พิธีการแต่งงานยังคงดำเนินต่อไปด้วยความชื่นมื่น แม้แต่ตอนเจ้าบ่าวเจ้าสาวจุมพิตบนเวทีก็ดูหวานแหววจนไม่คิดเลยว่า เจ้าบ่าวอย่างเจเดนจะมีใบหน้ายิ้มแย้มจนปากฉีกถึงรูหูแบบนั้นได้
เสียงประมือเกรียวกราวโห่ร้องแสดงความยินดีกันทั่วงาน ซึ่งฉันเองก็ปรบมือยินดีไปกับเขาด้วย ‘ยินดีด้วยนะเพื่อนเจ’
เอาล่ะ เหล่าสาว ๆ ที่ยังโสด ฝ่าผู้คนออกไปยืนด้านหน้า ฉันเองก็ถูก ผอ. (พ่อฉัน) ผลักออกไปเช่นกัน แต่สุดท้ายฉันก็ถอยร่นออกห่างจากกลุ่มสาว ๆ เหล่านั้นอยู่ดี ยืนเพียงริมขอบใกล้ ๆ กับคนที่มองดูเสียมากกว่า
‘ใครอยากได้ก็เอาไป ไม่ใช่ฉันแล้วหนึ่ง ฉันบอกแล้วไง ถ้าคนมันจะมา มันก็เข้ามาเอง ถ้าไม่มา บ้านพักคนชราฉันก็พร้อมไปอยู่ละนะ’
“เอาละนะ 1...2...3” เสียงเจ้าสาวตะโกนลั่น สาว ๆ ที่อออยู่ตรงหน้ากรี้ดกันละ ดอกไม้ที่ถูกโยนลอยมา ฉันที่จ้องมองอยู่ห่าง ๆ ต้องตกใจ เพราะช่อดอกไม้ดันลอยข้ามผ่านพวกผู้หญิงที่รวมตัวรอรับ แต่มันดันหล่นมาตรงหน้าฉัน และถ้าฉันไม่รับมันจะเสียมารยาทรึเปล่า
แต่ไม่ทันที่จะคิดอะไร ร่างกายก็ตอบสนองรับมันไปแล้ว ทุกคนหันสายตามามองที่ฉัน ฉันกรอกตามองไปรอบ ๆ รอยยิ้มที่มุ่งมาที่ฉัน ทำเอาฉันต้องฝืนยิ้มตอบพวกเขาไป พิธีกรบนงานก็ประกาศแสดงความยินดีกับฉันอย่างครึกโครม ‘โอ้ย!!! อายเป็นบ้า’
เจเดนยกยิ้มมุมปากมาที่ฉัน เจ้าสาวของมันก็มองด้วยรอยยิ้มหวานหยด ฉันไม่อยากเสียมารยาทจึงยกช่อดอกไม้เหนือศีรษะ แสดงใบหน้ายิ้มแย้มบ่งบอกให้คนในงานได้รู้ว่า ฉันยินดีที่ได้รับมันมา
เมื่อพิธีการเสร็จสิ้น ฉันยืนคุยกับ เอ็ดเวิร์ดและเจเดน สักพักพวกเขาแนะนำภรรยาของตัวเองให้ฉันรู้จัก และแนะนำฉันให้พวกเธอเช่นกัน สองสาวเป็นคนอัธยาศัยดี น่ารัก เป็นกันเองซึ่งเหมาะสมกับพวกมันสองคนนี้แล้วล่ะ
“ฉันกลับก่อนนะ ท่านผอ. มีประชุมงานด่วน” ฉันเอ่ยบอกกับพวกเขา
“ไม่รอเจอไอ้ตินหน่อยเหรอ” เจเดนเอ่ยหน้านิ่ง เอาจริงตอนนี้มันกำลังแหย่ฉันอยู่ น่าตบชะมัด
“ไม่รอ เรื่องงานสำคัญกว่า” ฉันหันไปตอบพลางทำหน้าบึ้งใส่เจเดน
“เอาเป็นว่าถ้าติดต่อไป แกต้องรับสายนะปลาย”
“เออได้เสมอ จะเรียกมาพักโรงแรมนี้ฟรีก็ย่อมได้ แต่ต้องล่วงหน้าหน่อยนะ งานฉันมันค่อนข้างรัดตัว”
“เหอะ...รู้นาแม่คนเก่ง” เอ็ดเวิร์ดยิ้มอย่างรู้ทัน
“ฉันไปก่อนนะมีอะไรก็ติดต่อมาได้ สาว ๆ ด้วยล่ะ” ฉันหันไปบอกสองสาวภรรยาเพื่อนเช่นกัน เอาจริง น้องสาวพวกนี้ก็น่ารักพอสมควร
หลังจากที่ท่านผอ. เอ่ยลาเหล่านักการเมือง และนักธุรกิจเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เดินตามท่านออกมาด้านนอก และกำลังเดินไปตามโถงเพื่ออกจากโรงแรมจู่ ๆ ท่านผอ.ก็มองเห็นคนรู้จักและดูเหมือนท่านกำลังจะกล่าวทักทายคน ๆ นั้น ซึ่งเอาจริงเขาเป็นคนที่ฉันไม่อยากเจอที่สุดในวันนี้ ไม่ได้แค้นอะไรหรอก แค่ไม่อยากรื้อฟื้นความทรงจำแย่ ๆ ก็เท่านั้น
แต่ก่อนที่ท่านผอ.จะเอ่ยทักทายเขา ผู้ชายคนนั้นก็กำลังจับไม้จับมือโอบรั้งเอวหญิงสาวหน้าสวยคนหนึ่งอยู่อย่างไม่อายใคร (เหมือนเดิม) ดูท่าคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองได้คงมีแต่ เอ็ดเวิร์ดกับเจเดนเท่านั้นแหละ ส่วนมาตินสันดานผู้ชายเจ้าชู้คงอยู่ในสายเลือดของเขาไปแล้ว
ทำไมฉันถึงกล้าพูดงั้นเหรอ เอาจริงในบรรดาทั้งสามคน แต่ก่อนฉันซี้กับมาตินที่สุด ชนิดไปไหนไปกัน ทุกเรื่องเราระบายต่อกัน จะกินจะนอนก็แทบจะตัวติดกัน จนมีอะไรกัน(บนเตียง)บ่อยครั้งด้วยซ้ำ (เอ็ดเวิร์ดกับเจเดนตอนแรก ๆ ไม่เคยรู้ว่าฉันกับมาตินมีข้อตกลงในเรื่อง SEX กันอยู่) ก็เรียกได้ว่า ความสัมพันธ์แบบ (FWB) เลยละ
แรก ๆ ก็เรียกว่าสนุกกับการมีความสัมพันธ์แบบนี้ แต่เมื่อฉันตระหนักได้บางอย่างถึงความสัมพันธ์ที่สุดท้ายมันคงถึงทางตันในสักวัน จึงเป็นฉันเองที่ต้องการยุติและเฟดออกจากความรู้สึกนี้ สุดท้ายฉันก็เลยเลือกที่จะออกมาจากชีวิตมันก็เท่านั้น เรียกได้ว่าหักดิบความรู้สึกไปเลยล่ะ
“คุณมาติน” คนถูกเรียกชื่อหันมามองทางท่านผอ. และฉัน แวบแรกสายตาที่สบกันเขามีท่าที่ตกใจอยู่พอควร แต่ไม่นานนักเขาก็ปรับสีหน้ายิ้มราวกับไม่มีใบหน้านั้นมาก่อน ‘เก่งเหมือนเดิม เรื่องตีหน้าเข้าสังคมเนี่ย’
“โอ้ว...สวัสดีครับท่าน ผอ. ไม่คิดเลยนะครับว่าจะได้เจอกันที่นี่”
“ไม่สิคุณมาติน ผมคิดว่าตอนแรกผมจะเจอคุณในงานแต่งซะอีกทำไมถึงมาอยู่ข้างนอกละครับ หรือว่า...”
“ผมติดคุยธุรกิจเพิ่งจะได้มางานครับ ว่าแต่ปลายฝน กับท่านผอ.”
“ปลายฝน?? อ่อ คุณมาตินหมายถึงเรนนี่เหรอครับ”
“ครับ”
“เธอเป็นเลขาของผม และก็ทำงานในหน่วยงานกับผม คุณรู้จักเธอเหรอครับ” ท่านผอ. เอ่ยถาม แต่ยังไม่ทันที่มาตินจะได้ตอบฉันก็ชิ่งตอบให้ไปก่อน
“เพื่อนเก่าค่ะท่าน”
“ผมไม่คิดเลยนะว่าคุณเรนนี่จะรู้จักนักธุรกิจดังมากมายขนาดนี้ ทั้งคุณเอ็ดเวิร์ด คุณเจเดน ไหนตอนนี้จะคุณมาตินอีก”
“เราจบจากมหาลัยเดี๋ยวกันค่ะ ใช่ไหมคะคุณมาติน”
“ครับ” มาตินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านค่ะ เดี๋ยวเรามีประชุมต่อนะคะ” ฉันรีบหันไปเอ่ยกับ ผอ.
“จริงสิ ถ้าคุณเรนนี่ไม่เตือนผม ผมคงลืมไปแล้ว งั้นผมขอตัวก่อนนะคุณมาติน”
“ครับท่าน หวังว่าโอกาสหน้าเราจะได้พบปะพูดคุยกันอีกนะครับ”
“จะรอวันนั้นครับเอาล่ะ เราไปกันเถอะ เรนนี่”
“ค่ะท่าน” ฉันโค้งตอบรับ ท่านผอ.ก่อนจะเดินตามไป แต่แล้วมือหนาของมาตินกลับรั้งแขนฉันไว้ก่อนที่เขาจะเอ่ยไปยังท่านผอ.
“ผมขอรบกวนคุยกับเพื่อนเก่าอย่างคุณเรนนี่ 5 นาทีครับท่าน ไม่เกินเวลานี้แน่นอนครับ” มือหนานั่นกำข้อมือฉันแน่นจนเจ็บ ทำให้ฉันต้องหันไปหาผอ. และพยักหน้าตอบรับความต้องการของมาติน
“เพื่อนเก่าได้เจอกันทั้งทีคงอยากพูดคุยกันสักหน่อยสินะ งั้นคุณเรนนี่ คุณคุยกับคุณมาตินได้ตามสบาย ไม่ต้องรีบร้อน หากเราจำเป็นต้องเลื่อนสักครึ่งชั่วโมงคงไม่เสียหายอะไรเพราะจริง ๆ แล้วการประชุมครั้งนี้ก็เป็นเรื่องของคุณทั้งนั้น”
“ขอบคุณค่ะท่านเดี๋ยวดิฉันตามไปค่ะ ใช้เวลาไม่นานแน่นอนค่ะ”
มาตินโค้งตัวและยิ้มให้ท่านผอ. ก่อนที่ท่านจะเดินล่วงหน้าไปก่อน เมื่อท่านเดินลับตา ฉันก็สะบัดแขนแรงให้เขาปล่อย
“มีอะไรต้องการคุยกับดิฉันเหรอคะคุณมาติน” น้ำเสียงเรียบหวานและท่าทีสงบเสงี่ยมของฉันที่ปั้นไว้ก่อนหน้าถูกฉันสลัดทิ้งคราบออกมา ยืนกอดอกมองเขากับผู้หญิงคนนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ไม่เจอกันตั้งนานยังเหมือนเดิมเลยนะ” มาตินยังคงยิ้มตาหวานใบหน้าหล่อมองฉันแบบนั้น ให้ตายเถอะแต่ก่อนฉันเผลอให้ใจไปกับตินได้ไง ตอนนี้แค่เห็นก็รู้สึกสะอิดสะเอียนแทบบ้าไม่สิที่รู้สึกแบบนั้นเพราะเขามีคนข้างกายรึเปล่านะ
“ค่ะ ก็มีบางอย่างที่ยังเหมือนเดิม”
“ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งนานคุยกับแบบที่เคย ได้รึเปล่า”
“คุณมาติน มีธุระอะไรต้องการคุยกับดิฉันเหรอคะ” ฉันสวนกลับแบบกวนตีนไป แทนที่เขาจะหงุดหงิด มาตินกลับหัวเราะร่า
“ฮ่า...เนี่ยแล้วมันไม่เหมือนเดิมตรงไหน กวนตีนเหมือนเดิม ปลาย ตินอยากคุยกับปลายดี ๆ นะ ที่ผ่านมาเป็นไงบ้าง” น้ำเสียงของมาตินอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด ใช่แต่ก่อนเขาก็เคยใช้น้ำเสียงกับฉันแบบนี้ ตอนนั้นจึงทำให้ฉันหัวใจไขว้เขว้ไปหมด แต่ตอนนี้ฉันจิตใจแข็งแกร่งพอไม่หลงคารมอีกต่อไปแล้วมั้ง
“สบายดี สบายดีสุด ๆ สุขภาพจิตดี แล้วก็แฮปปี้มาก ๆ แล้วนี่ไม่แนะนำแฟนสาวให้รู้จักหน่อยเหรอ น้องเขาหน้าบูดแล้วนะ” ฉันพยักพเยิดไปทางผู้หญิงแต่งตัววาบวิวข้าง ๆ ของมาติน ที่สองมือยังคงเกาะกุมแขนล้ำเขาไว้ ‘เฮ้อ...เขาก็ยังคงชอบคนแต่งตัวแบบนี้สินะ ใช่ดิ...ฉันมัน...เฉย แต่แล้วไงล่ะถ้าแข่งแต่งไม่ใส่เสื้อผ้าฉันมั่นใจว่าฉันเด็ดกว่า หึ’
“อ่องั้นขอแนะนำให้รู้จัก นี่มุก เป็นลูกสาวของคนที่ฉันร่วมธุรกิจด้วย” มาตินตอบออกมาพลางทำหน้ายิ้มอย่างเคย
“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะน้องมุก คบกับมาตินต้องหูไวตาไวนะคะ” หญิงสาวข้าง ๆ เขาบิดตัวเขินอายไปมาก่อนจะตอบฉันด้วยเสียงหวานเล็ก ‘ตรงกันข้ามฉันสุด ๆ’
“มุกไม่ใช่แฟนพี่มาตินหรอกค่ะ แต่ก็กำลังพยายามอยู่”
“สู้ ๆ นะคะ พี่เอาใจช่วย เพื่อนพี่คนนี้ชอบคนแบบน้องแน่นอน” ฉันยิ้มแย้ม ออกอาการดี๊ด๊าสุด ๆ ใช่แล้วเรื่องระหว่างฉันกับมาตินมันจบไปตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว ยังไงพวกเราก็เป็นได้แค่เพื่อนสนิทก็เท่านั้น มันไม่มีอะไรมากกว่านั้นอีกแล้วล่ะ
ฉันที่กำลังจะเดินกลับ จู่ ๆ เสียงหล่อละมุน ก็เอ่ยกับหญิงสาวข้าง ๆ ของเขา
“คุณมุก ผมต้องการคุยกับปลายกันสองคนจะได้ไหมครับ”
“คะ??” ใบหน้าของหญิงสาวที่เกาะกุมแขนเขาทำหน้าเจื่อนทันที
“แล้วจะให้มุกไปไหนคะ พี่มาติน”
“ไปที่ไหนก็ได้ครับที่ไม่ใช่ยืนอยู่ตรงนี้ และไม่รบกวนแอบฟังนะครับ ไม่งั้นอย่าหาว่าผมใจร้าย”
จู่ ๆ มาตินก็เข้าสู่โหมดโหด ฉันเคยชินแหละเห็นบ่อย ๆ สมัยก่อน แต่หญิงสาวข้าง ๆ เขาดูท่าตกใจไม่น้อย จนรีบปล่อยแขนถอยร่นเดินออกไปทันที
ฉันกอดอกมองหน้ามาตินอย่างไม่เข้าใจนัก สงสัยเป็นเพราะฉันคงห่างหายจากมันไปนาน
“พูดกับน้องผู้หญิงแบบนั้นเดี๋ยวน้องเขาก็เสียใจหรอก”
“ก็ไม่ได้อะไร จะใส่ใจทำไม”
“ถนัดจริง ๆ นะเรื่องหักอกผู้หญิงเนี่ย แล้วทำไมถึงอยากคุยกับปลายสองคน”
“ปลาย...พวกเรามีเรื่องต้องพูดกัน” ในขณะที่เขาพูดใบหน้าหล่อหวานของเขา ฉายแววตาที่จริงจังกว่าครั้งไหน ๆ ที่ฉันเคยสัมผัสมา และวินาทีนั้นแหละที่ทำให้ฉันเริ่มตึงเครียดไปด้วย