สามสาวเดินทางมาถึงที่พักในตอนเที่ยง ต่างช่วยกันยกกระเป๋าของธิมารินทร์ที่มีหลายใบ
“เอาอะไรมามั่งเนี่ยเรา” กรชวัลอดถามไม่ได้ เมื่อนับกระเป๋าของหลานสาวได้จำนวนมากถึงสามใบใหญ่และมีเป้สะพายไหล่มาอีกใบ
“ก็มีเสื้อผ้ากับพวกหนังสือน่ะค่ะน้าแต” ธิมารินทร์ตอบขณะเดียวกันก็มองไปรอบๆ ที่พักอย่างตื่นตาตื่นใจ
“ห้องใหม่ของน้าลีใช่ไหมคะ ลินจำได้ว่าคนละตึกกับที่เคยมา” เด็กสาวหมายถึงรอบก่อนที่เธอมายื่นใบสมัครและมาสอบคัดเลือกเข้าโรงเรียนมัธยมที่เธอเลือกไว้
“ใช่จ้ะ ที่นี่ห้องใหญ่กว่าเดิม ลินจะได้มีห้องส่วนตัวไงลูก” หญิงสาวเดินนำขึ้นบันไดไปเปิดประตูห้องนอนที่เพิ่งตกแต่งเสร็จไม่นาน ความเครียดในวันก่อนของสุคนธรสหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อเธอมีลูกสาวมาอยู่ด้วย นี่คือเวลาที่เธอรอคอยมาสิบกว่าปี คอยมานานจนแทบจะลืมพ่อของลูกไปแล้วด้วยซ้ำ
“ชอบค่ะ น้าลีขา ลินอยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะขอเวลาแป๊บนะคะ”
“ก็ดีเหมือนกัน งั้นหนูอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวเราออกไปกินอะไรข้างนอกกันเป็นการต้อนรับหนูมาอยู่บ้าน น้ารอข้างล่างนะ”
“คุณธัชช์คะ ท่านรองมาขอพบค่ะ” ธัชช์ หรือกันตธร โชติภิวรรธ ประธานกลุ่มบริษัทเบสท์ฟาร์มา มหาชนจำกัด เงยหน้าจากเอกสารเมื่อเลขาโทรเข้ามาแจ้งว่าน้องชายมาขอพบ
“ให้เขาเข้ามาได้เลยครับคุณสร” เขาพูดจบนาทีต่อมาประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออก คนที่เข้ามานั่งลงตรงหน้าและปฏิเสธเครื่องดื่มที่เลขานุการสาวถาม เธอจึงขอตัวออกไปปล่อยให้สองพี่น้องได้คุยกัน
“นายมีอะไรก็ว่ามา อย่าบอกว่าแค่จะมานั่งมองหน้าพี่อย่างเดียว” พี่ชายเลิกคิ้วเมื่อน้องชายไม่พูดอะไรเอาแต่มองหน้านิ่งจนหลายนาทีผ่านไป
“ผมอยากรู้เรื่องเมื่อสิบกว่าปีก่อน ก่อนที่ผมจะไปรักษาตัวที่อังกฤษ มันเกิดอะไรขึ้นบ้างตอนนั้นพี่พอจะจำได้ไหม”
ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองมีความทรงจำช่วงนั้นที่ขาดหายไป แต่หมอบอกว่าเป็นผลจากการรักษาสมองแต่เขายังสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เขาจึงไม่เคยนึกอยากกลับไปค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเพียงแต่มารดาบอกว่าเขาขับรถไปเกิดอุบัติเหตุจนเสี่ยงจะเป็นเจ้าชายนิทรา ทำให้ครอบครัวตัดสินใจพาเขาไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ และเขาก็รู้เพียงเท่านั้นมาตลอดเพราะเมื่อหายดีแล้วตัวเขาเองก็ต้องเริ่มเรียนรู้งาน มีอะไรมากมายที่ต้องทำจนไม่เคยคิดถึงเรื่องที่เมืองไทยอีกเลย
หากแต่วันก่อนการไปงานหนังสือกับหลานสาวทำให้เขาพบคนคนหนึ่งที่คลับคล้ายคลับคลาว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน เขากำลังจะทักทายว่าใช่หรือไม่หากแต่แววตาของเธอแวบหนึ่งมองเขาด้วยความเจ็บปวดจนชายหนุ่มชะงัก เมื่อรู้ตัวอีกทีเธอก็ทำเหมือนว่าไม่รู้จักเขา กันต์ธีร์จึงลังเลที่จะทักทายเธอจนเรื่องวันนั้นผ่านมาโดยที่ความสงสัยยังคงอยู่กับตัวเขา จนต้องมาถามเอากับพี่ชายเพราะเขาสังหรณ์ใจบางอย่างว่ามีอะไรที่มากกว่าคำบอกเล่าของกันตาผู้เป็นมารดา
กันตธรทำหน้าฉงน อยู่ดีๆ ก็มาถามทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยอยากรู้มาก่อน “มีอะไร ทำไมถึงถามหรือว่านายไปเจอใครมา”
แวบหนึ่งหนุ่มวัยสี่สิบนึกถึงเด็กสาวข้างบ้านที่ร่วมประสบเหตุเดียวกันกับน้องชาย เขาเองก็เห็นใจเธอไม่น้อยที่จู่ๆ มารดาก็ทำเหมือนจะถือโอกาสตัดขาดคนทั้งคู่ออกจากกัน แต่ก็ยอมรับว่าในตอนนั้นเขาเองก็มีปัญหาส่วนตัวเช่นกัน ในเมื่อเรื่องของตัวเองยังเอาไม่รอด คงไม่มีความกล้าไปก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น
“วันก่อนผมพาปายไปงานหนังสือ นักเขียนที่ปายไปขอลายเซ็น ผมจำได้ว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่เคยอยู่ข้างบ้านเรา แต่เขาทำเหมือนไม่รู้จักผมก็เลยไม่กล้าทัก”
กันต์ธีร์พยายามนึกชื่อของเธอแต่ก็นึกไม่ออก เหมือนติดที่ปลายลิ้นแต่ที่แน่ๆ เธอคนนี้ไม่ได้ชื่อโรสมาลีตามนามปากกาของเธอแน่นอน
“น้องลี... เหรอ” กันตธรเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ หากนั่นทำให้อีกคนเบิกตากว้าง
“ใช่แล้วพี่ น้องลี... ผมนึกชื่อเขาออกแล้วแต่วันนั้นปายเรียกเขาว่าโรสผมเลยนึกไม่ออก” กันต์ธีร์คุ้นชื่อลีมากๆ จนเขางงเมื่อได้ยินคนอื่นเรียกเธอว่า “โรส” อันเป็นชื่อเรียกในวงการตามนามปากกา “โรสมาลี” นั่นเอง
“แล้วนายจำอะไรเกี่ยวกับน้องลีได้บ้าง” กันตธรโยนหินถามทาง อยากรู้ว่าน้องชายจำเรื่องในวันนั้นได้มากน้อยแค่ไหน
กันต์ธีร์นิ่งคิด เขาเห็นแต่ภาพมัวๆ ในหัว ได้ยินประโยค
นึงซึ่งน่าจะเป็นเสียงของลีเรียกเขา เธอบอกว่า... ชายหนุ่มนิ่วหน้าเมื่อนึกไม่ออก
“ใจเย็น นึกไม่ออกก็ไม่ต้องฝืน” กันตธรลุกมาตบไหล่น้องชาย ใจหนึ่งก็โล่งที่ยังไม่ต้องฟื้นฝอยหาตะเข็บในตอนนี้
“ลี นั่นน้องลีใช่ไหมคะ” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้สุคนธรสหันไปมอง แล้วเธอก็ต้องขมวดคิ้วก่อนจะยิ้มออกมาเมื่อจำคนตรงหน้าได้
“พี่สร... ใช่ไหมคะ” สรารัตน์หรือสร พี่รหัสของสุคนธรสตอนเรียนระดับชั้นปริญญาตรีนั่นเอง ตั้งแต่ที่เรียนจบมาพวกเธอก็ไม่ได้เจอกันอีกเลยซึ่งก็เป็นเวลาหลายปีมากแล้ว
“ใช่ค่ะ พี่เองน้องลีย้ายมาอยู่นี่เหรอ พี่ไม่เคยเห็นเราเลย” สรารัตน์หญิงสาววัยสามสิบสอง ความที่เธออายุมากกว่ารุ่นน้องเพียงหนึ่งปี ทำให้ทั้งสองเคยเป็นพี่และน้องรหัสที่สนิทกันมากในตอนที่ยังเรียนคณะเดียวกัน
“เพิ่งย้ายมาไม่นานค่ะพี่ ไม่ถึงสองเดือน ดีจังเลยเจอคนรู้จักบ้าง” สุคนธรสตอบเธอสังเกตเห็นเสื้อผ้าของอีกฝ่าย “พี่สรจะออกไปข้างนอกเหรอคะ แต่งตัวสวยเชียว”
“จ้ะ พี่มีงานเลี้ยง คือพี่เป็นเลขาผู้บริหารน่ะเลยต้องติดตามนาย ยังไงพี่ขอเบอร์ลีไว้หน่อยสิเดี๋ยวพี่โทรคุยวันหลัง”
“ได้เลยค่ะ เดี๋ยวลีสแกนคิวอาร์โคดไลน์พี่สรไว้ก็ได้”
“ขอบใจมากจ้ะ ไม่ใช่อะไรหรอกอยากคุยเรื่องนิยาย พี่เป็นเอฟซีเราด้วยนะ” สรารัตน์ชวนคุยจนกระทั่งสายตาเธอเห็นรถยนต์คันหนึ่งมาจอดรอหน้าตึก
ใกล้เวลาที่สรารัตน์ต้องไป สองสาวจึงแลกเปลี่ยนช่องทางการติดต่อไว้แล้วจึงแยกย้ายโดยที่สรารัตน์ออกไปขึ้นรถยนต์ของกันตธรที่มาถึงแล้ว ส่วนสุคนธรสก็กลับขึ้นห้องพักโดยที่ทั้งกันตธรและสุคนธรสไม่ได้พบหน้ากัน