"จะทำอะไร"
เวคินถามเสียงพร่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีตีรวนอยู่ในอกจนทำตัวไม่ถูก
“จะทำอย่างที่พี่คินต้องการยังไงล่ะคะ หรือที่เรียกไว้ ไม่ใช่เพราะอยากจะได้ตัวเกลอีก”
เวคินแทบกระอักกับคำประชดประชันที่แฝงไปด้วยความขมขื่นนั้น เขาอึ้งไปครู่ใหญ่ หัวใจเต้นผิดจังหวะด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ที่เขาล่วงเกินเธอไปเมื่อครู่นั้น ลึกๆ แล้วไม่ใช่เพียงเพราะความโกรธแค้นหรือต้องการทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจเพียงอย่างเดียว แต่มันคือสัญชาตญาณของการดึงรั้งเขาต้องการผูกมัดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของในตัวเธอไว้เพียงคนเดียว
ที่เขาพูดจาดูถูกเหยียดหยามไปต่างๆ นานา ก็แค่หวังจะใช้ถ้อยคำเหน็บแนมเพื่อกลบเกลื่อนความหวั่นไหวในใจ เขารู้จักเกลวรินดีกว่าใครตลอดห้าปีที่ลอนดอน เธอเป็นคนรักนวลสงวนตัวและถือตัวยิ่งกว่าอะไรดี ใช่ว่าใครจะเข้าถึงตัวเธอหรือมีอะไรกับเธอได้ง่ายๆ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่รักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องมาได้จนถึงวินาทีที่เขาเป็นคนพรากมันไปเมื่อครู่
อย่างน้อยตอนนี้... เกลวรินก็เป็นของเขาแล้ว ความเป็นชายในตัวเขาบอกว่าแผนการนี้ได้ผล เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อเธอตกเป็นของเขาแล้ว เรื่องที่จะไปแต่งงานกับเตชินคงถูกล้มเลิกไปโดยปริยาย ใครจะกล้าเป็นเมียพ่อในเมื่อเป็นเมียลูกชายไปแล้ว นี่ต่างหากคือผลลัพธ์ที่เขาคาดหวังไว้ในใจลึกๆ
"อย่ามาทำปากดี"
เวคินแกล้งตวาดกลับทำเป็นอารมณ์เสียเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในดวงตา
“พี่ไม่ได้พิศวาสเธออะไรขนาดนั้น แค่เมื่อกี้มันก็เกินพอแล้วสำหรับคนอย่างเธอ"
เขาจงใจใช้คำพูดทำร้ายจิตใจเธออีกครั้ง ทั้งที่ข้างในใจกลับรู้สึกตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
“ก็ดีค่ะ"
เกลวรินตอบสั้นๆ เสียงเรียบเย็นจนน่าใจหาย เธอปล่อยชายเสื้อลงคลุมกายตามเดิม ปิดบังร่องรอยแห่งความอัปยศไว้ภายใต้ผ้าเนื้อดี
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว เกลจะได้กลับ"
“เธอจะกลับพี่ก็ไม่ว่าหรอกนะ"
เวคินดึงแผ่นหลังออกจากพนักโซฟาหนังสีดำที่เขานั่งพิงอยู่ ดวงตาคู่คมถลึงออกกว้างจ้องหญิงสาวราวกับจะประกาศคำสั่งเด็ดขาด
“แต่อย่าให้พี่เห็นเธออยู่กับพ่อของพี่สองต่อสองอีกเด็ดขาด จำใส่หัวไว้ด้วยว่าตอนนี้เธออยู่ในสถานะอะไร!”
เกลวรินไม่ตอบ เธอเพียงแค่กระตุกมุมปากใส่อย่างท้าทาย แววตาที่เคยมองเขาด้วยความรักบัดนี้เหลือเพียงความชิงชังที่ฝังลึก เมื่อเห็นเวคินนิ่งงันไปไม่พูดอะไรต่อ เธอจึงเดินตรงไปที่ประตู คว้ากระเป๋าและเดินออกไปที่รถสปอร์ตสีแดงของเธอทันที เสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่นก่อนที่รถจะพุ่งทะยานออกจากอาณาเขตบ้านของเวคินไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้ง
เวคินนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ฟังจนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์ค่อยๆจางหายไปในความมืด ความเงียบสงัดเข้าจู่โจมหัวใจเขาจนรู้สึกอ้างว้างอย่างบอกไม่ถูก เขาถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยิบสมาร์ตโฟนบนโต๊ะมากดโทรออกหาใครบางคนที่เขาไว้ใจที่สุดในเวลานี้
ปลายสายส่งเสียงสัญญาณอยู่ไม่นานก่อนจะมีคนรับ
“มีอะไรครับคุณเวคิน"
เอกชัย เพื่อนสนิทและมือขวาของเขาแกล้งทำเสียงเป็นงานเป็นการใส่ผ่านสายโทรศัพท์ข้ามประเทศ
“ที่โทรมาเพราะจะตามผมกลับไปทำงานหรือครับ"
"เออ! กลับมาได้แล้ว"
เวคินตอบกลับเสียงเข้ม
"เฮ้ย!"
เอกชัยร้องเสียงหลงจนโทรศัพท์เกือบหลุดมือ เขาถึงกับลุกพรวดขึ้นยืนจากโต๊ะดินเนอร์หรูในต่างแดน ช่อลดา ภรรยาสาวที่กำลังหั่นสเต็กปลาแซลมอนอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย เธอถามผ่านดวงตากลมโตว่าเป็นอะไร เอกชัยก็ทำปากพะงาบๆ สลับกับมองโทรศัพท์แล้วหันไปตอบภรรยาเบาๆ
ว่าเวคินโทรมา
“เมื่อกี้แกล้อเล่นใช่หรือเปล่าไอ้คิน ที่ฉันพูดน่ะ ฉันล้อเล่น แกก็ล้อเล่นใช่ไหม นี่ฉันยังฮันนีมูนไม่จบเลยนะเว้ย"
เอกชัยพยายามแย้ง
“ไม่ได้ล้อเล่น แกต้องกลับมาที่นี่ด่วน”
น้ำเสียงเคร่งเครียดและสั่นพร่าเล็กน้อยของเวคินทำเอาหนุ่มขี้เล่นอย่างเอกชัยเริ่มทำหน้าจริงจังตาม เขาหันไปสบตาช่อลดาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“เกิดอะไรขึ้นวะ หรือว่าบริษัทที่ไทยมีปัญหาใหญ่”
“ไม่ใช่เรื่องงาน... แต่เป็นเรื่องของเกลวริน”
พอได้ยินชื่อนี้ เอกชัยก็ยิ้มกว้างออกมาทันที
“หรือว่าเกลวรินตอบตกลงแต่งงานกับแกแล้ว! ดีใจด้วยนะเว้ย ในที่สุดแกก็ทำสำเร็จ"
“เออ... เกลตกลงจะแต่งงานแล้ว แต่เจ้าบ่าวไม่ใช่ฉัน"
เอกชัยหุบยิ้มทันที สีหน้ากลับมาตึงเครียดและงุนงงอย่างหนัก
“แกหมายความว่ายังไงวะ ฉันชักจะเริ่มงงแล้ว เกลจะแต่งกับใครถ้าไม่ใช่แก”
“เกลจะแต่งงานกับพ่อฉัน"
“อะไรนะ! เกลจะแต่งงานกับพ่อของแก! มันเกิดอะไรขึ้นวะ!”
เอกชัยตะโกนดังลั่นร้านอาหารจนแขกโต๊ะอื่นหันมามองเป็นตาเดียว หนุ่มร่างท้วมรีบพยักหน้าหงึกๆ เป็นเชิงขอโทษคนรอบข้างพลางลดเสียงลงแต่ยังคงความตื่นตระหนก
“ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน ถึงได้ให้แกริบกลับมาช่วยกันหาคำตอบ... ขอโทษนะเอก แต่ฉันไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครอีกแล้วจริงๆ”
เวคินยกมือขึ้นกุมขมับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสับสนและอ่อนแรงอย่างที่เอกชัยไม่เคยได้ยินมาก่อน
“เออๆ ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะเช็กไฟลต์กลับพรุ่งนี้เช้าเลย เอาไว้ค่อยไปคุยรายละเอียดที่นั่นก็แล้วกัน แกใจเย็นๆ นะเว้ย”
เอกชัยกดวางสายแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ขณะที่สีหน้ายังเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อหันไปมองช่อลดาก็เห็นเธอจ่อชิ้นสเต็กปลาค้างอยู่ที่ปาก พร้อมกับจ้องหน้าเขาเขม็งราวกับจะเรียกเอาคำตอบจากสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่
“เมื่อกี้พี่เอกพูดเล่นใช่ไหมคะ"
ช่อลดาถามด้วยสีหน้าเหวอๆ เอกชัยยิ้มแหยๆ พลางถอนหายใจ
“เหมือนว่าจะเป็นเรื่องจริงนะสิช่อ เราคงต้องกลับไทยก่อนกำหนดแล้วละ พี่ขอโทษนะที่ไม่โกรธพี่นะที่ทำให้ทริปเราพัง”
ช่อลดาส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็วแทนคำตอบ
“ไม่ค่ะ ช่อไม่โกรธเลย ช่ออยากจะกลับเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ อยากรู้เหลือเกินว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเกล ทำไมเรื่องมันถึงกลับตาลปัตรขนาดนี้!"
พูดจบเธอก็รวบช้อนส้อมแล้วโบกมือเรียกพนักงานเพื่อเช็กบิลทันที เอกชัยมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ทั้งที่ตอนแรกเขาลำบากใจแทบตายเพราะกลัวว่าจะถูกภรรยาป้ายแดงงอนใส่ที่ต้องล้มเลิกการฮันนีมูนกลางคัน แต่กลับกลายเป็นช่อลดาเสียเองที่ดูจะใจร้อนและอยากกลับไปหาความจริงยิ่งกว่าเขาเสียอีก