะทำประตูหน้าต่างเสร็จ” เธอตอบ “แล้วแม่บ้านล่ะ” เขาถามต่อทันที “เอื้อจะหาเองหรือให้ผมหาให้” อุษมาถึงกับวางช้อนลง “พีร์ พี่บอกแล้วไงว่าพี่ไม่ชอบมีคนอื่นมาอยู่ด้วย” พิชญะเงียบไป…แต่แววตาของเขากลับเข้มขึ้นนิดหนึ่ง “โอเคผมเข้าใจแล้วว่าเอื้อไม่ชอบให้มีแม่บ้าน งั้นผมก็จะมาอยู่เป็นเพื่อนเอื้อเอง” อุษมาอ้าปากค้าง “อย่าทำบ้าๆ” “ผมไม่ได้บ้า” เขาตอบเสียงเรียบ “ผมพูดจริง” อุษมาชะงัก ท่าทีของพิชญะมันมากเกินไปสำหรับคนที่เป็นลูกชายเพื่อนแม่หรือเพื่อนสนิทน้องชาย จะว่าไปโอบเอื้อ น้องชายเธอยังไม่ห่วงพี่สาวขนาดนี้ด้วยซ้ำ เหมือนมีอะไรบางอย่างที่กำลังจะล้ำเส้น และเธอก็ไม่สบายใจที่เป็นเช่นนั้น ค่ำวันนั้นพิชญะขับรถตามรถของอุษมาจนกลับถึงบ้านของนภดารา เขาไม่ได้ลงจากรถในตอนที่เธอเลี้ยวเข้าบ้าน เพียงจอดมองนิ่งๆ และถอยรถกลับไปเงียบๆ คืนนั้นอุษมานอนบนเตียงในห้องรับรองของนภดารา เธอพยายามหลับ แต่ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ยังวนกลับมาไม่หยุด เธอพลิกตัวไปมา จนสุดท้ายก็หยิบมือถือขึ้นมาโทรหาคนที่เธอไม่อยากให้รู้เรื่องนี้ที่สุด นพ.คิมหันต์… พ่อของเธอเอง สายถูกกดรับหลังจากดังไม่นาน “เอื้อ” เสียงคิมหันต์ดังขึ้นทันที “ลูกยังไม่นอนอีกเหรอ” อุษมากลืนน้ำลาย พยายามทำเสียงให้ปกติที่สุด “พ่อคะ เอื้อจะโทรมาบอกว่าจะทำบ้านนิดหน่อยค่ะ…เปลี่ยนกลอน เปลี่ยนล็อก แล้วก็จะติดกล้องเพิ่ม” ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “ทำไมอยู่ดีๆ ลูกจะทำบ้าน” เขาถามเสียงนิ่ง แต่เธอรู้ดี…ว่าพ่อกำลังกังวล “มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเอื้อ” “ไม่มีอะไรค่ะพ่อ เอื้อแค่รู้สึกว่า… มันควรจะทำค่ะ เอื้ออยากให้มันปลอดภัยขึ้น” คิมหันต์ถอนหายใจเบา ๆ “เอื้อ… หนูอยู่คนเดียวได้จริง ๆ ใช่ไหมลูก” คำถามนั้นทำให้หัวใจเธอกระตุกเธอรู้ว่าพ่อไม่ได้ถามเรื่องโจร พ่อถามเรื่องชีวิต พ่อกำลังถามว่าเธอ “ไหว” หรือเปล่า “เอื้ออยู่ได้ค่ะพ่อ” เสียงของคิมหันต์อ่อนลงเมื่อลูกสาวยังยืนยันเหมือนเดิม“ถ้ามีอะไรโทรหาพ่อทันที เข้าใจไหม” “ค่ะพ่อ” เธอกำลังจะวางสาย… แต่นึกอีกเรื่องออกก่อน“ตอนนี้เอื้อมานอนบ้านน้าฟ้านะคะพ่อ แค่ไม่กี่วันรอช่างทำบ้านเสร็จเอื้อก็กลับไปนอนบ้าน” เธอได้ยินเสียงลมหายใจของคิมหันต์ที่เหมือนโล่งใจขึ้นนิดหนึ่ง “ดีแล้วลูก…อย่างน้อยก็ไม่ได้อยู่คนเดียว” เช้าวันรุ่งขึ้น อุษมาเข้าร้านตั้งแต่ยังไม่เก้าโมง เธอถือแก้วกาแฟเดินผ่านหน้าร้าน มองเห็นพนักงานขายรอบเช้าเริ่มงานของตัวเองกันอย่างขมักเขม่น เธอรับไหว้พวกเขาก่อนจะตรงไปที่ห้องทำงานชั้นสอง “พี่แอน… ทุกคนมาครบหรือยังคะ” ใกล้ได้เวลานัดเธอถามอนิตาระหว่างเปิดแฟ้มเอกสาร “ครบแล้วค่ะน้องเอื้อ ทั้งโรงงาน ออกแบบ จัดซื้อ แล้วก็บัญชีค่ะ” อุษมาพยักหน้าก่อนจะลุกและเตรียมเข้าห้องประชุม ไม่บ่อยนักจะมีการประชุมร่วมกันของฝ่ายร้านและโรงงาน ซึ่งฝ่ายโรงงานเธอเพิ่งขยายให้ใหญ่ขึ้นหลังจากมาทำงานที่นี่ใหม่ๆ โดยที่ตัดสินใจย้ายส่วนโรงงานไปอีกที่ไม่ไกลจากร้านมาก และหน้าร้านก็มีพื้นที่มากขึ้นในส่วนของการจัดเก็บสต็อกร้าน “ขอบคุณทุกคนที่มานะคะ” อุษมาพูด “วันนี้เอื้อจะสรุปงานเทศบาลให้ชัด ๆ เราต้องได้แบบภายในเที่ยง เพื่อส่งให้เลขานายกฯ พิจารณาช่วงบ่ายค่ะ” ทุกคนเงียบลงทันที “งานนี้เป็นของที่ระลึกยี่เป็งของเทศบาลลำพูน จำนวนสองพันชุด” เธอเลื่อนหน้าจอให้เห็นข้อมูล “ข้อกำหนดคือต้องใช้ได้จริงและต้องดูพรีเมียม เพราะเป็นของแขกและสื่อที่มางานค่ะ” หัวหน้าฝ่ายโรงงานพยักหน้า “ค่ะน้องเอื้อ” อุษมาหยิบปากกาขึ้นแล้วเคาะโต๊ะเบา ๆ หนึ่งครั้ง “คอนเซ็ปต์ที่เอื้อเสนอไปคือ โทนล้านนาร่วมสมัย ไม่เชย และคนรุ่นใหม่ใช้ได้ หลัก ๆ เอื้ออยากให้ในหนึ่งกล่องมี 3 ชิ้น ชิ้นแรกผ้าคลุมไหล่ ชิ้นที่สองผ้าคาดผม ชิ้นที่สามกระเป๋าเงินใบเล็ก” ฝ่ายออกแบบหันมามองกันทันที อุษมาพูดต่อโดยไม่เปลี่ยนโทนเสียง “ผ้าคลุมไหล่เอื้ออยากใช้เป็นผ้าไหมยกดอกลำพูนเป็นตัวไฮไลท์ค่ะ” เธอเปิดภาพตัวอย่างบนจอเป็นลายยกดอกพิกุลแซมดิ้นเงิน “ลายนี้… ไหมยกดอกพิกุลยกใหญ่แซมดิ้นเงิน สีที่อยากได้คือม่วงดอกตะแบก ให้มันออกเป็นม่วงแบบเรียบหรูดูแพง” ฝ่ายจัดซื้อยกมือ “ถ้าแซมดิ้นเงิน ต้นทุนจะขึ้นนะคะ” อุษมาพยักหน้า “รู้ค่ะ แต่เป็นชิ้นไฮไลท์ เราจะคุมคุณภาพชิ้นนี้ให้ดีที่สุด แล้วไปคุมต้นทุนชิ้นอื่นแทน” ทีมออกแบบพยักหน้าเห็นด้วย ส่วนอุษมาพูดต่อ “ขนาดผ้าคลุมไหล่ เอื้ออยากได้ 110 x 200 เซนติเมตร” เธอหยุดนิดหนึ่ง “รบกวนทีมออกแบบคำนวณให้เป๊ะอีกทีนะคะ ว่าต้องใช้ผ้าจริงกี่เมตร รวมทั้งหมดกี่ม้วน” ฝ่ายออกแบบพยักหน้าขณะที่กดเครื่องคิดเลขทันที “ได้ค่ะคุณเอื้อ”
Free reading for new users
Scan code to download app
Facebookexpand_more
  • author-avatar
    Writer
  • chap_listContents
  • likeADD